Humberger Menu

มือใหม่ต้องรู้ How to เลือก 'โบรกเกอร์' ที่ดี เลือกอย่างไร

creator
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ปัญหาของมือใหม่ด้านการลงทุนจำนวนไม่น้อย นั่นคือเรื่องของการเลือกบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์
  • บทความนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การเลือกโบรกเกอร์ว่าควรจะเลือกอย่างไรให้เหมาะสม
  • พร้อมเคล็ดลับเล็กๆ สำหรับมือใหม่ที่ต้องการหัดเล่นหุ้น

การซื้อขายหุ้นในปัจจุบัน หรือที่เราเรียกกันว่า “เล่นหุ้น” ได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อดูจากปริมาณการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีกทั้งนักลงทุนรายย่อยก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ในบทความนี้ ผมจึงอยากชวนคุยเรื่องของ “โบรกเกอร์” หรือบริษัทหลักทรัพย์ครับ

ต้องน่าเชื่อถือ

ปัจจัยสำคัญอันดับแรกคือเรื่องของความน่าเชื่อถือล้วนๆ เลยครับ ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมีบริษัทสมาชิก 39 บริษัท แต่ละบริษัทก็มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกันไป

การดูว่าบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ดูได้จากโครงสร้างของบริษัท ผู้ถือหุ้น-ผู้บริหารว่าเป็นใคร มีการเปลี่ยนชื่อบริษัทหลักทรัพย์บ่อยครั้งหรือไม่ เพราะชื่อของบริษัทหลักทรัพย์นั้น เปรียบได้กับความน่าเชื่อถือของแบรนด์นั้นๆ ครับ

สิ่งที่ต้องดูต่อมาเป็นเรื่องของการบริหารงานว่ามีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับธุรกิจด้านการเงินมากน้อยแค่ไหน ประวัติที่ผ่านมามีเรื่องเสื่อมเสียหรือไม่ ที่สำคัญต้องไม่มีพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.

ฐานะทางการเงินต้องมั่นคง

หลังจากเราดูว่าบริษัทหลักทรัพย์นั้นๆ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน คราวนี้เรามาตรวจสอบดูว่าบริษัทหลักทรัพย์มีงบการเงินที่มั่นคงหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกรมธุรกิจการค้า

ต่อมาต้องตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า เงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ โดยตัวเลขดังกล่าว จะอยู่ในรายงานประจำปีของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งเงินกองทุนดังกล่าวนี้จะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดไว้

ฐานะทางการเงินของบริษัทหลักทรัพย์เป็นเรื่องต้องรู้

 

ส่วนใหญ่แล้วบริษัทหลักทรัพย์ที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มักจะเป็นของธนาคาร ซึ่งมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงมาก 

อย่างไรก็ดี ยังมีบริษัทหลักทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีงบการเงินที่ดีอยู่หลายบริษัท 

สำหรับบริษัทที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างมากก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่มีเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิไม่เพียงพอ ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของบริษัทหลักทรัพย์อย่างยิ่งครับ

ค่าธรรมเนียม

หลังจากเราดูความน่าเชื่อถือและบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าวมีงบการเงินที่ดีแล้ว ปัจจัยต่อมาเป็นสิ่งที่เรารู้จักกันดีอย่าง “ค่าคอมมิชชั่น” นั่นเองครับ 

ทุกวันนี้ต้องบอกว่า บริษัทหลักทรัพย์ในไทยแต่ละบริษัทมีการแข่งขันที่สูงมาก อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นนั้นมีแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของบัญชีที่เราต้องการเปิด หรือแม้แต่จำนวนเงินขั้นต่ำในการซื้อขาย

อัตราค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นไทยสำหรับนักลงทุนรายย่อยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตถูกสุด เริ่มต้นอยู่ที่ 0.075 เปอร์เซ็นต์ หรือบางบริษัทหลักทรัพย์เริ่มต้นที่วันละ 50 บาท และจะลดลงเรื่อยๆ ถ้าหากเม็ดเงินในการซื้อขายเพิ่มมากขึ้น หรือกรณีที่เราโทรเข้าไปส่งคำสั่งซื้อขายกับผู้ติดต่อกับนักลงทุนค่าธรรมเนียมซื้อขายหุ้นจะเพิ่มขึ้นมาอีกมากเลยครับ

เครื่องมือสำหรับซื้อขายหุ้น และบทวิเคราะห์ที่มีคุณภาพ

อีกหนึ่งปัจจัยถ้าหากคุณเป็นนักลงทุนที่สนใจในการลงทุนโดยเน้นปัจจัยพื้นฐาน เช่น ดูงบการเงินบริษัท ดูอัตราส่วนทางการเงิน หรือหามูลค่าบริษัทได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ได้สนใจที่จะเน้นการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ การมีบทวิเคราะห์หุ้นรายบริษัทหรือรายอุตสาหกรรม จะทำให้เราเข้าใจและมองเห็นภาพรวมของการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านั้นมากยิ่งขึ้นครับ

สำหรับบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ มีข้อได้เปรียบกว่าบริษัทหลักทรัพย์ขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ในแง่จำนวนนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ที่สามารถวิเคราะห์บริษัทที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้จำนวนหลายบริษัท ยิ่งถ้าหากบริษัทหลักทรัพย์รายนั้นเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินในต่างประเทศ ก็อาจมีมุมมองและกลยุทธ์ในการลงทุนที่หลากหลาย สามารถดูบทวิเคราะห์ได้ที่นี่

บทวิเคราะห์ทำให้นักลงทุนได้มุมมองและกลยุทธ์ใหม่ๆ

 ส่วนนักลงทุนที่ดูกราฟราคาหุ้น หรือมีการซื้อขายหุ้นบ่อยๆ เครื่องมือสำหรับซื้อขายหุ้นที่หลากหลายจะช่วยให้คุณสามารถส่งคำสั่งได้ทันท่วงที หรือสามารถส่งคำสั่งแบบมีเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ถ้าหากราคาหุ้นลงมากี่เปอร์เซ็นต์ สามารถสั่งขายทิ้งได้เลย เป็นต้น ซึ่งบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งก็มีเครื่องมือบริการให้กับลูกค้าแตกต่างกันไปครับ

บริการพิเศษ

สำหรับบริการอื่นๆ เช่น ระบบการโอนเงินเข้าออก เวลาซื้อขายหุ้น เรื่องของ Statement ต่างๆ ว่ามีความถูกต้อง ระบบไอทีมีความรวดเร็ว หรือมีปัญหาด้านการซื้อขายหรือไม่ ซึ่งเราอาจตรวจสอบได้จากเว็บบอร์ด หรือตามโซเชียลเน็ตเวิร์กว่าบริษัทหลักทรัพย์นั้น มีปัญหาบ่อยหรือไม่ หรือว่าได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ไม่เพียงแค่นั้นบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งได้ดำเนินธุรกิจมากกว่าที่จะเป็นนายหน้าซื้อขายหุ้นอย่างเดียวครับ แต่ยังมีบริการอื่นๆ เช่น ซื้อขายกองทุนรวม หรือแม้แต่ซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ทำให้เราสามารถลงทุนได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เป็นการกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน หรือแม้แต่การหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ที่จะเพิ่มผลตอบแทนให้กับเราครับ 

เรื่องเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

  • การแข่งขันระหว่างบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่สูงมาก จนทำให้รายเล็กสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์รายใหญ่ 10 แห่งนั้นมูลค่าปริมาณซื้อขายต่อวันเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

  • วิธีนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้เวลาเลือกบริษัทหลักทรัพย์เวลาซื้อขายหุ้นต่างประเทศได้อีกด้วย เนื่องจากปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ในไทยแข่งขันบริการดังกล่าวมากขึ้น

  • อย่าเน้นที่ค่าคอมมิชชั่นที่ถูกเกินไปครับ เพราะนั่นอาจเป็นสิ่งดีเพียงสิ่งเดียว ขณะที่บริการอื่นอาจเข้าขั้นแย่มาก

  • ถ้าหากเน้นซื้อขายผ่านทางโทรศัพท์ การได้ผู้ติดต่อกับนักลงทุนที่มีความรู้ความสามารถเก่งๆ จะช่วยเรื่องการลงทุนให้กับเราได้มาก แต่ถ้าได้คนที่ไม่เก่ง เน้นให้เราซื้อ-ขายบ่อยๆ อันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอนครับ

  • บริษัทหลักทรัพย์ แต่ละหลักทรัพย์ มีกลยุทธ์แตกต่างกัน บางบริษัทเน้นลูกค้าที่มีเงินลงทุนที่สูง ไม่เน้นนักลงทุนรายย่อย ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับเราครับ ต้องพิจารณาให้ดี

  • บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ไม่ควรเปิดมากเกินไป เพราะสามารถสร้างความปวดหัวในเรื่องของการจัดการเอกสารได้ครับ อย่างเช่นเรื่องเอกสารภาษี เอกสารปันผล จนไปถึงเอกสารเกี่ยวกับการประชุมผู้ถือหุ้น

หวังว่าบทความนี้จะทำให้คุณสามารถเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ที่ถูกใจได้ และขอให้มีความสุขในการลงทุนครับ

ที่มา: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
นักเขียนผู้สนใจในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโลกธุรกิจ

Follow