Humberger Menu

‘ภาษีอี-เซอร์วิส’ จับตาแพลตฟอร์มต่างชาติ จะเพิ่มค่าบริการ ผลักภาระให้ผู้ใช้หรือไม่

คุณสามารถอ่านได้อีก

3

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ไทยพร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยวจริงหรือ? เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 70% สื่อต่างชาติเตือนอาเซียนยังเสี่ยง
Summary
  • ที่ผ่านมาบริษัทแพลตฟอร์มต่างชาติทำเงินรายได้จากประเทศไทยไปปีละมหาศาล แต่ไม่ได้เสียภาษีให้ประเทศไทย เพราะไทยไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงการเก็บภาษีจากบริษัทที่ไม่ได้เข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทและจดทะเบียนภาษีในประเทศไทย
  • จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2564 คือวันแรกที่ ‘ภาษีอี-เซอร์วิส’ หรือ ‘การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ’ มีผลบังคับใช้ ต่อจากนี้ประเทศไทยจะเก็บภาษีจากบริษัทต่างชาติที่ส่งบริการทางอินเทอร์เน็ตเข้ามาทำเงินในประเทศไทยได้แล้ว
  • การเก็บภาษีนี้จะดีในภาพใหญ่ ไทยจัดเก็บรายได้เข้ารัฐได้มากขึ้น แต่ข้อกังวลที่ตามมาคือบริษัทเหล่านั้นอาจจะผลักภาระภาษีมาให้ผู้ใช้บริการ โดยการปรับเพิ่มราคาค่าบริการ


ปี 2563 Facebook ทำรายได้จากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ประมาณ 494,496 ล้านบาท ลองคิดแบบค่าเฉลี่ยว่ารายได้นี้มาจาก 48 ประเทศในจำนวนเท่าๆ กัน ก็เท่ากับว่า Facebook มีรายได้จากไทยประมาณ 10,300 ล้านบาท และมีความเป็นไปได้ที่จะมากกว่านั้น เพราะไทยเป็นประเทศที่ใช้เงินไปกับการโฆษณาใน Facebook หนักมาก

แต่ตัวเลขรายได้ที่ บริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งในงบการเงินคือ 356.8 ล้านบาท! ส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นจริงนั้นไม่ทราบว่าเป็นจำนวนเท่าไรแน่ เพราะรายได้เหล่านั้นไม่ได้เข้าสู่บัญชีรายได้ของบริษัท เฟซบุ๊ก ประเทศไทย หากใครเคยซื้อโฆษณาในเฟซบุ๊ก จะเห็นในใบเสร็จระบุว่า คุณจ่ายเงินให้ Facebook Ireland Limited ประเทศไอร์แลนด์ ดินแดน Tax haven   

ขณะที่บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด แจ้งรายได้ไว้ในงบการเงินปี 2563 จำนวน 814.2 ล้านบาท และก็อีกนั่นแหละว่า ใบเสร็จรับเงินสำหรับการลงโฆษณาใน Google ออกให้โดย Google Asia Pacific Pte. Ltd. ประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่ กูเกิล ประเทศไทย

Netflix มีสมาชิกในประเทศไทยใกล้ๆ 600,000 บัญชี คำนวณเป็นค่าสมาชิกแบบหยาบๆ อย่างต่ำๆ ก็น่าจะเดือนละ 60 ล้านบาท หรือปีละ 720 ล้านบาท แต่ค่าสมาชิกทุกบาทจากประเทศไทยจ่ายตรงไปยังประเทศสิงคโปร์ 

เช่นกันกับ Spotify ทำรายได้จากประเทศไทยไปเท่าไรไม่ทราบ เพราะรายได้เหล่านั้นหักจากบัญชีเราตรงไปยังประเทศสวีเดน   

นี่คือตัวอย่างบริษัทต่างชาติที่ให้บริการทั่วโลก และทำรายได้จากประเทศไทยไปมากเกินคำว่ามหาศาล แต่บางบริษัทไม่เคยต้องเสียภาษีให้ประเทศไทยเลย เพราะไทยเราไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมไปถึงการเก็บภาษีจากบริษัทที่ไม่ได้เข้ามาจดทะเบียนตั้งบริษัทและจดทะเบียนภาษีในประเทศไทย หรือแม้แต่บางบริษัทที่เข้ามาตั้งบริษัทและจดทะเบียนภาษีแล้ว ก็ใช้วิธีทำให้เงินไม่ไหลผ่านบริษัทในไทยอยู่ดี 

จนกระทั่งวันที่ 1 กันยายน 2564 คือวันแรกที่ ‘ภาษีอี-เซอร์วิส’ หรือ ‘การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ’ มีผลบังคับใช้ ต่อจากนี้ประเทศไทยจะเก็บภาษีจากบริษัทต่างชาติที่ส่งบริการทางอินเทอร์เน็ตเข้ามาทำเงินในประเทศไทยได้แล้ว

ภาษีอี-เซอร์วิส ที่ว่านี้ เกิดขึ้นใน ‘พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ.2564’  ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 

สาระสำคัญ คือ กรมสรรพากรจะจัดเก็บภาษีจากบริษัทต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย แต่ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์แก่ผู้ใช้บริการในไทย และมีรายได้จากการให้บริการในไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยบริษัทที่เข้าข่ายจะต้องเริ่มจดทะเบียนในไทย และจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) เป็นรายเดือน 

เหตุผลที่มีการประกาศใช้ภาษีอี-เซอร์วิส เป็นเพราะปัจจุบันมีแพลตฟอร์มดิจิทัลจากต่างประเทศที่ให้บริการในประเทศไทย และทำเงินรายได้จากไทยเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้จดทะเบียนบริษัทและจดทะเบียนภาษีในประเทศไทย รัฐไทยจึงไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากบริษัทเจ้าของแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ หรือพูดได้ว่า บริษัทต่างประเทศที่เข้ามาทำเงินในไทยหลุดรอดจากการจัดเก็บภาษีของไทยไป เพราะกฎหมายของเราไม่ครอบคลุมพวกเขานั่นเอง 

ดังนั้น เพื่อไม่ให้ไทยเสียประโยชน์ทั้งด้านการจัดเก็บภาษีเป็นรายได้เข้ารัฐ และด้านความสามารถทางการแข่งขันของบริษัทในไทย จึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมส่วนนี้เข้าไป เพื่อปิดช่องว่าง-ให้รัฐไทยสามารถจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มต่างๆ ที่หารายได้จากประเทศไทยได้ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะมาจากไหน และนำเงินส่งไปประเทศใด

ไทยเป็น 1 ในประมาณ 60 ประเทศทั่วโลกที่มีการใช้กฎหมายภาษีอี-เซอร์วิส ซึ่งกว่าที่กฎหมายนี้จะประกาศใช้ กรมสรรพากรพยายามผลักดันอย่างหนัก และไม่ง่าย กินระยะเวลาในกระบวนการ 2 ปีกว่า 

ธุรกิจที่ต้องจ่ายภาษีอี-เซอร์วิส มี 5 กลุ่มหลัก ตามการแบ่งกลุ่มของกรมสรรพากร ได้แก่

1. ธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มสำหรับขายของออนไลน์ เช่น Amazon และ eBay ส่วนแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซยอดนิยมอย่าง Lazada และ Shopee จดทะเบียนจ่ายภาษีในไทยอยู่แล้ว จึงไม่อยู่ในข่ายนี้ 

2. ธุรกิจให้บริการโฆษณาออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube และ Google 

3. ธุรกิจให้บริการจองโรงแรมที่พักและการเดินทาง เช่น Booking.com, Agoda และ Airbnb

4. ธุรกิจให้บริการเป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย เช่น แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่ต่างๆ ซึ่งหลายบริษัทจดทะเบียนจ่ายภาษีอยู่แล้ว ก็ไม่อยู่ในข่ายที่จะต้องจ่ายภาษีอี-เซอร์วิสอีก 

5. ธุรกิจให้บริการสมาชิกดูหนังฟังเพลงออนไลน์ เกม และแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น Netflix, HBO GO, Disney+, Spotify เป็นต้น  

ข้อมูลอัปเดตจากกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2564 แจ้งว่า มีบริษัทต่างประเทศลงทะเบียนเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากรแล้วมากกว่า 50 ราย 

โดยไอเดียแล้ว กฎหมายภาษีอี-เซอร์วิส เป็นกฎหมายที่ดีต่อไทย ทั้งต่อรัฐและเอกชนในประเทศ คือ รัฐจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมากขึ้น ส่วนเอกชนที่ทำธุรกิจในประเทศไทยก็จะได้รับความเป็นธรรม-เท่าเทียมในการแข่งขันมากขึ้น เพราะเมื่อคู่แข่งจากต่างประเทศต้องจ่ายภาษีเช่นกับผู้ประกอบการในประเทศ ก็จะทำให้มีต้นทุนในส่วนการจ่ายภาษีเท่ากัน ไม่มีใครได้เปรียบด้านต้นทุนจากการที่ไม่ต้องจ่ายภาษีอีกแล้ว แต่ในความเป็นจริง แพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่จะแข่งขันกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ระดับโลกเหล่านี้ได้ก็แทบไม่มีอยู่แล้ว 

ด้านการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐ กรมสรรพากรประเมินว่า จะจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2565 ได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การเก็บภาษีอี-เซอร์วิสจะทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลรายได้ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่จะสามารถนำไปใช้ในการคำนวณเป็นฐานภาษีใหม่ในอนาคต 

ดูรวมๆ แล้ว ภาษีอี-เซอร์วิส เป็นกฎหมายที่ส่งผลดีในภาพใหญ่ 

แล้วการเก็บภาษีที่ว่านี้เกี่ยวข้อง หรือจะส่งผลกระทบอะไรคนทั่วๆ ไปรายย่อยอย่างเราไหม หรือคนค้าขายออนไลน์จะโดนไปด้วยหรือเปล่า?

คำตอบคือ ไม่เกี่ยวโดยตรง เพราะการเก็บภาษีอี-เซอร์วิสจะจัดเก็บจากเจ้าของแพลตฟอร์มเท่านั้น อย่างแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์ที่คนไทยเข้าไปขายสินค้ากันนั้น เป็นบริษัทที่จดทะเบียนและจ่ายภาษีอยู่แล้ว จึงไม่ต้องจ่ายภาษีซ้ำอีก 

แต่ส่วนที่จะเกี่ยวและส่งผลกระทบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเจ้าของแพลตฟอร์มนั้นผลักภาระภาษีให้ผู้ใช้บริการ หรือพาร์ตเนอร์ โดยการเพิ่มค่าบริการ ค่าสมาชิก หรืออัตราค่าลงโฆษณา ซึ่งยังเป็นข้อกังวลที่จะต้องจับตามองกันทั้งผู้บริโภครายย่อย และผู้ใช้บริการที่เป็นองค์กรด้วย

Netflix อาจจะเพิ่มค่าสมาชิกในเร็วๆ นี้หรือเปล่า? Spotify อาจจะไม่เพิ่มในปีนี้ เพราะเมื่อต้นปีที่ผ่านมาเพิ่งปรับเพิ่มขึ้นไปแล้วประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ 

ที่ต้องจับตามองกันมากเป็นพิเศษเพราะเป็นเงินจำนวนมากก็คือ กิจการ ธุรกิจ หรือองค์กรที่ลงโฆษณาออนไลน์ในแพลตฟอร์มต่างๆ ซึ่งแพลตฟอร์มอาจจะปรับเพิ่มอัตราค่าโฆษณา เป็นการผลักภาระภาษีให้ผู้ลงโฆษณา 

เมื่อต้นทุนเพิ่มขึ้น คาดว่าไม่เร็วก็ช้าคงมีการปรับเพิ่มค่าบริการแน่ๆ ไม่ต่างกับการซื้อสินค้าอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่เราทุกคนก็ต้องจ่ายในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แม้ไม่ใช่วิธีที่ดี แต่ก็ยังไม่มีกลไกมาควบคุมไม่ให้ภาระภาษีนี้ถูกผลักสู่ผู้บริโภค. 


อ้างอิง: q4cdn.com, datawarehouse.dbd.go.th, rdmeeting.rd.go.th, thairath.co.th


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow