Humberger Menu

อะไรทำให้ ‘เวียดนาม’ เนื้อหอม ดึงดูดนักลงทุน ก้าวสู่ฐานการผลิตโลก สวนทาง ‘ไทย’ ที่กำลังโดนทิ้ง

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • เวียดนามกำลังเนื้อหอม ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนไทยสวนทาง ตัวเลขมูลค่าการลงทุนไม่เพิ่ม ความกังวลที่ว่าหากไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ไม่ได้ นักลงทุนจะไม่เข้ามา และที่มีอยู่ก็จะหายไป เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง
  • เวียดนามมีปัจจัยเด่นหลายอย่างที่ดึงดูดนักลงทุนได้ดี ยกตัวอย่างเช่น ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และค่าแรงต่ำ แถมยังเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ
  • นอกจากนั้นเวียดนามยังได้รับอานิสงส์เต็มที่จากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่ทำให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน หรือขยายฐานการผลิตเพิ่มเติมเพื่อกระจายความเสี่ยง


เรื่องหนึ่งที่อยู่ในข่าวเศรษฐกิจเมืองไทยมาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ปีแล้วก็คือ คำเตือน (กันเอง) ที่ว่า ไทยต้องพยายามรักษาความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ให้ได้ เพื่อดึงดูดให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และรักษานักลงทุนรายเดิมที่ลงทุนในประเทศไทยเอาไว้-ไม่ให้ย้ายหนีไปประเทศอื่น 

คู่แข่งสำคัญที่ไทยมองและพยายามแข่งเสมอมาตลอดทศวรรษ ทั้งในด้านการส่งออกสินค้า และการเป็นฐานการผลิตก็คือ เวียดนาม 

แม้ว่าไทยจะพยายามแล้ว แต่อาจจะยังพยายามไม่มากพอ และในที่สุดเราก็โดนเวียดนามแซงหน้าไปหลายๆ ด้าน 

เวียดนามกำลังเนื้อหอม ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ไทยซึ่งมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ทั้งตั้งอยู่ใจกลางของภูมิภาคและอยู่ติดทะเล กลับสูญเสียความได้เปรียบด้านอื่นไปเรื่อยๆ จนความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์อาจไม่ช่วยอะไร 

เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เวียดนามมีจุดแข็งอะไรที่ไทยยังไม่มี หรือเคยมีแต่ไม่มีแล้ว? 

ไทยรัฐพลัสขอชวนมาหาคำตอบไปด้วยกัน  


ความสามารถในการแข่งขันของไทยลด และกำลังโดนทิ้ง

ความกังวลที่ว่านักลงทุนรายใหม่จะไม่เข้ามา และนักลงทุนรายเดิมจะหนีไป เกิดขึ้นจริงแล้ว ดังที่มีข่าว ข้อมูล และตัวเลขต่างๆ-บริษัทต่างชาติปิดบริษัท บริษัทต่างชาติย้ายฐานการผลิต แรงงานร่ำไห้หน้าโรงงานในวันทำงานวันสุดท้าย คือเหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวอยู่เรื่อยมา และข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่อาจจะฟังดูเศร้าๆ คือ บริษัทสัญชาติไทยเองก็ไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในเวียดนาม

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาลงทุนในไทยเลย เพียงแต่ตัวเลขจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุนใน 3 ปีหลังลดลง และมูลค่าไม่สูงเท่าประเทศคู่แข่งรายสำคัญอย่างเวียดนาม  

เมื่อช่วงกลางปี 2564 ที่เพิ่งผ่านมา มีข่าวอันลือลั่นจากรายงานของ KKP Research ที่ว่าโลกกำลังจะทิ้งไทย ซึ่งข้อมูลในรายงานบอกว่า เมื่อเทียบการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศใน 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ พบว่าสัดส่วนของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยมีสัดส่วนอยู่มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงปี 2547-2550 แต่ในช่วงปี 2559-2562 ลดเหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันอ่อนแอลง 

ลองมาดูที่ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ว่าสถิติการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนของโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง  

  • ปี 2558 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 559 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 106,540 ล้านบาท
  • ปี 2559 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 908 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 301,013 ล้านบาท
  • ปี 2560 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 818 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 282,696 ล้านบาท 
  • ปี 2561 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,040 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 582,558 ล้านบาท 
  • ปี 2562 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 991โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 506,230 ล้านบาท 
  • ปี 2563 มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 907 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 213,162 ล้านบาท 
  • ปี 2564 (มกราคม-มิถุนายน) มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 403 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 278,658 ล้านบาท


เวียดนามดึงดูดนักลงทุนเก่ง สวนทางกับไทย

กราฟเทียบมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของไทยกับเวียดนาม จากคลังข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ช่วยให้เห็นภาพความสามารถในการดึงดูดนักลงทุนของเวียดนามชัดขึ้น 

 ภาพจากธนาคารโลก

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน เส้นกราฟของเวียดนามเป็นขาขึ้นค่อนข้างต่อเนื่อง ขณะที่เส้นของไทยขึ้นๆ ลงๆ หัวทิ่มแล้วทิ่มอีก การเติบโตไม่เสถียร และมูลค่าต่ำกว่าของเวียดนามมาก แต่ถ้าจะให้ไม่เป็นการตำหนิไทยจนเกินไป ก็ต้องบอกว่า กราฟของเวียดนามดูดีเป็นไปในทิศทางบวกมากกว่าประเทศอื่นๆ อีกมากกว่าครึ่งโลกที่มีเส้นกราฟขึ้นๆ ลงๆ คล้ายๆ กับไทย 

มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกราฟอัปเดตปี 2562 ของเวียดนามมีมูลค่า 16,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีมูลค่า 15,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนของไทยปี 2562 มีมูลค่า 4,816 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากจากปี 2561 ที่มีมูลค่า 13,186 ล้านดอลลาร์ 

ส่วนปี 2563 ข้อมูลจากกระทรวงการวางแผนและการลงทุน ประเทศเวียดนาม ระบุว่า 11 เดือนแรกของปี 2563 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเวียดนามมีมูลค่า 17,200 ล้านดอลลาร์ โดยภาคการผลิตและการแปรรูปดึงดูดการลงทุนมากที่สุด ส่วนประเทศที่เข้าไปลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และฮ่องกง 

“ยังมีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ ไว้วางใจ และมีความจำเป็นต้องลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากผลกระทบของโควิด-19 ทำให้การเดินทางของนักลงทุน ตลอดจนการตัดสินใจลงทุนครั้งใหม่ และการขยายขนาดโครงการโดยตรงจากต่างประเทศยังคงได้รับผลกระทบ” ข้อมูลจากทางการเวียดนาม

และในปี 2564 นี้ นับถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2564 มูลค่าเงินทุนจากโครงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในเวียดนาม อยู่ที่ประมาณ 9,240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 306,832 ล้านบาท มากกว่าของไทยในช่วงเวลาเดียวกันที่มีมูลค่า 278,658 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6.8 เปอร์เซ็นต์จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 

การศึกษาและรายงานของหลายสถาบันล้วนมีชื่อ ‘เวียดนาม’ ปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ ของลิสต์ประเทศที่บริษัทต่างชาติจะเลือกให้เป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ 

ในช่วงเวลาปีกว่าเกือบสองปีที่โลกเผชิญโรคระบาดโควิด-19 เวียดนามเป็นประเทศหนึ่งที่รับมือและควบคุมการระบาดในประเทศได้ดีมาต่อเนื่องเป็นปี จนกระทั่งเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา เวียดนามเริ่มเจอไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่ทำให้เกิดการแพร่ระบาดพุ่งสูง มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เป็นหลักพันแล้วขยับขึ้นเป็นหลักหมื่น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในนครโฮจิมินห์ ที่เป็นศูนย์กลางการค้าของประเทศ 

แต่ถึงแม้จะโดนโควิด-19 ทำร้าย เวียดนามก็ยังเป็นประเทศที่นักลงทุนสนใจจะเข้าไป ขณะที่นักลงทุนรายเดิมที่ตั้งฐานการผลิตในเวียดนามอยู่ก่อนหน้านี้ก็ยังคงเชื่อมั่นที่จะอยู่ต่อไป มีนักลงทุนสัดส่วนไม่มากที่กังวลใจและเริ่มขอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการล็อกดาวน์เมื่อเร็วๆ นี้

ยกตัวอย่างนักลงทุนรายใหญ่รายใหม่ที่เวียดนามดึงดูดเข้ามาได้คือ แอปเปิล (Apple) บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกที่มีฐานการผลิตหลักอยู่ในจีน ได้ย้ายฐานการผลิต AirPods ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 3-4 ล้านชิ้นมายังเวียดนามตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 ซึ่งเป็นฐานการผลิตแห่งแรกของแอปเปิลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ส่วนซัมซุง (Samsung) นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในเวียดนาม (วัดจากมูลค่าการลงทุน) ก็ยังคงเหนียวแน่นกับเวียดนาม กำลังเตรียมขยายโรงงานในจังหวัดบั๊กนินห์ (Bac Ninh) ทางภาคเหนือของเวียดนาม โดยจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตในปลายปี 2564 หรือต้นปี 2565 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตสมาร์ทโฟนจอพับ ซึ่งปัจจุบันที่ผลิตได้ปีละ 17 ล้านเครื่อง ให้เพิ่มเป็นปีละ 25 ล้านเครื่อง  

ปัจจุบันซัมซุงมีโรงงานในเวียดนาม 6 แห่ง มีพนักงาน 110,000 คน มูลค่าการลงทุนกว่า 17,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกผลิตภัณฑ์มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2563 และตอนนี้ซัมซุงกำลังสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในฮานอย ซึ่งเมื่อศูนย์ฯ นี้เปิดในปีหน้า จะมีวิศวกรในเวียดนามประมาณ 3,000 คนได้ทำงานในนั้น



ปัจจัยเด่นของเวียดนามที่โดนใจบริษัทต่างชาติ

เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าอะไรเป็นเหตุผล เป็นปัจจัยสนับสนุนที่ทำให้บริษัทต่างชาตินิยมเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิต? ไม่ว่าจะสำหรับการขยายฐานการผลิตเพิ่มเติม หรือย้ายฐานการผลิตมาจากประเทศอื่น 

ศูนย์พัฒนาการค้าและธุรกิจไทยในอาเซียน สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เคยวิเคราะห์ปัจจัยที่ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุนในเวียดนาม ว่ามี 6 ปัจจัย ดังนี้ 

1. ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล 

เวียดนามปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว คือพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งมีบทบาทในการกำหนดแนวทางการบริหารประเทศทุกด้าน ทําให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น และนโยบายต่างๆ ได้รับการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันผู้นำประเทศมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการบริหารประเทศ และมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนในเวียดนาม 

2. ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ 

เวียดนามมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพลังงาน และแร่ธาตุ เช่น มีแหล่งน้ำมันดิบกระจายอยู่ทั่วทุกภาค เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายสำคัญอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากมาเลเซีย และอินโดนีเซีย, มีปริมาณเชื้อเพลิงสำรอง เช่น ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเลียม และถ่านหินอยู่มาก รวมทั้งแร่ธาตุสําคัญ คือ บอกไซต์ โปแตสเซียม และเหล็ก นอกจากนี้ ยังมีป่าไม้ มีทรัพยากรดินและน้ำอย่างเพียงพอทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพเอื้อต่อการเพาะปลูก 

3. เป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ 

เวียดนามมีประชากรมากถึง 90 ล้านคน ชาวเวียดนามเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้นตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และชาวเวียดนามโพ้นทะเลหรือที่เรียกว่า ‘เวียดกิว’ ซึ่งมีประมาณ 3 ล้านคน โอนเงินกลับประเทศปีละประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชาวเวียดนามส่วนใหญ่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีคุณภาพดีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี 

4. เน้นนโยบายเป็นมิตรกับทุกประเทศ 

เวียดนามให้ความสำคัญกับมิตรประเทศ รวมถึงนโยบายด้านความปลอดภัย ทําให้เวียดนามไม่เคยตกเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย และแทบไม่มีปัญหาอาชญากรรมขั้นร้ายแรง ประกอบกับเวียดนามมีกฎหมายที่เข้มงวดและมีบทลงโทษรุนแรง ส่งผลให้เวียดนามเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยสูงแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่นและตัดสินใจเข้าไปลงทุน

5. เวียดนามให้ความสำคัญกับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง 

มีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจน สาธารณูปโภคต่างๆ ให้มีความสะดวกและทันสมัยยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC) 

6. ความได้เปรียบด้านแรงงาน 

ชาวเวียดนาม 48 ล้านคน หรือคิดเป็น 55 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรเวียดนามทั้งหมดอยู่ในวัยทำงาน มีอายุระหว่าง 15-64 ปี และอัตราการรู้หนังสือของชาวเวียดนามสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ทำให้เวียดนามมีแรงงานคุณภาพจำนวนมาก อัตราค่าจ้างแรงงานต่ำ และยังสามารถหาแรงงานได้ง่าย นายจ้างสามารถรับสมัครแรงงานได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านกระทรวงแรงงานของเวียดนาม ในขณะเดียวกัน ชาวเวียดนามก็มีความสนใจสมัครงานโดยเฉพาะกับบริษัทต่างชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของตลาดแรงงานในเวียดนาม



บวกกับปัจจัยที่ทำให้ได้ประโยชน์จากสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

นอกจากปัจจัยภายในประเทศของเวียดนามที่ดีเป็นพื้นฐานมาหลายปีก่อนหน้านี้อยู่แล้ว เวียดนามยังได้รับประโยชน์เต็มๆ จากการที่จีนกับสหรัฐฯ ทำสงครามการค้ากัน 

“จนถึงตอนนี้ เวียดนามเป็นหนึ่งในผู้รับผลประโยชน์หลักของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยดูดซับกำลังการผลิตส่วนใหญ่ที่จีนสูญเสียไป นอกจากแรงงานราคาถูกและการเมืองที่มีเสถียรภาพแล้ว เวียดนามยังมีนโยบายการค้าและการลงทุนที่เปิดเสรีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจที่ต้องการกระจายการลงทุนออกจากจีน” เว็บไซต์ World Finance เขียนถึงเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้  

มีข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ที่อธิบายเรื่องประเทศไหนจะได้ประโยชน์จากการที่นักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากจีน อ้างอิงการศึกษาของ Rabobank (บริษัทด้านการเงิน และธนาคารใหญ่อันดับ 2 ของเนเธอร์แลนด์) เมื่อประมาณสองปีก่อน ซึ่งใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า Where Will They Go index (WWTG) เพื่อวัดว่าประเทศใดบ้างที่จะได้ประโยชน์จากการที่บริษัทต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศจีน 

ผลการศึกษาที่คำนวณตามตัวชี้วัดนี้บอกว่า ไทย (0.62) คืออันดับแรกที่จะได้ประโยชน์ ส่วนอันดับที่ 2 คือมาเลเซีย (0.61) และอันดับที่ 3 คือเวียดนาม (0.60) ซึ่งตัวเลขดัชนีต่างกันเพียงเล็กน้อย

ปัจจัย 4 ประการที่บริษัทต่างชาติใช้พิจารณา และมีแนวโน้มว่าจะย้ายไปหากประเทศไหนมีปัจจัยเหล่านี้ ได้แก่
1. สินค้าส่งออกที่คล้ายกับของจีน
2. ค่าจ้างอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงหรือต่ำกว่าในประเทศจีน
3. บรรยากาศการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจในแง่ของความยากง่ายในการทำธุรกิจ
4. คุณภาพของสถาบันที่ดี (กฎหมาย กฎระเบียบ และการบังคับใช้กฎต่างๆ) 

เวียดนามเป็นอันดับที่ 3 จากทั้งหมด 17 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ที่น่าจะเป็นจุดหมายสำหรับการเคลื่อนย้ายการผลิตจากประเทศจีน ปัจจัยเด่นคือสินค้าส่งออกของเวียดนามเหมือนกับจีนประมาณครึ่งหนึ่ง หมายความว่าเวียดนามมีความเชี่ยวชาญในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่คล้ายคลึงกับจีน ขณะที่ค่าจ้างแรงงานการผลิตต่ำกว่าประเทศจีนหลายเท่า (643 เปอร์เซ็นต์) 

นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ เช่น ต้นทุนการขนส่งก็มีความสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ของนักลงทุนทั่วโลก แต่เวียดนามมีคะแนนไม่ค่อยดีในปัจจัยข้อที่ 4 ‘คุณภาพของสถาบันที่ดี’ แม้ว่ามีเสถียรภาพทางการเมือง และมีบรรยากาศการลงทุนที่เหมาะสมในระดับหนึ่ง รวมถึงมีการลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีค่อนข้างมากกับหลายประเทศ 

สำหรับประเทศไทยอยู่ในอันดับสูงสุด เนื่องจากสินค้าส่งออกคล้ายคลึงกับของจีนเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีค่าจ้างต่ำกว่าในประเทศจีน 254 เปอร์เซ็นต์ และมีนโยบายที่เป็นมิตรกับนักลงทุน แต่ข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย คือ การเมืองไม่ค่อยมีเสถียรภาพ นำไปสู่ความไม่แน่นอนของนโยบาย 

ในความเป็นจริง-สิ่งที่เกิดขึ้น ไทยเป็นอันดับแรกที่นักลงทุนนึกถึงหรือเปล่า? เราพอจะเห็นคำตอบแล้วจากข่าว และข้อมูลที่ปรากฏในช่วงปีถึงสองปีที่ผ่านมา 

...บวกลบจุดเด่น-จุดด้อยกันแล้ว เวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่นักลงทุนเลือกมากกว่าไทย อาจจะต้องรอดูในอนาคตว่า อีอีซี หรือเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จะช่วยไทยได้มากขึ้นแค่ไหน


อ้างอิง: kkpfg.com, boi.go.th, data.worldbank.org, vietnam-briefing.com, ditp.go.th, asia.nikkei.com, worldfinance.com, ditp.go.th, ditp.go.th, ditp.go.th, oie.go.th, mpi.gov.vn



Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow