Humberger Menu

ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ด้วย ‘Hometown Tax’ แบบญี่ปุ่น จ่ายภาษีให้บ้านเกิดที่เราจากมา

คุณสามารถอ่านได้อีก

3

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ไทยพร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยวจริงหรือ? เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 70% สื่อต่างชาติเตือนอาเซียนยังเสี่ยง
Summary
  • คนในชนบทออกจากบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่ ทำให้ประชากรในท้องถิ่นลดลง ส่งผลกระทบให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีได้ไม่เพียงพอ ประเทศญี่ปุ่นจึงแก้ปัญหานี้โดยการเก็บภาษี ‘Hometown Tax’
  • Hometown Tax เป็นระบบภาษีที่ประชาชนเลือกได้ว่าจะมอบเงินของตนเองให้ท้องถิ่นไหน ผู้จ่ายภาษีจะได้รับของดีจากแต่ละท้องถิ่นเป็นของสมนาคุณสำหรับเงินที่ให้ไป และสามารถนำ Hometown Tax ไปลดหย่อนภาษีที่ต้องจ่ายประจำปีได้
  • เงินภาษี Hometown Tax สามารถช่วยท้องถิ่นของญี่ปุ่นแก้ปัญหาหลายๆ อย่างได้ ความสำเร็จของญี่ปุ่นกำลังเป็นต้นแบบให้หลายประเทศที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน อย่าง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ สนใจศึกษาเพื่อนำไปปรับใช้ และในไทยเรา แบงก์ชาติก็ได้เสนอเรื่องนี้ออกมาบ้างแล้ว


เวลาที่พูดถึง ‘ความเหลื่อมล้ำ’ มันเป็นคำที่มีหลายมิติ และมีหลายเหตุปัจจัย ความเหลื่อมล้ำมิติหนึ่งที่สำคัญ และเป็นต้นตอของความเหลื่อมล้ำอื่นๆ เกือบทั้งหมดคือ ‘ความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่’   

การที่คนเราเกิด เติบโต อยู่อาศัย ทำมาหากินในพื้นที่ไหน เป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนอย่างมากในการกำหนดว่าชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ตั้งแต่แรกเกิดไปจนแก่เฒ่า เราจะได้รับบริการด้านสาธารณสุขดีพอไหม เราจะได้รับการศึกษาหรือไม่ ได้รับในคุณภาพไหน เราจะเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ แค่ไหน จะมีโอกาสในการประกอบอาชีพมากน้อยเพียงใด และเราจะเป็นคนฐานะยากจน ฐานะกลางๆ ฐานะร่ำรวย หรือฐานะมั่งคั่ง  

การอยู่ในชนบทมีโอกาสทางการศึกษา การประกอบอาชีพ-เศรษฐกิจ การเข้าถึงบริการสาธารณะไม่เท่าในเมือง การอยู่ในเมืองของจังหวัดรองๆ ก็ไม่มีโอกาสเท่าในเมืองใหญ่ และตามหัวเมืองใหญ่ก็ยังมีโอกาสไม่เท่าในเมืองกรุง แม้แต่ในเมืองกรุงเองก็มีความไม่เท่าเทียมในระดับเขต และย่าน  

ด้วยความที่ในแต่ละพื้นที่มี ‘โอกาส’ ไม่เท่ากัน ประชากรในชนบท หรือในจังหวัดเล็กๆ จึงออกจากบ้านไปทำงานในเมืองใหญ่ หรือเมืองที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ทำให้ประชากรในชนบทลดลง ประชากรส่วนใหญ่ที่ยังอยู่ในชนบทเป็นผู้สูงวัย งานและเงินไม่เกิดขึ้นในพื้นที่ นี่เป็นปรากฏการณ์ระยะยาวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่ในต่างประเทศก็เป็นเหมือนกัน 

ปรากฏการณ์แบบนี้ส่งผลกระทบให้ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีได้ไม่เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับประชาชนในพื้นที่ ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาว จึงมีการคิดกันว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร 

ประเทศญี่ปุ่น เจ้าแห่งความคิดสร้างสรรค์ เป็นประเทศแรกที่แก้ปัญหานี้โดยการเก็บภาษีที่เรียกว่า ‘Hometown Tax’ หรือ ‘Furusato Nozei’     

โครงสร้างภาษีของญี่ปุ่นแบ่งเป็น 1. ภาษีระดับประเทศ หรือภาษีที่จ่ายเข้าส่วนกลาง (ประกอบด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ 2. ภาษีท้องถิ่น หรือภาษีที่อยู่อาศัยที่จ่ายให้ท้องถิ่นที่ตนเองอาศัยอยู่ ซึ่งภาษีที่อยู่อาศัยคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าภาษีเงินได้ที่จ่ายเข้าส่วนกลาง 

เมื่อเกิดการย้ายที่อยู่อาศัยจากชนบท หรือเมืองเล็กๆ ไปอยู่ในเมืองใหญ่กันมากๆ ท้องถิ่นจึงได้รับผลกระทบมาก เพราะท้องถิ่นจัดเก็บภาษีน้อยลง ไม่สามารถนำไปจัดทำบริการสาธารณะได้เพียงพอ ขณะที่เงินอุดหนุนจากส่วนกลางก็ไม่เพียงพอ และในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น งบประมาณจากส่วนกลางก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์ 

Hometown Tax ของญี่ปุ่นเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหานี้ เมื่อปี 2008 ในสมัยนายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ (Shinzo Abe) 

‘Hometown Tax’ หรือ ‘Furusato Nozei’ เป็นระบบการชำระภาษีให้บ้านเกิด เปิดโอกาสให้คนย้ายถิ่นมีส่วนร่วมพัฒนาบ้านเกิด ช่วยให้ท้องถิ่นมีรายได้เพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท 



แม้จะมาในชื่อเรียกว่า ‘ภาษี’ แต่รูปแบบของการจ่ายภาษี Hometown Tax เป็นลักษณะการบริจาคด้วยความสมัครใจ คือประชาชนเลือกท้องถิ่นที่ตัวเองต้องการมอบงบประมาณให้โดยตรง แล้วนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีประจำปีได้ และยังได้รับสินค้าประจำท้องถิ่นเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณด้วย แต่การให้เงินผ่านระบบ Hometown Tax ต่างจากการบริจาคทั่วไป ตรงที่ไม่ใช่ว่าอยากจะให้เท่าใดก็ได้ เพราะ Hometown Tax มีลิมิต มีอัตราสูงสุดที่จ่ายได้ ซึ่งคำนวณจากรายได้ของแต่ละคน 

กล่าวได้ว่า ถ้าใครจ่ายเงินเข้าระบบ Hometown Tax แล้วนำไปลดหย่อนภาษี ก็เท่ากับเป็นการโยกเงินภาษีส่วนหนึ่งที่ต้องจ่ายเป็นปกติให้ท้องถิ่นที่ตนเองทำมาหากินอยู่ (ซึ่งมักจะเป็นเมืองเศรษฐกิจที่เก็บภาษีได้เยอะ) ไปให้กับท้องถิ่นที่ต้องการสนับสนุนโดยตรง 

และถึงแม้มันจะชื่อ ‘Hometown Tax’ ซึ่งจูงใจประชาชน โดยเน้นว่าเป็นการจ่ายภาษีให้บ้านเกิดที่ตนเองจากมา แต่ไม่ได้หมายความว่าจ่ายให้ได้เฉพาะบ้านเกิดของตัวเองเท่านั้น ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าจะแบ่งเงินที่ตัวเองจ่ายให้ท้องถิ่นไหนบ้าง นายเอ อาจจะอยากมอบเงินผ่านระบบ Hometown Tax ให้บ้านตัวเอง และท้องถิ่นที่เขาเคยไปเที่ยวแล้วประทับใจ หรือนางสาวบี อาจจะอยากมอบให้ท้องถิ่นที่คุณตาคุณยายของเธออยู่อาศัย ก็ทำได้ โดยแบ่งให้ได้ปีละ 3 แห่ง 

ในปี 2008 ที่เริ่มใช้นโยบายภาษีนี้ มีผู้สนใจบริจาค 54,000 ครั้ง รวมเป็นยอดเงินบริจาค 2,400 ล้านบาท ปีแรกๆ มียอดบริจาคไม่มากนัก จนกระทั่งปี 2015 รัฐบาลญี่ปุ่นปรับเปลี่ยนนโยบายหลายด้าน เช่น ลดการใช้แบบฟอร์มบริจาค และสนับสนุนการยื่นขอคืนภาษีแบบ one-stop service, เพิ่มเพดานลดหย่อนภาษีจากเดิม 10 เปอร์เซ็นต์เป็น 20 เปอร์เซ็นต์ และท้องถิ่นแข่งขันพัฒนาสินค้าดึงดูดเงินบริจาค จึงทำให้เงินบริจาคเพิ่มขึ้น 

การที่ท้องถิ่นแข่งขันดึงดูดเงินบริจาคด้วยของสมนาคุณมูลค่าสูง ทำให้ท้องถิ่นเกิดปัญหา ‘ขาดทุน’ เมื่อปี 2019 รัฐบาลจึงกำหนดว่ามูลค่าของสมนาคุณต้องไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินบริจาค ทำให้ยอดเงินบริจาคลดลงเล็กน้อย แต่จำนวนครั้งการบริจาคยังเพิ่มขึ้น 

The Japan Times รายงานว่า ปีงบประมาณ 2020 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ระบบ Hometown Tax สามารถจัดเก็บเงินได้สูงเป็นประวัติการณ์ เป็นจำนวนเงิน 672,500 ล้านเยน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2019 ที่จัดเก็บได้ 487,500 ล้านเยน และจำนวนเคสการบริจาคก็สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการใช้ระบบนี้เช่นกัน โดยมีจำนวนครั้งการบริจาค 34.89 ล้านครั้ง  

เมืองมิยาโกโนะโจ จังหวัดมิยาซากิ เป็นเมืองที่ได้รับเงินบริจาคสูงสุด 13,530 ล้านเยน รองลงมาคือเมืองมงเบตสึ จังหวัดฮอกไกโด ที่ได้รับ 13,390 ล้านเยน ตามมาด้วยเมืองเนมุโระ จังหวัดฮอกไกโด 12,550 ล้านเยน

จำนวนเงินรวมของการลดหย่อนภาษีที่อยู่อาศัยที่ประชาชนได้รับภายใต้ระบบ Hometown Tax ในปีงบประมาณ 2564 อยู่ที่ 431,100 ล้านเยน โยโกฮามาเป็นเมืองที่มีการหักเงินลดหย่อนมากที่สุด จำนวน 17,700 ล้านเยน รองลงมาคือ นาโกยา 10,650 ล้านเยน และโอซากา 9,180 ล้านเยน ซึ่งอันดับการหักเงินลดหย่อนเหล่านี้ สะท้อนอีกนัยหนึ่งด้วยว่า ผู้คนจากบ้านเกิดเมืองนอนมาประกอบอาชีพในสามเมืองนี้มากเป็นอันดับต้นๆ 

ความสำเร็จของ Hometown Tax ในญี่ปุ่น ทำให้หลายประเทศสนใจศึกษา เพื่อนำภาษีรูปแบบนี้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศของตัวเอง อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเกาหลีใต้ ซึ่งมีปัญหาเหมือนกันกับญี่ปุ่นคือ มีการย้ายถิ่นฐาน ทำให้หลายเมืองเก็บภาษีได้ไม่เพียงพอ

ในไทยเราก็เห็นการเสนอให้นำ Hometown Tax มาประยุกต์ใช้แล้วเช่นกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยที่เผยแพร่บทความ ‘ลดความเหลื่อมล้ำบ้านเกิดด้วย Hometown Tax’ ออกมา 

พิทูร ชมสุข, เพชรลักษณ์ บุญญาคุณากร และจิรวัฒน์ ภู่งาม ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้เขียนบทความชิ้นนี้วิเคราะห์ความสำเร็จ และสาเหตุที่ Hometown Tax ของญี่ปุ่นได้รับความสนใจว่า รัฐบาลญี่ปุ่นออกแบบนโยบายให้ประชาชนเข้าใจและใช้งานง่าย มีการสร้างทางเลือกให้ผู้เสียภาษีแบ่งภาษีเงินได้ส่วนหนึ่งให้ท้องถิ่นอื่นได้ และสนับสนุนช่วยเหลือ หรือตอบแทนบ้านเกิดได้โดยตรง ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมกับการจัดทำบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากขึ้น เป็นการกระตุ้นการแข่งขันระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจัดทำและพัฒนาบริการสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ



ในบทความที่ว่านี้ให้ข้อมูลไว้อีกว่า Hometown Tax มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาหลายปัญหาในญี่ปุ่น ยกตัวอย่างเช่น 

ฟื้นฟู ‘เมืองผู้สูงอายุ’ ได้อย่างตรงจุด: ที่เมืองทาราโชะ จังหวัดซากะ คนท้องถิ่นส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ อัตราการเกิดลดลงเรื่อยๆ รายได้ส่วนใหญ่ในเมืองมาจากการทำการเกษตร ขณะที่อุตสาหกรรมลดลง เพราะขาดแรงงาน เมืองนี้ได้รับเงินจาก Hometown Tax จำนวน 742 ล้านเยน มาปรับปรุงพื้นที่เกษตรที่ลาดชันให้เป็นพื้นที่ราบ เพื่อให้ผู้สูงอายุเก็บเกี่ยวผลผลิตได้สะดวก นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนการดูแลและทุนการศึกษาเด็กในท้องถิ่นด้วย 

บรรเทาภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวได้ทันการณ์: เมื่อปี 2562 ที่เมืองคุมะโมโตะ จังหวัดคุมะโมโตะ เกิดอุทกภัยและดินถล่มฉับพลันหลังเกิดแผ่นดินไหว ท้องถิ่นต้องระดมเงินทุนช่วยเหลือเพิ่มเติม จากเดิมที่ต้องของบประมาณผ่านหน่วยงานราชการ ซึ่งต้องพิจารณาหลายชั้น ใช้เวลานานกว่าจะได้รับเงิน แต่เนื่องจากมี Hometown Tax เมืองนี้ได้นำเงินมากกว่า 570 ล้านเยนจาก Hometown Tax มาช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้ทันท่วงที 

ช่วยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 อย่างทันท่วงที: เนื่องจากมาตรการปิดร้านอาหารเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เกษตรกรในเมืองคาซาโอกะ จังหวัดโอคายามะ ไม่สามารถส่งหัวหอมไปขายให้แก่ร้านอาหารได้ เกษตรกรต้องทิ้งหัวหอมจำนวนมากถึง 180 ตัน ท้องถิ่นจึงตัดสินใจเพิ่มช่องทางการจำหน่ายหัวหอมโดยเสนอเป็นของสมนาคุณแก่ผู้บริจาคเงินผ่าน Hometown Tax ซึ่งมีผู้สนใจถึง 10,000 คน

“ความสำเร็จนี้มีหลายมิติที่ไทยอาจนำไปประยุกต์ใช้กับการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองหลักกับเมืองรอง และช่วยให้การจัดทำบริการสาธารณะ สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด” ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขียนแสดงความเห็นในบทความ 

บทความนี้แสดงความเห็นไว้อีกว่า จากการถอดบทเรียน Hometown Tax ของญี่ปุ่น จะเห็นว่ามีมิติที่ไทยอาจลองนำมาประยุกต์ใช้ได้ อย่างเช่น การสร้างแรงจูงใจให้คนอยากบริจาคเงินให้ท้องถิ่นมากขึ้น โดยการให้ของสมนาคุณ หรือสามารถนำเงินบริจาคไปลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเป็นการต่อยอดการรับบริจาคที่บางท้องถิ่นมีการระดมเงินผ่านกองทุนต่างๆ (เช่น กองทุนผ้าป่า) อยู่แล้ว ดังนั้น หากสามารถเพิ่มช่องทางการระดมเงินทุนให้หลากหลายและดึงดูดได้มากขึ้น เงินบริจาคเหล่านี้จะสามารถนำไปใช้สนับสนุนและตอบโจทย์การพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างตรงจุดและต่อเนื่องมากขึ้น 

ประโยชน์ที่คาดว่าไทยจะได้รับจากการประยุกต์ใช้นโยบาย Hometown Tax ได้แก่ 

  • ภาครัฐมีเครื่องมือทางการคลังหลากหลาย อาจได้รับอานิสงส์จากการที่มีผู้ยินดีเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น
  • ผู้บริจาคมีช่องทางลดหย่อนภาษีมากขึ้น มีส่วนร่วมพัฒนาบ้านเกิด มีโอกาสได้รับของสมนาคุณ ช่วยอุดหนุนวิสาหกิจชุมชน 
  • ท้องถิ่น (ผู้รับบริจาค) มีแหล่งรายได้มากขึ้น มีอิสระทางการคลังมากขึ้น ลดการพึ่งพิงงบประมาณประเทศ เกิดการจ้างงานในพื้นที่เพิ่มขึ้น 
  • ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะที่ตรงกับความต้องการ
  • ประชาชนทั่วไปมีโอกาสได้รับความช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เงินบริจาคภัยพิบัติ

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการรวบรวมความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ว่าถ้าไทยสนใจจะลองประยุกต์ใช้ Hometown Tax ในระยะแรกอาจจะทดลองใช้ในขอบเขตที่จำกัด (Sandbox) เพื่อให้ภาครัฐสามารถติดตามประสิทธิภาพของนโยบายได้ใกล้ชิด เข้าใจปัญหา และหาแนวทางแก้ปัญหา ก่อนนำไปใช้ทั้งประเทศ เช่น ทดลองใช้กับจังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวน้อย 10 อันดับแรก 

ส่วนเรื่องความโปร่งใสที่จะเป็นข้อกังวลแน่ๆ แบงก์ชาติแนะนำว่า ภาครัฐและภาคเอกชนสามารถร่วมกันนำเอาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประยุกต์ใช้ระบบ e-Donation เชื่อมโยงโครงข่ายด้านบริการ โอนชำระเงินระหว่างผู้บริจาค ผู้รับบริจาค และภาครัฐ 

Hometown Tax ภาษีสำนึกรักบ้านเกิดนี้น่าสนใจ และฟังดูเป็นเรื่องราวน่ารักๆ ที่ไทยน่าจะทำมาใช้ได้ก็จริง แต่คงจะดีกว่า หากเรามีการจัดสรรงบประมาณไปสู่ภูมิภาคอย่างเท่าเทียม ให้ชนบทมีการพัฒนา ไม่มีความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ต้น 


อ้างอิง: bot.or.th, japantimes.co.jp, matcha-jp.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow