Humberger Menu

9/11 สร้างความเสียหายมหาศาลแค่ไหน และเปลี่ยนแปลงอะไรในอเมริกาบ้าง?

คุณสามารถอ่านได้อีก

3

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ไทยพร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยวจริงหรือ? เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 70% สื่อต่างชาติเตือนอาเซียนยังเสี่ยง
Summary
  • ครบรอบ 20 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 หรือเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลกออิดะห์จี้เครื่องบินพุ่งเข้าชนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในมหานครนิวยอร์ก และตึกเพนตากอน ที่ทำการกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ในรัฐเวอร์จิเนีย และอีกลำที่ตกก่อนถึงเป้าหมายในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001
  • เมื่อมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ 9/11 ที่สั่นสะเทือนขวัญคนทั่วโลก สิ่งหนึ่งที่อยากรู้คือ เหตุก่อการร้ายครั้งนั้นสร้างความเสียหายและผลกระทบทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาลแค่ไหน และมันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในสหรัฐอเมริกาบ้าง
  • การสูญเสียตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์คิดเป็นมูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, การซ่อมแซมฟื้นฟูเมืองนิวยอร์กใช้เงิน 21,800 ล้านดอลลาร์, หุ้นร่วง เพียงสัปดาห์เดียวเสียมูลค่าตามราคาตลาดกว่า 1,400,000 ล้านดอลลาร์, ธุรกิจหยุดชะงักชั่วคราว ฉุดจีดีพีลดลง 0.5 เปอร์เซ็นต์ นี่คือตัวอย่างความเสียหายที่เกิดขึ้น


ภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดสูงระฟ้า ควันพวยพุ่ง เหมือนภาพในหนังฮอลลีวูด แต่เป็นเรื่องจริง เป็น breaking news ที่ตัดแทรกเข้ามากระชากอารมณ์แบบสุดขั้ว ขณะที่คนไทยกำลังดูละครหลังข่าว ซึ่งตรงกับเวลาแปดโมงเช้ากว่าๆ ของวันที่ 11 กันยายน 2001 ตามเวลานิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 

วันนั้นเป็น ‘sunny day’ สภาพอากาศแจ่มใส ปลอดโปร่งมาก วันที่เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศของสรัฐฯ คิดว่าจะเป็นวันที่ดีสำหรับการทำงานควบคุมจราจรทางอากาศ แต่มันกลับไม่ดี และไม่ง่าย! เมื่อเกิดเหตุโกลาหลบนน่านฟ้าที่พวกเขาต้องควบคุมดูแล

ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินสองลำให้พุ่งเข้าทำลายเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center) ในมหานครนิวยอร์ก อีกลำพุ่งใส่ตึกเพนตากอน (Pentagon) อาคารที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในรัฐเวอร์จิเนีย และอีกลำมุ่งหน้าสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แต่ร่วงลงก่อนจะถึงเป้าหมาย ซึ่งคาดว่าเป็นอาคารรัฐสภา หรือไม่ก็ทำเนียบขาว 

มีผู้เสียชีวิตจากการประสบเหตุทุกจุดเกิดเหตุและบนเครื่องบินทั้ง 4 ลำรวม 2,996 ราย (นับรวมผู้ก่อการร้าย 19 ราย) ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทการเงิน บริษัทประกันภัย และบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำงานอยู่ในเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 

เมื่อมองย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ 9/11 ที่สั่นสะเทือนขวัญคนทั่วโลกเมื่อ 20 ปีก่อน สิ่งหนึ่งที่อยากรู้คือ เหตุก่อการร้ายครั้งนั้นสร้างความเสียหายและผลกระทบทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาลแค่ไหน และมันได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในสหรัฐอเมริกาบ้าง  


มูลค่าความเสียหายและผลกระทบทางเศรษฐกิจ 

ข้อมูลที่พบบอกตรงกันว่า ผลกระทบและความเสียหายทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นกับภาคส่วนต่างๆ ไม่เท่ากัน และระยะเวลาที่ฟื้นคืนก็ไม่เท่ากันด้วย ส่วนในเชิงพื้นที่ เขตแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด และเศรษฐกิจ-การจ้างงานฟื้นช้าที่สุด 

มูลค่าของการสูญเสียชีวิต

แม้ไม่เหมาะสมที่จะประเมินชีวิตคนเป็นมูลค่าเงิน แต่ที่สหรัฐอเมริกามีการประเมินไว้จริงๆ The New York Times รายงานว่า เมื่อปี 2002 สำนักงานบัญชีกลางนครนิวยอร์กประเมินมูลค่า 2,606 ชีวิตที่สูญเสียไปในเหตุการณ์ 9/11 ที่นิวยอร์กไว้ที่มูลค่า 24,000 ล้านดอลลาร์  

มูลค่าความเสียหายของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่โดนเครื่องบินพุ่งชนพังทลายเหลือเพียงซากปรักหักพังนั้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเฉพาะตัวตึก 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ยังไม่รวมคอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ รถยนต์ และทรัพย์สินต่างๆ ของบริษัทที่ตั้งสำนักงานอยู่ในตึก ซึ่งมีรายงานว่าคิดเป็นมูลค่าประมาณ 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ความเสียหายของอาคาร สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานในนิวยอร์ก 

ความเสียหายทางกายภาพไม่ได้เกิดกับเฉพาะตึกแฝดที่โดนเครื่องบินพุ่งชน แต่กินวงกว้างไปถึงอาคารต่างๆ ในบริเวณข้างเคียง สาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานของเมืองนิวยอร์ก เช่น รถไฟ โทรศัพท์ ไฟฟ้า ซึ่งการซ่อมแซมฟื้นฟูความเสียหายเหล่านี้ต้องใช้เงินกว่า 21,800 ล้านดอลลาร์ 



มูลค่าความเสียหายจากการหยุดชะงักของธุรกิจที่ตั้งออฟฟิศในตึกเวิลด์เทรด

เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เป็นที่ตั้งสำนักงานของธุรกิจมากกว่า 400 บริษัท บางบริษัทเป็นบริษัททางการเงินชั้นนำของอเมริกาและของโลก เช่น Bank of America, Lehman Brothers และ Commodity Futures Trading Commission เป็นต้น 

ธุรกิจทั้งหมดที่ตั้งสำนักงานในตึกเวิลด์เทรดต้องหาที่ตั้งสำนักงานใหม่ เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ ซึ่งมีประมาณการว่า ความเสียหายจากการที่ธุรกิจหยุดชะงักในช่วงนั้นเป็นมูลค่ารวม 22,000 ล้านดอลลาร์

มูลค่าความเสียหายของตึกเพนตากอน

ตึกเพนตากอน ที่ทำการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่เครื่องบินพุ่งเข้าชน ทำให้อาคารเสียหายบางส่วน ต้องใช้เงินซ่อมแซมประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ 

ความเสียหายของมูลค่าหุ้นและตลาดหุ้น 

เมื่อผู้ก่อการร้ายโจมตีมหานครนิวยอร์ก มันก็เป็นการโจมตีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยในทันที ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) และตลาดหุ้นแนสแด็ก (NASDAQ) ต้องหยุดการซื้อขายเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เมื่อกลับมาเปิดซื้อขายอีกครั้งในวันที่ 17 กันยายน 2001 หุ้นก็ร่วงกราวลงอย่างรวดเร็ว ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 684 จุด หรือลดลง 7.1 เปอร์เซ็นต์ สร้างสถิติเป็นการขาดทุนจากการซื้อขายในรอบหนึ่งวันที่ขาดทุนสูงสุดในประวัติศาสตร์ และในวันศุกร์สุดสัปดาห์นั้นก็เป็นการปิดการซื้อขายในวันศุกร์ที่ขาดทุนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน โดยดัชนีดาวโจนส์ลดลงมากกว่า 14 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ลดลง 11.6 เปอร์เซ็นต์ และดัชนีแนสแด็กลดลง 16 เปอร์เซ็นต์ 

ตามข้อมูลบันทึกไว้ว่า หุ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูญเสียมูลค่าตามราคาตลาดไปรวมกว่า 1,400,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลานั้น

และในทางตรงข้าม ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นจาก 215.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็น 287 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนที่เบือนหน้าจากความอ่อนไหวและเปราะบางของหุ้นไปลงทุนในทองคำแทน

เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการเงินของโลก ก็ย่อมส่งผลสะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลกในทันที ตลาดหุ้นประเทศไทยก็ไม่ได้รับการยกเว้น ด้วยความช็อกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตลาดหุ้นไทยจึงต้องปิดการซื้อขายในวันที่ 12 กันยายน 2001 แล้วกลับมาเปิดซื้อขายปกติในวันที่ 13 กันยายน ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นก็ลดลงต่อเนื่อง มีการประเมินว่าระหว่างวันที่ 11 - 20 กันยายน 2001 มูลค่าตามราคาตลาดของตลาดหุ้นไทยเสียหาย 250,000 ล้านบาท 

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหภาค

ปี 2001 เศรษฐกิจสหรัฐฯ อยู่ในภาวะถดถอยเป็นทุนเดิม เมื่อเกิดเหตุการณ์ 9/11 ซึ่งโจมตีเข้าสู่ศูนย์กลางการเงินของประเทศ แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในทันที 

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อช่วยให้สหรัฐฯ ไม่ต้องเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในเวลานั้น 

ตามรายงานของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2009 บอกว่า เหตุการณ์ 9/11 ส่งผลให้จีดีพีสหรัฐอเมริกาในปี 2001 ลดลง 0.5 เปอร์เซ็นต์ (จากที่ถดถอยอยู่ก่อนแล้ว) แต่ส่งผลกระทบเพียงระยะสั้นเท่านั้น ในปีถัดมา (2002) จีดีพีสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวกลับไปถึงระดับเดิมก่อนเกิดเหตุการณ์ 9/11 แล้วในปี 2003 และ 2004 จีดีพีก็โตขึ้น 3 และ 4 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ 

แต่ที่ได้รับผลกระทบเป็นเวลานานกว่าคือ ผลกระทบต่อตลาดแรงงาน ข้อมูลของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สรุปว่า 9/11 ส่งผลให้อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 0.11 เปอร์เซ็นต์ ทำให้การจ้างงานลดลง 598,000 ตำแหน่ง ซึ่งการว่างงานยังคงปรากฏให้เห็นต่อมาหลายปี ต่างจากจีดีพีที่ฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็ว

ความเสียหายของเศรษฐกิจนิวยอร์ก 

เหตุการณ์นี้ทำให้นิวยอร์กสูญเสียงานกว่า 430,000 ตำแหน่งในเวลาต่อเนื่องหลายเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 143,000 ตำแหน่งต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน มูลค่าของค่าแรงที่หายไปประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในแมนฮัตตันตอนล่างอันเป็นที่ตั้งของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ สูญเสียพื้นที่สำนักงานไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หลายร้อยหรืออาจจะพันบริษัทต้องออกไปหาที่ตั้งสำนักงานใหม่

ประมาณ 2 ใน 3 หรือ 68 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ตกงานเป็นคนที่ทำงานในภาคการส่งออก ซึ่งเป็นภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ส่วนในเชิงพื้นที่ แมนฮัตตันซึ่งเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตั้งอยู่และดับลง เป็นเขตที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด มีผู้ตกงานประมาณ 60,000 คนต่อเดือน ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 เดือน


อินโฟกราฟิก: สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ


ความเสียหายของภาคการส่งออก 

ข้อมูลหลายแหล่งระบุตรงกันว่า การส่งออก (export) เป็นเซกเตอร์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากเหตุการณ์ 9/11 แต่เราหาข้อมูลไม่พบแหล่งข้อมูลที่ระบุมูลค่าความเสียหายชัดเจน อาจจะเนื่องมาจากภาคการส่งออกในกรณีนี้ตีความกว้างมาก ไม่ได้หมายถึงเพียงการส่งสินค้าออกจากเมืองที่เกิดเหตุ (หลักๆ คือนิวยอร์ก) แต่รวมไปถึงการขายสินค้าและบริการนอกเมืองที่เกิดเหตุ โดยบริษัทต่างๆ ที่มีสำนักงานอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งการผลิตและการดำเนินการอื่นๆ อาจจะอยู่ที่เมืองอื่น 

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายหนักเช่นกัน มีข้อมูลว่า เพียงแค่ในช่วงสองสัปดาห์หลังเหตุการณ์ 9/11 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรายงานว่าสูญเสียรายได้มากถึง 2,000 ล้านดอลลาร์ 

และ The New York Times รายงานประมาณการตัวเลขความเสียหายของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมว่าเหตุการณ์ 9/11 ทำให้เกิดความสูญเสียในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นมูลค่าถึง 61,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจำนวนนี้ไม่รวมความสูญเสียของบรรดาสายการบิน

ส่วนการศึกษาของ Centria University of Applied Sciences ประเทศฟินแลนด์ พบว่าในช่วงปี 2001 - 2002 คนทำงานด้านการท่องเที่ยวในสหรัฐฯ ตกงานมากถึง 335,000 คน 

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบิน 

9/11 ทำให้สายการบินส่วนหนึ่งต้องลดเที่ยวบินชั่วคราว แต่ผลกระทบระยะยาวจากการที่ผู้ก่อการร้ายใช้เครื่องบินพาณิชย์เป็นอาวุธทำลายล้าง ทำให้ผู้คนกลัวการเดินทางโดยเครื่องบิน จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินลดลงอย่างมากหลังเกิดเหตุ ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินสหรัฐฯ สูญเสียรายได้กว่า 19,600 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2001 - 2002 และจำนวนผู้โดยสารกับจำนวนเที่ยวบินในสหรัฐฯ ยังลดลงต่อเนื่องมาถึงปี 2003 คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 39,000 ล้านดอลลาร์ 

ผลกระทบต่อธุรกิจประกันภัย

ธุรกิจประกันภัย เป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้นๆ เพราะต้องจ่ายค่าสินไหมชดเชยความเสียหายไปรวมกันเป็นจำนวนมากถึง 40,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง ณ ปีนั้น 9/11 ทำสถิติเป็นเหตุการณ์ที่มีการชดเชยความเสียหายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนจะมีเหตุการณ์อื่นที่ต้องจ่ายค่าชดเชยความเสียหายสูงกว่าในหลายปีต่อมา 

ความเสียหายของภาคธุรกิจกระทบการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐ 

เมื่อผู้คนและธุรกิจถูกทำร้าย การสร้างเงินและงานลดลง ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐ โดยเฉพาะในนิวยอร์ก ภาษีที่จัดเก็บได้ลดลงมากถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2002 และ 2003 

ผลกระทบและความเสียหายทางอ้อม 

นอกจากความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงแล้ว เหตุการณ์ 9/11 ได้สร้างผลกระทบทางอ้อม อย่างเช่น ประชากรในสหรัฐฯ กลัวการเดินทางโดยเครื่องบิน จึงหันมาเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลกันมากขึ้น และผลที่ตามมาคือเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์มากขึ้น 

นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยคอร์แนลล์เคยทำการศึกษาจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยไม่นับรถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อหาคำตอบของสมมติฐานที่ว่าหลังเหตุการณ์ 9/11 มีผู้เดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลแทนการเดินทางโดยเครื่องบินมากขึ้น และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ-เสียชีวิตมากขึ้น ซึ่งผลการศึกษาก็เป็นไปตามนั้น ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 มีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้นจริง และจำนวนการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตก็เพิ่มขึ้นด้วย แล้วเมื่อเวลาเคลื่อนห่างจาก 9/11 ไป ตัวเลขพวกนี้ก็ลดลงตาม

  


ความเปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ เนื่องจากเหตุ 9/11

เหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบมากมายในทางลบ และยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในสหรัฐฯ ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนโยบาย กฎหมาย และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ ยกตัวอย่างที่สำคัญ เช่น 

เพิ่มงบด้านความมั่นคง-ตั้งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ

หลังเหตุการณ์ 9/11 สหรัฐฯ ภายใต้การบริหารประเทศของ จอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) จัดสรรงบประมาณสำหรับงานด้านความมั่นคงเพิ่มขึ้นมาก มีการก่อตั้งหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาเพื่อทำงานป้องกันการก่อการร้ายโดยตรงในปีนั้นเลย และต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2002 หน่วยงานที่ว่านี้ยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (U.S. Department of Homeland Security) ทำหน้าที่ป้องกันประเทศจากการก่อการร้าย ป้องกันภัยพิบัติทั้งจากฝีมือมนุษย์และจากธรรมชาติ ไปจนถึงการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ของประชาชนจากภัยพิบัติต่างๆ 

ส่วนกระทรวงกลาโหม-กองทัพก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยค่าใช้จ่ายหลักๆ ของกองทัพเทไปที่การทำสงครามในตะวันออกกลาง จากที่ใช้งบประมาณ 301,697 ล้านดอลลาร์ในปี 2000 เพิ่มเป็น 312,743 ล้านดอลลาร์ในปี 2001 และเพิ่มขึ้นทุกปีจนเป็น 546,018 ล้านดอลลาร์ในปี 2006 

ด้านหน่วยข่าวกรองก็ต้องทำงานมากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น The New York Times เคยคาดการณ์ไว้ว่าเหตุการณ์ 9/11 ส่งผลให้มีการใช้จ่ายงบประมาณด้านข่าวกรองเฉพาะในประเทศมากถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ 

มีการออกกฎหมายลดหย่อนภาษีแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุก่อการร้าย 

ไม่นานหลังจากเหตุการณ์ 9/11 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ผ่านกฎหมาย ‘Victims of Terrorism Tax Relief Act of 2001’ เพื่อบรรเทาเยียวยาเหยื่อก่อการร้ายโดยการลดหย่อนภาษีให้แก่เหยื่อการก่อการร้าย 

และ 18 ปีต่อมา ในเดือนกรกฎาคม 2019 โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ลงนามในกฎหมายกองทุนเงินชดเชยความเสียหายแก่ผู้ประสบภัย 9/11 หรือ ‘September 11th Victim Compensation Fund’ ซึ่งจะจ่ายเงินรวม 10,200 ล้านดอลลาร์เพื่อชดเชยค่ารักษาพยาบาลแก่เจ้าหน้าที่และผู้เผชิญเหตุ ซึ่งจำนวนมากได้รับผลกระทบทางสุขภาพเรื้อรังมาจนถึงปัจจุบัน 

มีการออกกฎหมายการประกันความเสี่ยงจากเหตุก่อการร้าย 

เนื่องจากภาคธุรกิจประกันภัยบอบช้ำจากการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายรวมกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์ แม้หลายบริษัทมีการเงินที่แข็งแกร่ง แต่ก็มีหลายบริษัทที่เดือดร้อน และหลายบริษัทที่ต้องการยกเลิกการประกันภัยจากการก่อการร้าย ส่วนที่ยังรับประกันอยู่ก็จะเก็บเบี้ยประกันแพงตามความเสี่ยงที่สูงขึ้น  

รัฐบาลสหรัฐฯ จึงแก้ปัญหาโดยการออกกฎหมาย ‘Terrorism Risk Insurance Act’ ในช่วงปลายปี 2002 กฎหมายนี้กำหนดให้บริษัทประกันต้องรับประกันความเสี่ยงจากการก่อการร้าย โดยที่รัฐบาลเข้ามาร่วมรับผิดชอบความเสี่ยง/จ่ายค่าเสียหายจากเหตุก่อการร้าย ซึ่งในตอนแรกกำหนดระยะเวลาไว้เพียง 3 ปี แต่ต่อมาก็มีการขยายอายุเวลาหลายครั้ง และครั้งล่าสุดมีการต่อระยะเวลาของกฎหมายนี้ไปจนถึงปี 2027


...

จากคำถามที่ว่า 9/11 ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาลแค่ไหน คำตอบโดยสรุปที่ได้จากการค้นหาข้อมูลในวาระรำลึก 20 ปี 9/11 ในปีนี้ คือ ความเสียหายและผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11 นั้นเป็นมูลค่าสูงมากก็จริง แต่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ขณะที่ขนาดเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นใหญ่มาก และมีความยืดหยุ่นด้วย ดังนั้นการวิเคราะห์โดยหลายสถาบันสรุปค่อนข้างตรงกันว่า 9/11 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่มาก 

แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์ สื่อมวลชน และประชาชนที่เห็นแย้งไปอีกทางว่า 9/11 สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจมากมายมหาศาลในทางอ้อม การทำสงครามในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่มีค่าใช้จ่าย และนับเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งนั้น ตามข้อมูลการศึกษาของ Watson Institute for International and Public Affairs มหาวิทยาลัยบราวน์ ระบุว่า ณ เดือนพฤศจิกายน 2018 สหรัฐฯ ใช้จ่ายเงินสำหรับการทำสงครามต่อต้านก่อการร้ายไปแล้วเป็นมูลค่ารวม 5,900,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายจำนวนนี้เป็นตัวเร่งให้หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อมองผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการทำสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เสียงก็แตกอีกว่า ใครกันแน่คือต้นเหตุของค่าใช้จ่ายเหล่านั้น อาจไม่ใช่ ‘ผู้ก่อการร้าย’ ที่เป็นผู้จุดชนวนความขัดแย้ง แต่เป็น ‘ผู้นำสหรัฐฯ’ เองที่ตัดสินใจตอบโต้ด้วยการทำสงคราม 

ค่าใช้จ่ายบางอย่างจำเป็นต้องจ่าย แต่ค่าใช้จ่ายบางอย่าง เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับทำสงคราม เป็นค่าใช้จ่ายที่เลือกได้ว่าจะจ่ายหรือไม่ ซึ่งผู้นำสหรัฐฯ เลือกที่จะจ่าย ...นั่นคือมุมมองของหลายคน

ความคิดเห็นที่แตกต่างต่อเรื่องนี้คงจะยังเป็นข้อถกเถียงที่อยู่กับสังคมอเมริกันต่อไปอีกนาน แม้ในวันที่ผลกระทบจาก 9/11 จางไปแล้ว


อ้างอิง: history.com, gobankingrates.com, cbsnews.com, wikipedia.org, archive.nytimes.com, fmuniv.edu, irp.fas.org, dhs.gov, investopedia.com, investopedia.com, kaohoon.com, researchgate.net, nytimes.com, treasury.gov, nytimes.com, dhs.gov


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow