Humberger Menu

มั่นใจหรือว่าชาวต่างชาติจะมาลงทุน เพราะอยากอยู่อาศัยในไทย?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว (Long-term resident visa) และการแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคาดว่าจะเป็นการแก้กฎหมายให้ชาวต่างชาติซื้อห้องชุดได้ในสัดส่วน 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ และให้ซื้อบ้านแนวราบในโครงการบ้านจัดสรรได้
  • คำถามคือ การให้ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยในไทยได้ง่ายขึ้น และอนุญาตให้ซื้อบ้าน จะใช่ปัจจัยที่ดึงดูดใจให้อยากมาลงทุนในไทยจริงหรือ?


เศรษฐกิจไทยถดถอย นักลงทุนหดหาย รายได้เข้าประเทศลดลง ประชาชนตกงานและจนลง เป็นข้อเท็จจริงที่คนไทยเรารู้ โลกรู้ และรัฐบาลไทยเองก็ยอมรับ

เราได้เห็นรัฐบาลยอมรับความจริงและเห็นความพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2564 ที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย   

หลักการของมาตรการนี้คือ หากผู้มั่งคั่งชาวต่างชาติคนไหนนำเงินมาลงทุนในประเทศไทยตามเกณฑ์ที่กำหนดภายใน 5 ปีนี้ จะได้สิทธิพิเศษต่างๆ ตามกำหนด ส่วนกรณีผู้ที่ไม่ลงทุนก็ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติด้านรายได้เข้าเกณฑ์ที่คาดว่า ถ้าคนรายได้สูงขนาดนี้มาอยู่อาศัยในเมืองไทยแล้วจะเกิดการจับจ่ายใช้สอยถึงปีละ 1 ล้านบาท และก่อให้เกิดการจ้างงาน (เช่นคนวัยเกษียณที่ต้องการคนดูแล และคนทำงานบ้าน) เป็นการดึงเงินจากชาวต่างชาติมาฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจไทย   

มาตรการนี้จะให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับที่คาดหวังหรือไม่ เรายังไม่อาจทราบได้ในตอนนี้ แต่เรื่องนี้น่าตั้งคำถามอยู่หลายประเด็น 


หวังดึงเงินจากต่างชาติช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทย

“การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด-19) มีความรุนแรงและยืดเยื้อตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 จนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้รัฐบาลใช้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มงวดหลายครั้ง เพื่อไม่ให้การแพร่ระบาดขยายตัวเป็นวงกว้างเกินขีดจำกัดของระบบสาธารณสุขที่จะสามารถรองรับได้ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และการลงทุนภายในประเทศลดลงอย่างมาก ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลายลง จำเป็นต้องมีมาตรการกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจเพื่อบรรเทาผลกระทบและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน แรงงาน และภาคธุรกิจ

“สศช. จึงเสนอมาตรการที่จะดึงดูดชาวต่างชาติที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงหรือมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ ให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยในลักษณะผู้พำนักระยะยาว (long-term stay) ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนมากขึ้น และทำให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ เพียงพอให้กับภาคธุรกิจที่รัฐบาลมุ่งส่งเสริมซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ในประเด็นอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต และโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และดิจิทัล” 

นั่นคือเหตุผลความเป็นมาที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ฯ เสนอมาตรการเพื่อดึงดูดชาวต่างชาตินำเงินเข้ามาช่วยปั๊มหัวใจเศรษฐกิจไทย  

มาตรการนี้ตั้งเป้าว่าจะสามารถดึงดูดชาวต่างชาติจำนวน 1 ล้านคน เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยภายในเวลา 5 ปีตามระยะเวลาดำเนินมาตรการ ซึ่งผลที่คาดว่าจะได้รับ ได้แก่ 

-เพิ่มปริมาณเงินใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ ตามสมมติฐานจะมีการใช้จ่ายในประเทศเฉลี่ย 1 ล้านบาท / คน / ปี

-เพิ่มเงินลงทุนในระบบเศรษฐกิจ (การลงทุนจากกลุ่มผู้ที่มีความมั่งคั่งประมาณ 10,000 คนและกลุ่มผู้เกษียณอายุประมาณ 80,000 คน จากเงื่อนไขวีซ่าที่กำหนด)

-เพิ่มรายได้ทางภาษี (จากผู้ถือวีซ่าในกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษจำนวน 400,000 คน)



2 มาตรการที่จะใช้ดึงดูดใจ 

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย ประกอบด้วย 2 มาตรการหลัก ได้แก่ การออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว (Long-term resident visa) และการแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติ 

รายละเอียดของมาตรการมีดังนี้ 

1. การออกวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาว (Long-term resident visa) เป็นการกำหนดวีซ่าประเภทใหม่เพื่อรองรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง และต้องการเป็นผู้พำนักอาศัยในระยะยาว โดยมีการกำหนดคุณสมบัติเพื่อพิจารณาการขอวีซ่าตามกลุ่มของชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง 4 ประเภท ดังนี้

1) กลุ่มประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy global citizen) 

  • ลงทุนขั้นต่ำ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และมีเงินเดือนหรือเงินบำนาญขั้นต่ำปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งมีทรัพย์สินขั้นต่ำ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

2) กลุ่มผู้เกษียณอายุจากต่างประเทศ (Wealthy pensioner)

  • ลงทุนขั้นต่ำ 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในพันธบัตรรัฐบาลไทย หรือลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ และมีเงินบำนาญขั้นต่ำ ปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
  • มีเงินบำนาญขั้นต่ำ ปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (กรณีไม่มีการลงทุน)

3) กลุ่มที่ต้องการทำงานจากประเทศไทย (Work-from-Thailand professional)

  • มีรายได้ส่วนบุคคล (เช่น เงินเดือน และรายได้จากการลงทุน) ปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หรือปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป/ ครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา/ ได้รับเงินทุน Series A และมีประสบการณ์การทำงาน 5 ปี
  • ให้สิทธิทำงานพร้อมวีซ่า
  • ให้คู่สมรสและบุตรได้รับวีซ่าผู้ติดตามไปพร้อมกันด้วย
  • ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับรายได้จากต่างประเทศ (รวมทั้งรายได้ที่นำเข้ามาในปีภาษีเดียวกัน)

4) กลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ (High-Skilled professional) 

  • มีรายได้ส่วนบุคคล (เงินเดือน รายได้จากการลงทุน เป็นต้น) ปีละ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หรือปีละ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และมีประสบการณ์การทำงานอย่างน้อย 5 ปี ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย 

ทั้ง 4 กลุ่มนี้จะได้สิทธิประโยชน์หลักเช่นเดียวกับชาวต่างชาติประเภทอื่นๆ แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากรายได้ในประเทศไทยอัตราเทียบเท่ากับอัตราภาษีเงินได้ที่ได้รับจากการจ้างแรงงานในพื้นที่เศรษฐกิจภาคตะวันออก

 2. การแก้ไขกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องเพื่อดึงดูดชาวต่างชาติให้ขอวีซ่าประเภทนี้และเข้ามาพำนักอาศัยในประเทศมากขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภูมิภาคของประเทศ   

กฎหมายสำคัญที่จะถูกแก้ก็คือกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน ซึ่งตามข้อมูลสรุปการประชุมคณะรัฐมนตรีบอกว่า 

“มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาความเหมาะสมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวีซ่าประเภทผู้พำนักระยะยาวใหม่ รวมทั้งข้อยกเว้นและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • ยกเว้นให้ผู้ถือวีซ่าประเภทผู้พำนักอาศัยระยะยาวและวีซ่าประเภท Smart Visa ทั้งหมดไม่ต้องมีหนังสือแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ หากอยู่ในประเทศเกินเก้าสิบวัน ตามมาตรา 37 (5) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และให้มีคุณสมบัติของผู้ขอวีซ่า สิทธิประโยชน์ และรายละเอียดอื่นๆ ตามที่เสนอ 
  • ให้ศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการถือครองที่ดิน” 

มาตรการนี้กำหนดเวลาสิ้นสุดสำหรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและการถือครองที่ดินเป็นเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มบังคับใช้มาตรการฯ และให้ประเมินผลสัมฤทธิ์ทุก 5 ปี โดยสามารถพิจารณาขยายระยะเวลาการบังคับใช้ออกไปได้ตามความเหมาะสมแผนการดำเนินงาน

ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน และการซื้อที่อยู่อาศัย จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร แต่คาดว่าจะเป็นไปตามแนวทางที่มีการเรียกร้องและผลักดันกันมาก่อนหน้านี้ คือ 

1. ขยายเพดานสัดส่วนกรรมสิทธิ์ซื้อห้องชุดจากปัจจุบัน 49 เปอร์เซ็นต์ เป็น 70 - 80 เปอร์เซ็นต์ 

2. ปลดล็อกให้ต่างชาติซื้อบ้านพร้อมที่ดินเฉพาะในโครงการหมู่บ้านจัดสรรระดับราคา 10 - 15 ล้านบาทขึ้นไป 

3. จากเดิมที่กำหนดให้นักลงทุนต่างชาติทำสัญญาเช่าที่ดินได้สูงสุด 30 ปี จะมีการขยายเพิ่มเป็น 50 ปี และต่อสัญญาได้อีก 40 ปี



ให้ซื้อบ้านได้ จะดึงดูดการลงทุนจริงหรือ? 

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ‘มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนโดยการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงสู่ประเทศไทย’ คือ การเอื้ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติกลุ่มเป้าหมายเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยได้ง่าย และการอนุญาตให้ซื้อห้องชุดได้ในสัดส่วนที่มากขึ้น รวมไปถึงการอนุญาตให้ซื้อบ้านในหมู่บ้านจัดสรร จะส่งผลให้เกิดผลทางเศรษฐกิจมากตามเป้าจริงหรือ? 

ขึ้นชื่อว่า ‘การลงทุน’ ผู้ลงทุนย่อมนึกถึงผลตอบแทนที่เหมาะสม คือคำนึงถึงกำไรและประโยชน์ที่จะได้รับสูงสุด นักลงทุนย่อมเลือกไปลงทุนในประเทศที่เขามองว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดี มากกว่าจะเลือกไปลงทุนในประเทศไหนเพียงเพราะว่าตัวเองอยากไปพักอาศัยระยะยาวในประเทศนั้น 

การที่นักลงทุนทั้งรายย่อย และบริษัทจะหอบเงินไปลงทุนในประเทศไหน มีปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา หรือมีผลต่อการตัดสินใจ? หรือถ้าพูดจากมุมประเทศรับเงินลงทุนก็คือ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ประเทศหนึ่งๆ จะถูกพิจารณาก่อนจะมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) 

ถ้าลองค้นหาข้อมูล เราก็จะพบปัจจัยที่นักลงทุนพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกเข้าไปลงทุนในประเทศไหน หลักๆ คือ อัตราภาษี, สิทธิพิเศษทางภาษี, การส่งเสริมจากภาครัฐ, ข้อตกลงทางการค้าต่างๆ, เสถียรภาพทางการเมือง กับความแน่นอนของนโยบาย, ค่าแรง, ทักษะ-คุณภาพแรงงาน, โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค, เสถียรภาพของสกุลเงิน, ต้นทุนการขนส่ง และขนาดเศรษฐกิจ-ขนาดตลาด ซึ่งการให้น้ำหนักกับแต่ละปัจจัยอาจจะมาก-น้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าลงทุนในอุตสาหกรรมไหน 

เราจะเห็นว่า ไม่ได้มีปัจจัยเรื่องความน่าอยู่อาศัยของประเทศ หรือปัจจัยเรื่องความชอบส่วนบุคคลของนักลงทุนที่อยากอยู่อาศัยในประเทศนั้นๆ เป็นองค์ประกอบเลย แต่การอยู่อาศัยน่าจะเป็นเรื่องที่คิดต่อไปหลังจากที่ตัดสินใจเข้าไปลงทุนแล้วมากกว่า 

แน่นอนว่า มีผู้มั่งคั่งที่ไปลงทุนในบางประเทศที่ตนเองชื่นชอบเป็นการส่วนตัว เพื่อจะได้สิทธิพักอาศัยระยะยาว หรือได้สัญชาติ แต่สัดส่วนไม่น่าจะมากเท่าคนที่ตัดสินใจลงทุนด้วยเหตุด้วยผลทางธุรกิจ  

และถ้านักลงทุนส่วนหนึ่งเลือกลงทุนในประเทศใดประเทศหนึ่งด้วยความรู้สึกชอบ-อยากอยู่อาศัยจริง เรามั่นใจได้หรือว่าประเทศไทยคือประเทศที่คนมั่งคั่งเหล่านั้นอยากจะมาอยู่อาศัยในระยะยาว? 

คาดว่าเมื่อมาตรการนี้เริ่มดำเนินการ จะมีชาวต่างชาติเข้ามาเป็นจำนวนมากพอสมควร แต่กลุ่มที่เข้ามาน่าจะเป็นกลุ่มผู้เกษียณอายุที่มีรายได้สูงที่เข้ามาพักอาศัยระยะยาว ไทยจะได้ประโยชน์จากการที่กลุ่มคนนี้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในประเทศไทย และเกิดการจ้างงานด้วยจำนวนหนึ่ง ส่วนการจะดึงดูดคนที่เข้ามาอยู่อาศัยและลงทุนด้วยนั้น... อย่าเพิ่งมั่นใจนัก 

แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าใครจะมาเพียงเพื่อพักอาศัย ใช้ชีวิตบั้นปลายวัยเกษียณ หรือจะมาลงทุนด้วย กลุ่มแรกที่ได้รับผลเชิงบวกก็คือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการนี้ไปเต็มๆ 

ส่วนข้อกังวลที่ว่า จะเป็นการขายชาติ ขายแผ่นดินไทยให้ชาวต่างชาติ หากต่างชาติเข้ามาซื้อบ้านในไทยกันมากๆ จะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยและที่ดินสูงขึ้น ส่งผลให้คนไทยอาจจะไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัย และไม่สามารถถือครองที่ดินได้อีก เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตามองจริง มันอาจจะเกิดขึ้นหรืออาจจะไม่เกิดก็ได้ กฎเกณฑ์และระยะเวลาดำเนินมาตรการเป็นปัจจัยกำหนดว่าผลจะเป็นอย่างไร ไทยรัฐพลัสเองก็จะจับตามองเรื่องนี้ไปพร้อมกับประชาชนคนไทยเช่นกัน 


อ้างอิง: thaigov.go.th,thairath.co.th, economicshelp.org, imf.org

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow