Humberger Menu

เหตุผลที่ Apple ครองใจผู้บริโภค แม้สมาร์ทโฟนจีนแย่งตลาด แต่ยังเติบโตดีไม่มีแผ่ว

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • Apple Event ผ่านไปแล้ว กับการเปิดตัว iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ และเป็นไฮไลต์ของงาน
  • แอปเปิลเป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคมาหลายปี ก่อนจะมาเป็นแอปเปิลในทุกวันนี้ภายใต้การกุมบังเหียนของ ทิม คุก น่าสนใจว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้แอปเปิลสามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างอยู่หมัด
  • หากแต่ถ้าดูเฉพาะตลาดสมาร์ทโฟนโลก แอปเปิลยังเจอข้อท้าทาย จากความร้อนแรงของสมาร์ทโฟนแบรนด์จีน ที่ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมานี้ แอปเปิลถูกเบียดมาเป็นแบรนด์ที่ครองส่วนแบ่งเป็นอันดับ 3 รองจากซัมซุง และเสี่ยวหมี่


ในที่สุด แอปเปิล (Apple) ก็ประกาศเปิดตัว iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์อย่างเป็นทางการ ในงาน Apple Event ‘California streaming’ พร้อมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เมื่อคืนวันที่ 14 กันยายน 2564 

Apple Event ทำให้หลายคนมีคำถามเกิดขึ้นมาในหัวว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้แอปเปิลครองใจผู้คนได้อย่างอยู่หมัด

เมื่อย้อนกลับไปในวันที่ Apple Inc. สูญเสียผู้ก่อตั้งและผู้นำชื่อ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs)  สิ่งที่ตามมาในตอนนั้นคือ ความกังวลที่ไม่รู้ว่าทิศทางหลังจากนี้ของแอปเปิลจะไปทางไหน แต่ผ่านมาแล้ว 10 ปี ผู้ที่รับไม้ต่อเป็นซีอีโออย่าง ทิม คุก (Tim Cook) ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาทำได้ เขาพาบริษัทมาอยู่ในจุดที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลกสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ 

หากมองและวัดกันที่ตัวเลขรายได้ในช่วงเวลาที่ ทิม คุม เป็นซีอีโอ ทั้งรายได้และกำไรเติบโตอย่างน่าสนใจมาโดยตลอด จากปี 2011 ที่แอปเปิลมีรายได้ 108,200 ล้านดอลลาร์ ผ่านมา 10 ปี จนถึงปี 2020 มีรายได้ 274,500 ล้านดอลลาร์ เติบโตถึง 154 เปอร์เซ็นต์

ในไตรมาสแรกของปีงบการเงิน 2021 แอปเปิลทำรายได้ 111,400 ล้านดอลลาร์ นับเป็นไตรมาสที่มีรายได้สูงสุด และเป็นครั้งแรกที่มีรายได้ทะลุหลัก 1 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว ส่วนกำไรก็เพิ่มมากกว่า 4 เท่า แถม ณ เดือนมิถุนายน ทำรายได้เฉลี่ย 10,000 ดอลลาร์ต่อวินาที 

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าทิม คุก ได้ผลักดันผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมไปสู่ผู้บริโภคอย่างไม่ลดละ พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องทุกปี

การวัดความสำเร็จด้วยตัวเลขทางการเงินอาจเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว หากคุณหวังว่าทิม คุม จะมีวิสัยทัศน์ด้านผลิตภัณฑ์ในแบบที่ สตีฟ จ็อบส์ เป็นนั้น ก็อาจจะไม่ถูกใจเท่าไรนัก ตามในรายงานของ The Verge ให้มุมมองในประเด็นนี้ไว้ว่า แอปเปิลในยุคของทิม คุก ยังไม่ได้ผลิตผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง ไม่มีอะไรเทียบได้กับ iPhone, iPad หรือ Mac แต่ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมานอกเหนือจากการต่อยอดจากของเดิมในยุคของ ทิม คุก ล้วนเป็นอุปกรณ์เสริมของไอโฟนเช่น Apple Watch และ AirPods 

แต่ในมุมของผู้เขียนมองว่า การที่ทิม คุก ออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นแก็ดเจ็ต พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่จ็อบส์วางแนวทางไว้ รวมทั้งขยายบริการเซอร์วิสต่างๆ เป็นการทำในสิ่งที่เขาควรทำ และนี่แหละคือการทำให้แอปเปิลเติบโตเรื่อยมา ตามคำที่สตีฟ จ็อบส์ เคยบอกเขาไว้ว่า ให้เป็นผู้นำในแบบของตัวเอง โดยอย่าถามว่า “สตีฟจะทำอะไร” 

เป็นไปในทิศทางเดียวกับ CNBC และ CNN ที่บอกไว้ว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มูลค่าตลาดของแอปเปิลเติบโตคือ การที่บริษัทโฟกัสไปที่ธุรกิจให้บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น iCloud, Apple Music, Apple TV, App Store, AppleCare ซึ่งธุรกิจบริการของแอปเปิลเติบโตจาก 2,950 ล้านดอลลาร์ ในปี 2011 มาเป็น 53,770 ล้านดอลลาร์ ในปี 2020 ตัวเลขที่เติบโตนี้ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่าจะสามารถหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ ได้ แม้ยอดขายไอโฟนจะชะลอตัวก็ตาม

“หาก สตีฟ จ็อบส์ คือซีอีโอที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการสร้างอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า

ทิม คุก ก็คงจะเป็นซีอีโอที่มีชื่อเสียงในการขยายอีโคซิสเท็มของแอปเปิล”

แม้ในระหว่างทางจะเจอปัญหา หรือผลิตภัณฑ์บางอย่างไม่ได้รับการตอบรับตามที่คาดไว้ แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้แอปเปิลครองใจผู้บริโภคในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

สร้างประสบการณ์ผ่านอีโคซิสเท็มของแอปเปิล

นอกจากการขายแค่ตัวสินค้า iPhone, iPad แล้ว ที่ผ่านมาแอปเปิลใช้วิธีขยายอีโคซิสเท็มด้วยการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้ใช้อย่างจริงจัง จากบริษัทอุปกรณ์ระดับพรีเมียมไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความหลากหลายด้านธุรกิจในรูปแบบที่ปลอดภัยและไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน Apple Pay, อุปกรณ์ในบ้านทั้ง Homepod, AppleTV รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น iCloud, Apple Music, App Store, AppleCare เป็นต้น 

ไม่เล่นสงครามราคาและพรีเซ็นเตอร์

ไม่ว่าแบรนด์สมาร์ทโฟนเจ้าอื่นจะทำโปรโมชั่นแค่ไหน หากสังเกตดีๆ การตั้งราคาขายของแอปเปิลคือไม่ได้ใกล้เคียงกับคู่แข่ง แต่ฉีกหนีคู่แข่งในแบบฉบับตัวเองที่มองว่าลูกค้ายินดีจ่าย เพราะสิ่งที่จะได้รับกลับมาคือคุณภาพและความพอใจที่สูงกว่านั่นเอง 

ส่วนเรื่องโปรโมชั่นลดราคาในแบบแบรนด์อื่นๆ เราแทบจะไม่เห็นกลยุทธ์การลดราคาของแอปเปิลเลย ถ้าจะมีก็จะเป็นในช่วงที่ออกผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วปรับลดราคาของผลิตภัณฑ์เก่าลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

รวมทั้งแอปเปิลมีคาแรกเตอร์ที่แข็งแรง ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาแต่ละครั้งสามารถขายได้ด้วยตัวมันเอง เราจึงไม่เคยเห็นแอปเปิลใช้พรีเซ็นเตอร์ หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์มาเป็นตัวดึงดูดเหมือนแบรนด์คู่แข่งเลย

ความเรียบง่าย

“Keep It Simple” เป็นสิ่งที่สตีฟ จ็อบส์ บอกไว้เสมอ ทั้งเรื่องความสวยงามของผลิตภัณฑ์, โลโก้แบรนด์, ฟังก์ชันต่างๆ หรือแม้แต่การทำโฆษณาของแอปเปิลก็ยังถูกลดทอนลง เพราะโฆษณาแต่ละตัวที่ส่งออกมาแทบจะไม่มีดีเทลใดๆ มีแต่ผลิตภัณฑ์ที่เรียบง่าย สะอาดตา 

ความเรียบง่ายที่แอปเปิลตั้งใจทำนี้นอกจากจะต้องการให้ใช้งานง่ายแล้ว ยังรวมถึงการใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างประสบการณ์การแกะกล่องที่ทำให้ผลิตภัณฑ์น่าใช้มากขึ้น 

ความลึกลับ

โดยปกติแล้วเวลาจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แบรนด์อื่นๆ มักจะเปิดเผยรายละเอียดทุกอย่างให้ลูกค้าได้รู้ แต่แอปเปิลใช้แนวทางที่ต่างออกไปด้วยการ ‘ปกปิด’ ไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ มีเพียงข่าวลือจากแหล่งอื่นๆ ให้คาดเดา การปกปิดนี้สร้างความตื่นเต้น กระตุ้นต่อมความอยากรู้ให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายให้เป็นแฟนตัวยงได้ 

Global Markets, Local Creativities

นอกจากโฟกัสในเรื่องของผลิตภัณฑ์แล้ว แอปเปิลยังให้ความสำคัญกับผู้บริโภคด้วย การลงไปทำตลาดต่างประเทศของแอปเปิลไปแบบ ‘Glocal’ ที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่นั้นๆ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ การเปิด Apple Store สาขาแรกในประเทศไทย ที่การดีไซน์โลโก้เป็นตัวอักษร อ. หรืออย่างการไปเปิดสโตร์ในปารีส บางสาขาก็อยู่ในอาคารซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สะท้อนตัวตนของฝรั่งเศส 


...

อย่างไรก็ตามแม้แอปเปิลจะประสบความสำเร็จในมุมของการครองใจผู้บริโภค แต่ถ้าดูเฉพาะโปรดักต์สมาร์ทโฟน แอปเปิลไม่ได้เป็นอันดับ 1 ในตลาดสมาร์ทโฟนโลกมาหลายปีแล้ว และข้อมูลล่าสุดจาก Gartner บอกว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนโลกในไตรมาส 2 ปี 2021 นี้ แอปเปิลถูกแบรนด์จีนอย่างเสี่ยวหมี่ แซงขึ้นมาครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ส่วนตัวเองตกอันดับไปอยู่อันดับ 3 เป็นที่เรียบร้อย 

ไตรมาส 2 ปี 2021 ทั่วโลกมียอดขายสมาร์ทโฟน 328.8 ล้านเครื่อง แบ่งเป็น

  • Samsung 57.7  ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด 17.6 เปอร์เซ็นต์
  • Xiaomi 51 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด 15.5 เปอร์เซ็นต์
  • Apple 49.2 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด 15 เปอร์เซ็นต์
  • Oppo 33.6 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด10.2 เปอร์เซ็นต์
  • Vivo 32.2 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด 9.8 เปอร์เซ็นต์
  • แบรนด์อื่นๆ 104.9 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งการตลาด 31.9 เปอร์เซ็นต์

นับจากนี้ต้องรอดูว่าการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ จะสามารถทำให้แอปเปิลกลับมายืนอยู่ในอันดับ 2 ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าลุ้นอย่างมาก หรือ แอปเปิลจะไม่แคร์กับการที่ไม่ได้เป็นที่ 1 ที่ 2 เพราะถึงอย่างไรบริษัทก็เติบโต ทั้งในแง่รายได้และมูลค่า แถมยังเป็นแบรนด์ที่ครองใจแฟนๆ และดึงดูดความสนใจคนทั่วโลกได้เสมอต้นเสมอปลาย



อ้างอิง : theverge, cnn, cnbc, startuptalky, forbes, gartner, counterpointresearch

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow