Humberger Menu

‘กฎ 7 วินาที’ ความสัมพันธ์ของโมเดลอาหารจำลอง และกระจกห้องลองเสื้อแบรนด์ดัง

คุณสามารถอ่านได้อีก

3

บทความ

Register

or

Login

creator
อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์)
LineCopy

LATEST

+
ไทยพร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยวจริงหรือ? เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 70% สื่อต่างชาติเตือนอาเซียนยังเสี่ยง
Summary
  • ‘กฎ 7 วินาที’ เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ มีคำกล่าวจากกูรูการด้านการตลาดว่า “ลูกค้าจะตัดสินใจจากความรู้สึกในช่วงเวลา 7 วินาทีแรก เมื่อเห็นจุดสัมผัสแรกของธุรกิจ”
  • สมองคนเราชอบที่จะใช้สัญชาตญาณนี้ในการตัดสินใจกับสิ่งต่างๆ แบบฉับพลันอยู่เสมอ ดังนั้นทุกธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบ ‘จุดสัมผัสแรก’ ที่ส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์
  • แบรนด์เสื้อผ้าบางแบรนด์ถึงกับกำหนดว่ากระจกในห้องลองเสื้อจะต้องใช้กระจกเงาที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษเท่านั้น และอีกธุรกิจที่กฎ 7 วินาที แผ่อิทธิพลอย่างทรงพลังมากๆ ก็คือ ธุรกิจร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งให้ความสำคัญกับโมเดลอาหารจำลองที่ตั้งอยู่ในตู้กระจก ติดไฟโทนอบอุ่นสว่างไสว แลดูน่ารับประทาน


หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘กฎ 7 วินาที’ 

ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ สำหรับคนที่กำลังจะเริ่มต้นธุรกิจ

มีคำกล่าวจากกูรูการด้านการตลาดว่า

“ลูกค้าจะตัดสินใจจากความรู้สึกในช่วงเวลา 7 วินาทีแรก เมื่อเห็นจุดสัมผัสแรกของธุรกิจ”

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการที่ต้องการดึงดูดความสนใจของลูกค้า เรื่องนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถชี้วัดไปถึงผลความสำเร็จของกิจการได้เลยทีเดียว

เพราะใน 7 วินาทีแรกนี้เอง นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ลูกค้าจะมองภาพรวมของกิจการแล้วตัดสินใจเข้าไปใช้บริการ สั่งอาหาร ซื้อสินค้า หรือทำตรงกันข้าม คือ ตัดสินใจที่จะเดินจากไป เพื่อเริ่มต้น 7 วินาทีใหม่กับร้านอื่นๆ

มีบทวิเคราะห์จากฝ่ายจิตวิทยา มหาวิทยาลัยออสโล นอร์เวย์ กล่าวโดยสรุปไว้ว่า

“ความประทับใจเมื่อแรกพบ..มีพลังมหาศาลในการดึงดูด”

เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งในสัญชาตญาณของมนุษย์เรา

หากจะลองอธิบายเรื่องนี้ นับแต่อดีตกาล มนุษย์ถูกปลูกฝังให้มีสัญชาตญาณในการรับรู้ และมีการตัดสินใจที่ว่องไว เราผ่านการคัดสรรยีนเด่นที่บรรจุเจ้าสัญชาตญาณ ‘กฎ 7 วินาที’ นี้ไว้ เพื่อช่วยให้เราอยู่รอดปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ

ลองจินตนาการไปถึงยุคดึกดำบรรพ์ ที่มนุษย์เรายังอาศัยอยู่ในเพิงพักกลางทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ไม่ใช่บ้านที่มีรั้วรอบขอบชิดแบบในปัจจุบัน       

การฝึกสังเกตด้วยสัญชาตญาณจนเชี่ยวชาญ จะช่วยให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอดปลอดภัยจากการคุกคามของสัตว์ร้าย ภัยธรรมชาติ ช่วยป้องกันชีวิต ลดความเสี่ยง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพื่อการรักษาตัวรอด เพื่อการสร้างสังคมและกระจายเผ่าพันธุ์ต่อไป

ความสามารถในการตอบสนองและตัดสินใจอย่างรวดเร็วต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันใด จึงกลายเป็นสิ่งที่เราถูกฝึกฝนและปลูกฝังมายาวนาน

สัญชาตญาณที่ตอบสนองต่อกฎ 7 วินาทีนี้ จึงติดมาในสมองนับแต่อดีตกาล

และมันก็ถูกส่งต่อมาถึงยุคปัจจุบัน ที่แม้ว่าสังคมจะมีความปลอดภัยสูงขึ้น แต่สมองเราก็ยังมักชอบที่จะใช้สัญชาตญาณนี้ในการตัดสินใจกับสิ่งต่างๆ แบบฉับพลันอยู่เสมอ

ดังนั้นทุกธุรกิจจึงต้องให้ความสำคัญกับการออกแบบ ‘จุดสัมผัสแรก’ ที่ส่งผลบวกต่อภาพลักษณ์ ทั้งการตกแต่งหน้าร้านที่สดใส สว่างไสว สวยงาม ดึงดูดสายตา เพื่อสะท้อนตัวตนในเอกลักษณ์ของแบรนด์



ทั้งหมดนี้ก็เพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจเดินหน้าเข้าไปใช้บริการได้อย่างไม่ลังเล

ลองมาดูงานวิจัย ที่มีผลสอดคล้องเชื่อมโยงกับกฎ 7 วินาทีกัน

ดร.อัลเบิร์ต เมห์ราเบียน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้ทำการวิจัยถึงองค์ประกอบในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ  

เขาพบว่าเนื้อหาของ ‘คำพูด’ มีความสำคัญเพียงแค่ 7 เปอร์เซ็นต์

และ ‘โทนเสียง’ มีความสำคัญอยู่ที่ 38 เปอร์เซ็นต์

ทว่าส่วนทีเหลืออีก 55 เปอร์เซ็นต์ที่มีความสำคัญมากๆ คือ ‘ภาษากาย’

ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์ลงไปแล้ว ภาษากาย ก็คือสิ่งที่ปรากฏในการมองเห็น ซึ่งก็คือปรากฏการณ์เชิงภาพนั่นเอง

สรุปได้ว่า ภาพที่ปรากฏตรงหน้ามีความสำคัญมากๆ ในการสื่อสารกับมนุษย์

ดังนั้น 7 วินาทีแรกที่ธุรกิจต้องดึงดูดลูกค้า พึงระลึกไว้เสมอเลยว่า มันจะเกี่ยวข้องกับกระบวนการมองเห็นเป็นสำคัญ

คุณสมยศ เชาวลิต ผู้บริหารร้านคอมพิวเตอร์ JIB เคยเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า การตัดสินใจปรับปรุงรูปลักษณ์ของร้าน JIB ยุคใหม่ที่รีแบรนดิ้ง ปรับการตกแต่งร้านให้ดูกระฉับกระเฉง ทันสมัยสวยงาม

เขาพบความจริงว่า การลงทุนออกแบบปรับปรุงร้านให้ดึงดูดใจ เสริมด้วยการการจัดวางสินค้าให้โดดเด่นและมีสไตล์นั้น มันมีผลมากๆ กับการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ มาซื้อสินค้ามากขึ้นกว่าเดิม

นั่นคือเหตุผลที่แบรนด์ชั้นนำ โดยเฉพาะแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ต่างให้ความสำคัญกับจุดสัมผัสของแบรนด์ ทั้งเรื่องสไตล์การตกแต่ง บรรยากาศและการบริการภายในร้านเป็นอย่างมาก

ร้านของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำจะออกแบบโทนสี มีการตกแต่งภายในอย่างมีเอกลักษณ์ รวมทั้งมีการออกแบบโทนแสง และดิสเพลย์ภายในร้านด้วยมาตรฐานเดียวกัน เก็บรายละเอียดไปจนถึงห้องลองเสื้อผ้าที่มีการจัดมุมแสงให้สวยงาม

บางแบรนด์ถึงกับมีการกำหนดไว้ว่า กระจกในห้องลองเสื้อจะต้องใช้กระจกเงาที่ถูกสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อนำเข้ามาติดตั้งสำหรับห้องลองเสื้อโดยเฉพาะเท่านั้น

เพราะเมื่อลูกค้าเข้าไปทดลองเสื้อผ้า นั่นคือ 7 วินาทีแรกที่ลูกค้าจะได้มองเห็นตัวเองกับเสื้อผ้าที่นำมาทดลองสวมใส่ เพื่อตัดสินใจว่าชอบ หรือไม่ชอบ เหมาะ หรือไม่เหมาะ   

นับเป็น 7 วินาทีที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเป็นอย่างมาก วินาทีนั้นลูกค้าจะต้องดูดีที่สุด ดังนั้นอย่าแปลกใจที่กระจกเงาในห้องลองเสื้อของหลายๆ แบรนด์จะทำให้เราดูดี หน้าตาสว่างสดใส และอาจถึงขั้นดูผอมเพรียวกว่าปกติ

อีกเรื่องราวของธุรกิจที่กฎ 7 วินาที แผ่อิทธิพลอย่างทรงพลังมากๆ ก็คือ ธุรกิจร้านอาหาร ที่ผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารหลายท่าน จนสรุปเป็นแนวคิดได้ว่า

ความประทับใจแรกนั้นมีความสำคัญมากๆ ในการเดินหน้าต่อไปกับความสุขในมื้ออาหารแต่ละมื้อ ที่ลูกค้าทุกคนเลือกสรร

ยกตัวอย่างไปถึงกรณีศึกษาจากร้านอาหารในประเทศญี่ปุ่น

จะเห็นได้ว่า แทบทุกร้านล้วนให้ความสำคัญกับภาพเมนูอาหารหน้าร้าน ป้ายดึงดูดสายตา รวมทั้ง ‘โมเดลอาหารจำลอง’ ที่ตั้งอยู่ในตู้กระจก ติดไฟโทนอบอุ่นสว่างไสว แลดูน่ารับประทาน

เรียกได้ว่า อาชีพช่างทำโมเดลอาหารจำลองในญี่ปุ่นนั้น มีความสำคัญมากๆ จนถึงขนาดมีรายการสารคดีไปติดตามให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงานศิลปะเพื่อการดึงดูดสายตา อันสุดแสนประณีตบรรจง



ขอเล่าเพิ่มเติมถึงเรื่องราวอาหารจำลองของญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า ‘ซัมปุรุ’ (Sampuru) โดยโมเดลอาหารปลอมที่ผลงานดีๆ จะมีราคาสูงถึงจานละเกือบ 3,000 บาทเลยทีเดียว

ประวัติศาสตร์อาหารจำลองของญี่ปุ่น ถือกำเนิดในปี ค.ศ.1917 โดยคุณโซจิโร นิชิโอะ (Soujiro Nishio) ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงเกียวโต นับเป็นช่างศิลปะคนแรกที่ประดิษฐ์อาหารจำลองขึ้น โดยเป็นการต่อยอดพัฒนามาจากงานปั้นอวัยวะ เพื่อใช้เป็นสื่อการสอนวิชาอนาโนโตมี สำหรับการเรียนแพทย์

งานศิลปะโมเดลอาหารนี้ถูกสานต่อโดยคุณทาคิโซะ อิวาซากิ (Takizo Iwasaki) ซึ่งต่อมาได้รับยกย่องให้เป็นบิดาแห่งโมเดลอาหารจำลอง โดยวัสดุที่ใช้ทำครั้งแรกๆ เมื่อย้อนเวลากลับไปราวร้อยปีก่อนก็คือการใช้ขี้ผึ้งมาลอกลาย ปั้นให้เป็นรูปร่าง และตกแต่งผสมลงสีให้เหมือนอาหารจริง

จุดเริ่มต้นแนวคิดของการใช้ขี้ผึ้งนั้น มาจากการที่ครอบครัวอิวาซากิมีฐานะยากจน เขาไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า จึงต้องใช้เทียนไขเพื่อให้แสงว่างในยามค่ำคืน

ด้วยความช่างสังเกต วันหนึ่งขณะที่ทำความสะอาดเศษน้ำตาเทียน อิวาซากิมองเทียนไขนิ่มๆ ตรงหน้า ที่ปรากฏมีรอยนิ้วมือของเขาติดอยู่ จึงเกิดไอเดียต่อยอด ลองนำเอาเทียนขี้ผึ้งไปทดลองใช้ในการลอกลวดลายต่างๆ ด้วยคุณสมบัติอันอ่อนนุ่ม จึงสามารถต่อยอดให้เป็นงานปั้นเป็นรูปทรงอาหารต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

อิวาซากิ ใช้ความพยายาม โดยใช้เทคนิคการลอกลาย ผสมกับทักษะการปั้นทรงขึ้นรูป จนสามารถทำโมเดลข้าวห่อไข่ได้เหมือนจริงและน่าทาน และเขาไม่หยุดที่จะฝึกฝนฝีมือพัฒนาการปั้นเมนูอาหารต่างๆ อีกมากมาย จนมีความเชี่ยวชาญ

ในปี ค.ศ.1923 เขาได้มีโอกาสรับงานใหญ่ เป็นงานทำเมนูอาหารจำลองให้กับห้างสรรพสินค้า ที่เสมือนเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทำให้เขาได้รับการยอมรับ จนสามารถเปิดบริษัทด้านการออกแบบโมเดลอาหารชื่อ Iwasaki Be-I ขึ้นที่เมืองโอซากา

ในช่วงเวลาหลังจากนั้น ด้วยผลจากสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศรับโลกตะวันตก เป็นยุคที่ทหารอเมริกันและชาวต่างชาติเดินทางเข้าไปในญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก

คนญี่ปุ่นซึ่งไม่ชำนาญการสื่อสารภาษาอังกฤษ ประกอบกับยังไม่มีเทคโนโลยีการถ่ายภาพสี ดังนั้นโมเดลอาหารจำลอง จึงกลายเป็นจุดดึงดูดใจหนึ่งเดียวที่หน้าร้านอาหาร ซึ่งช่วยแก้ปัญหาในการสั่งอาหารของชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี

นับจากวันนั้น ธุรกิจอาหารจำลองก็เสมือนติดปีกเติบโต จนกลายเป็นวัฒนธรรมคู่กับร้านอาหารญี่ปุ่นมายาวนาน

ในช่วงปี ค.ศ.1960 บริษัทของเขาได้พัฒนาการทำงาน โดยใช้นวัตกรรมพลาสติกมาแทนขี้ผึ้ง เพราะพลาสติกเป็นวัสดุทนแดด ไม่หลอมละลาย สีสันคงทนกว่า ซึ่งการปรับปรุงวัสดุในการผลิต ทำให้สามารถผลิตโมเดล ‘เมนูสเต๊ก’ ส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกา ทำให้ธุรกิจโมเดลอาหารได้รับความนิยมไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

แม้จะเป็นการผลิตแบบอุตสาหกรรม แต่ด้วยชื่อเสียงของการทำงานโดยเน้นรายละเอียดที่สมจริง ด้วยความเชี่ยวชาญ ส่งผลให้บริษัท Iwasaki Be-I กลายเป็นแบรนด์ผู้นำในการผลิตโมเดลอาหารจำลองที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ครองสัดส่วนตลาดมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยมีมูลค่ารวมของตลาดราว 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท

ที่ญี่ปุ่น อาหารจำลอง ได้กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่มาช่วยเสริมพลัง เพื่อเอาชนะกฎ 7 วินาทีที่ใช้ในการดึงดูดลูกค้า เป็นการเสนอความสมจริง ความน่ารับประทาน และเอกลักษณ์อาหารของแต่ละร้านที่สุดแสนจะดึงดูดสายตา ทั้งของหวาน ของคาว ต้มผัดแกงทอด สารพัดเมนู

เพราะคนที่กำลังหิว จะมองหาอาหารน่าทาน อาหารที่ถูกใจ

สัญชาตญาณเก่าของเรากำลังส่งสัญญาณอยู่อย่างเต็มที่



และถ้าลองถอดสมการงานวิจัยของ ดร.อัลเบิร์ต ออกมาเป็นกระบวนการสร้างการบริการ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า จะพบบทสรุปของคำตอบเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มารวมตัวกัน ก็คือ

การออกแบบหน้าร้านที่ดึงดูดสายตาด้วยงานเชิงภาพ ศิลปะการตกแต่งร้านต่างๆ ผนวกกับคำพูดต้อนรับของพนักงาน น้ำเสียงสดใส เป็นการกล่าวเชิญชวนให้ใช้บริการด้วยภาษากายที่เป็นมิตร และรอยยิ้มอันอบอุ่น

เมื่อเข้ามานั่งที่โต๊ะ พบเมนูอาหารที่ดึงดูดใจ ภาพถ่ายสวยงาม น่าทาน และชวนมอง ทั้งหมดนี้ทำงานสอดประสาน เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณความหิวให้เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

ซึ่งคำตอบสุดท้ายก็คือยอดขายที่จะเกิดขึ้นตามมานั่นเอง

จากบทสนทนาในวันนั้น นอกจากเรื่องราวการออกแบบประสบการณ์ด้านออฟไลน์แล้ว

ในมุมมองของการสร้างแบรนด์ในโลกออนไลน์ กฎ 7 วินาทีนี้ก็ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกๆ จุดสัมผัสที่ลูกค้าจะเข้าไปใช้บริการผ่านเครือข่ายดิจิทัล

ไม่ว่าจะเป็น การออกแบบหน้าตาเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ ปุ่มคลิก ปุ่มซื้อ ต้องดูเข้าใจง่ายและเชิญชวน รวมไปถึงข้อมูลต่างๆ ทั้งในเว็บไซต์และบนแอปพลิเคชัน ตลอดจนเนื้อหาในเฟซบุ๊กแฟนเพจ ที่ต้องสะท้อนตัวตนของแบรนด์ สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ดี

แน่นอนว่าความประทับใจแรกนั้นส่งผลมหาศาลกับความรู้สึกของผู้บริโภค โดยเฉพาะเมื่อเป็นการสื่อสารบนโลกออนไลน์ ที่กฎ 7 วินาทีก็จะยิ่งมีอิทธิพลในการรับรู้ และการมองเห็นเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ

กับตัวเลขล่าสุดจาก Facebook ที่เราต่างก็ทราบดีว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจกับ News Feed เพียงแค่ 1.7 วินาที เท่านั้น

นั่นกลายเป็นว่า ในยุคสมัยของโลกออนไลน์ เจ้ากฎ 7 วินาทีกำลังถูกพลังของโลกดิจิทัลผลักดันให้กลายเป็น ‘กฎ 1.7 วินาที’ ในแบบที่เราต่างต้องเข้าใจในการเปลี่ยนแปลง

พึงระลึกไว้เสมอว่า ในโลกที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่ถนนอนาคต

บนคลื่นแห่งความเร็วที่กำลังถาโถม รุกเร่ง แรงดึงดูดใจ

มันทำให้ทุกๆ วินาที มีความสำคัญต่อการแข่งขันแบบยากปฏิเสธ

 

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์)
ผู้อำนวยการสถาบัน Academy of Business Creativity (ABC) มหาวิทยาลัยศรีปทุม นักสื่อสารแบรนด์ ที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟแบรนดิ้ง

Follow