Humberger Menu

ขยายเพดานหนี้สาธารณะ ไม่น่ากังวล แต่ที่ควรกังวลคือการใช้เงินและการหาเงินใช้หนี้ของรัฐบาล

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • วันที่ 20 กันยายน 2564 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐมีมติเห็นชอบขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี จากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ให้ขยายเพิ่มเป็นไม่เกิน 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่กังวลว่าจะมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง แต่รัฐต้องมีแนวทางที่ชัดเจนที่จะทำให้หนี้ลดลงในอนาคต ศูนย์วิจัยกสิกรไทยก็วิเคราะห์ไปในทางเดียวกกัน พร้อมแนะรัฐบาลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโต
  • ไทยรัฐพลัสสัมภาษณ์ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร ให้อธิบายลงรายละเอียดชัดๆ ว่าเราควรกังวลกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะหรือไม่ อย่างไร และมีอะไรบ้างที่เราควรกังวลเกี่ยวกับหนี้ของประเทศไทย


“...ที่ผ่านมามากกว่า 10 ปีแล้ว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ทุกรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ตลอด นี่ก็แปลว่ารัฐบาลเราไม่เคยมีความคิดเรื่องการดึงยอดหนี้ลดกลับลงมาเลย การที่เราจะลดหนี้มันจึงเกิดขึ้นได้ช้ามาก...”

“ถามว่ามีแผนใช้หนี้ไหม ทุกรัฐบาลก็บอกว่ามีแผน แต่เขาเขียนแผนในลักษณะที่ว่า ฉันจะใช้จนกระทั่งฉันสิ้นสุดความเป็นรัฐบาล และให้รัฐบาลหน้ามาเป็นผู้ใช้หนี้ของฉัน ทุกรัฐบาลใช้เงินตลอด มันวิ่งไปไม่ถึงแผนสักที รัฐบาลอยู่ 4 ปี คุณก็บอกให้ไปลดหนี้ปีที่ 5 แล้วเมื่อไหร่มันจะลดล่ะครับ” 

การขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เป็น 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนมากพอสมควรว่ารัฐบาล “เก่งแต่กู้” 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นขององค์กรและสถาบันต่างๆ อย่างเช่น แบงก์ชาติ และศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองตรงกันว่า การขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทยครั้งนี้มีเหตุผลสมควร และเพดานหนี้สาธารณะ 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีก็ไม่ใช่ระดับที่สูงจนเกินไป ขณะเดียวกันก็มีคำแนะนำไปในทางเดียวกันว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการหาเงินมาชำระหนี้ และการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต 

เพื่อให้เข้าใจและรู้อะไรเกี่ยวกับหนี้สาธารณะมากขึ้น ‘ไทยรัฐพลัส’ สัมภาษณ์ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เจ้าของคำพูดในสองย่อหน้าแรก ซึ่ง ดร.นณริฏ อธิบายรายละเอียดให้ฟังชัดๆ ว่า ทำไมคนไทยไม่ควรกังวลกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะ แต่ต้องกังวลกับการใช้จ่ายเงิน การหาเงิน และแผนการชำระหนี้ของรัฐบาล ซึ่งประเมินจากที่ผ่านมาแล้ว… ไม่ค่อยน่าไว้ใจ

 

แบงก์ชาติไม่ห่วงความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง แนะรัฐหารายได้เพิ่ม

เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลังในการปรับเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้อยู่ในระดับต่ำ โดยอธิบายเหตุผล 3 ข้อ คือ 

1. เพดานหนี้สาธารณะ 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีไม่ถือว่าสูงเกินไป ซึ่งปัจจุบัน สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 55.6 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี เทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้สาธารณะอยู่ที่ประมาณ 120 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในแถบเอเชียที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี 

2. หนี้สาธารณะของไทยเกือบทั้งหมดเป็นหนี้ในประเทศ (98.2 เปอร์เซ็นต์ของหนี้ทั้งหมด) และต้นทุนการกู้ยืม (อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล) ของรัฐบาลไทยอยู่ในระดับต่ำ 

3. ความเสี่ยงในการถูกปรับลด credit rating หรือระดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการประเมินความน่าเชื่อถือของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับประสิทธิผลของมาตรการพยุงและฟื้นฟูเศรษฐกิจ และความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ในระยะข้างหน้าเป็นสำคัญ 

ธนาคารแห่งประเทศไทยมองว่า ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐจะต้องเน้นโครงการที่มีประสิทธิผลสูง อย่างมาตรการที่รัฐช่วยออกค่าใช้จ่าย (co-pay) เช่น มาตรการคนละครึ่ง มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ รวมถึงมาตรการที่ช่วยพยุงการจ้างงาน โดยอาจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ได้ผลในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขยายตัวเศรษฐกิจ ขณะที่การเยียวยาต้องทำให้ตรงจุดเท่าที่จำเป็น และต้องมีกระบวนการใช้จ่ายที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ 

“ระยะต่อไป ภาครัฐต้องมีแนวทางชัดเจนที่จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับลดลง เพื่อรักษาวินัย รวมทั้งสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต อาทิ การหารายได้เพิ่มเติมจากการสร้างฐานรายได้ใหม่ การควบคุมสัดส่วนของรายจ่ายประจำ และการเพิ่มสัดส่วนของรายจ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างและยกศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว” 

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยไม่กังวล แนะแก้ปัญหา-เพิ่มความสามารถแข่งขัน เพื่อให้เศรษฐกิจโต

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ไปในทางเดียวกันกับแบงก์ชาติว่า หนี้สาธารณะของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำมาสู่การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะ จะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น รัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศ และเป็นหนี้ระยะยาว ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำมาก ทำให้ต้นทุนของภาระหนี้ (debt service burden) ในเวลาระยะสั้นยังอยู่ในระดับต่ำ 

ดังนั้น ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก อย่างเช่น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราแลกเปลี่ยน จึงอาจมีผลกระทบไม่มากนัก ความเสี่ยงที่จะชำระหนี้ไม่ทันตามกำหนดก็น้อย 

“จุดสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการการคลังในระยะกลางถึงยาว ที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังในระยะข้างหน้า ในขณะที่การใช้งบประมาณต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระยะสั้น”  

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยย้ำอีกว่า ท่ามกลางรายจ่ายงบประมาณที่ปรับลดได้อย่างจำกัด ดังนั้น จุดสำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถในการจัดหารายได้เพิ่มเติมของภาครัฐ โดยเฉพาะรายได้จากภาษีที่อาจจะต้องหาฐานภาษีใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มรายได้ จัดเก็บเพื่อให้เพียงพอต่อการลดขนาดการขาดดุลการคลัง เช่น ภาษีจากฐานสินทรัพย์ 

“ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อย ขึ้นอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้น บทสรุปสุดท้ายจึงอยู่ที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต”


ขยายเพดานหนี้สาธารณะมีเหตุผล-ไม่น่ากังวล ในความเห็นนักวิชาการทีดีอาร์ไอ

ไทยรัฐพลัสขอให้ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) อธิบายรายละเอียดให้เราฟังชัดๆ จากมุมมองและการศึกษาของนักวิชาการผู้สนใจศึกษาวิจัยโจทย์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย ว่าเราควรกังวลกับการขยายเพดานหนี้สาธารณะในครั้งนี้หรือไม่ เพราะอะไร และมีสิ่งใดอีกบ้างเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่เรายังต้องกังวลและจับตามองกันต่อไป 

ดร.นณริฏ เป็นอีกเสียงที่เห็นว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะครั้งนี้มีเหตุผลสมควร โดยอธิบายให้ฟังว่า เพดานหนี้สาธารณะ 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีที่ใช้อยู่ทุกวันนี้กำหนดขึ้นในสมัยที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งผ่านมาแล้ว 20 กว่าปี และไม่สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งหนี้สาธารณะของไทยนับหนี้ของรัฐวิสาหกิจเข้าไปรวมด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการนิยามหนี้สาธารณะที่เข้มงวดมากกว่า international standard ที่มักจะไม่รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ นั่นหมายความว่าถ้าตัดหนี้รัฐวิสาหกิจออกไปจริงๆ แล้วหนี้สาธารณะของไทยจะต่ำกว่าระดับปัจจุบันประมาณ 6-7 เปอร์เซ็นต์ 

“ที่ภาครัฐต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นเพราะว่าการกู้ยืมหนี้มาเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 ทำให้หนี้กระโดดขึ้นมาปริ่มๆ แล้ว ในปีหน้าถ้าเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ยังไม่โต เราก็ยังคงต้องการเงินกู้จากภาครัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจอีก จึงทำให้มีการขยายเพดานขึ้นไป ถ้าเรามองตรงนี้มันเหมือนเป็นภาวะจำยอมที่อย่างไรก็ต้องทำ และถ้าเราไปดูเสถียรภาพในด้านอื่นๆ เวลามันผ่านมา 20-30 ปีแล้วตั้งแต่เรากำหนดเพดานหนี้ 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมา เราพบว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยรองรับตรงนี้ได้ค่อนข้างดี พูดง่ายๆ คือต่อให้เราก่อหนี้ถึงใกล้ๆ 70 เปอร์เซ็นต์ ผมก็ยังมองว่าความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหายังมีอยู่อย่างจำกัด” 

แต่ผมก็อยากเน้นย้ำว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าภาครัฐจะสามารถกู้เงินแล้วเอาไปทำอีลุ่ยฉุยแฉกได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องกู้แล้วใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงเท่านั้น

share

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร

 

ที่สำคัญคือต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ 

“แต่ผมก็อยากเน้นย้ำว่า นั่นไม่ได้หมายความว่าภาครัฐจะสามารถกู้เงินแล้วเอาไปทำอีลุ่ยฉุยแฉกได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องกู้แล้วใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงเท่านั้น ต้องตรงกลุ่มเป้าหมาย จะต้องใช้ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งจะต้องมีการวางแผนให้ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะสามารถชดใช้หนี้ ทำให้ระดับหนี้ลดลงมาได้ ถ้าเราไม่มีการวางแผนล่วงหน้า มันมีความเสี่ยงว่าท้ายที่สุดแล้วระดับหนี้จะเพิ่มสูงขึ้น หรืออาจจะคงที่ หรือลดลงช้า จนเราไม่มีสเปซที่จะกู้เพิ่มอีก”

ดร.นณริฏ อธิบายอีกว่า เราต้องเข้าใจว่า การขยายเพดานหนี้ให้มีพื้นที่ที่จะกู้เพิ่มได้อีก 10 เปอร์เซ็นต์ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะกู้มาใช้กับปัญหาโควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องมีพื้นที่ไว้ใช้สำหรับรองรับวิกฤติต่างๆ ในอนาคตด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติในประเทศ หรือวิกฤติในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อไทย 

“เพราะฉะนั้น ภาครัฐจะต้องใช้เงินกู้อย่างมีแผน มีประสิทธิภาพ และจะต้องวางแผนได้แล้วตั้งแต่ตอนนี้ว่าจะทำอย่างไรหนี้ถึงจะลดลง” 

ดร.นณริฏ ประเมินรูปแบบและประสิทธิภาพการใช้เงินของรัฐบาลจากการใช้จ่ายเงินกู้ในปีที่ผ่านมาว่า ในปี 2563 ภาครัฐกู้เงิน 1,000,000 ล้านบาท เพื่อสู้กับโควิด และตอนนี้รัฐบาลมีเงินกู้เหลืออีก 400,000 ล้านบาทเพื่อต่อสู้กับโควิด จึงคิดว่าการใช้เงินในปี 2563 เป็นบทเรียนสำคัญที่น่าจะนำมาใช้ได้กับการใช้จ่ายเงินกู้ส่วนที่เหลือ 

“ในเงินกู้ 1,000,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 กล่อง กล่องแรกคือด้านสุขภาพ ผมคิดว่าปี 2563 เป็นปีที่ภาครัฐวางแผนผิดพลาดในการต่อสู้กับโควิด-19 ราคาวัคซีนไฟเซอร์ 2,000 บาทต่อสองโดส ถ้าฉีด 100 ล้านคนจะใช้เงินแค่ 200,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่เรากู้เงินรวม 1,500,000 ล้านบาท มันสะท้อนให้เห็นแล้วว่าไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าเราเลือกทางที่ถูกตั้งแต่แรก ป่านนี้เราสบายไปแล้ว แต่รัฐบาลของเรากันเงินไว้สำหรับด้านสุขภาพแค่ 45,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ถูก ถ้าเราเลือกฉีดวัคซีนก่อน เราคงจะชนะได้เร็วกว่านี้

“ส่วนที่สองคือ เงินเยียวยา รัฐบาลมีมาตรการเยียวยาหลายตัว ซึ่งอันหนึ่งที่ผมชอบมากคือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทำให้รัฐเข้าถึงคนยากจน และโครงการช่วยลดค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นการช่วยค่าสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ทุกคนได้รับ และที่ดีกว่านั้นคือการที่ภาครัฐมีโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งผมชอบมากเพราะเป็นรูปแบบ co-pay ร่วมจ่าย รัฐออก 50 เปอร์เซ็นต์ และอีก 50 เปอร์เซ็นต์ให้ผู้ใช้บริการเป็นคนออก เป็นโครงการที่ประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะรัฐจ่ายเงินแค่ครึ่งเดียวแต่กระตุ้นเศรษฐกิจเต็มร้อย แถมเงินยังลงไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิดด้วย

“แต่ขณะเดียวกัน เงินเยียวยาที่ใช้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพก็มี คือโครงการที่ช่วยเหลือคนรวย ช่วยเหลือธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ‘ช้อปดีมีคืน’ เป็นโครงการที่คนที่จะเข้าร่วมยิ่งรวยยิ่งได้เยอะ ยิ่งฐานภาษีสูงยิ่งได้ส่วนลดเยอะ และร้านค้าที่ออกใบกำกับภาษีได้ก็เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้วธุรกิจขนาดใหญ่เขามีสภาพคล่องสูง เขาคิดราคาสินค้าและบริการแพงอยู่แล้ว เขาสามารถลดราคาลงมา สามารถทำแคมเปญช่วยเหลือดูแลตัวเองได้ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วย ถ้ารัฐบาลจะใช้เงินกู้ ก็อยากให้วงเงินสำหรับการเยียวยาที่จะใช้ในอนาคตใช้ไปช่วยคนจน หรือใช้ในลักษณะ co-pay ที่เหมาะสม

“ส่วนสุดท้าย การฟื้นฟู ผมคิดว่าส่วนนี้ทำได้แย่ที่สุด ปีที่แล้วรัฐกันเงินไว้ 200,000 กว่าล้านบาท เวลาพูดถึงการฟื้นฟูเราต้องมองว่าจะทำยังไงให้คนสามารถกลับฟื้นคืนขึ้นมาได้ พอพ้นจากช่วงโควิด เศรษฐกิจเริ่มเปิดแล้ว อยากให้ธุรกิจรองรับแรงงาน อยากให้แรงงานมีความพร้อมสำหรับโลกหลังโควิด หรือมีทักษะสำหรับทำงานในอีอีซี แต่สิ่งที่ภาครัฐทำคือจ้างคนมาสอนเกษตรกรปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ซึ่งไม่เกิดประสิทธิภาพ ไม่ได้เป็นการฟื้นฟู และไม่ยั่งยืน รัฐพยายามจะเคลมว่ามันช่วยให้เกิดการจ้างงาน แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดการจ้างงานที่ยั่งยืนเลย คุณเอาเงินไปถมบ่อทราย เขาเลี้ยงปลาได้ตลอดชีวิตเลยไหม คำตอบคือไม่ใช่ เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่การฟื้นฟูในมุมมองของผม” 

ดร.นณริฏ บอกย้ำว่า มีสามประเด็นที่จะฝากถึงภาครัฐ ประเด็นแรกที่คิดว่าภาครัฐคงทำอยู่แล้วคือ ให้ความสำคัญสูงสุดกับการจัดหาวัคซีนที่ประสิทธิภาพดีให้ได้เร็วที่สุด ประเด็นที่สองคือเรื่องการเยียวยา ต้องช่วยคนจน บวกกับใช้กลไก co-pay มุ่งเน้นในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และยกเลิกโครงการที่ช่วยธุรกิจขนาดใหญ่ ประเด็นสุดท้ายคือการฟื้นฟู ซึ่งหมายถึงการอยากเห็นคนกลับมาใช้ชีวิต-ประกอบอาชีพได้ และธุรกิจกลับมาได้ และจะดีกว่านั้นถ้าภาครัฐสามารถสร้างธุรกิจที่สามารถจ่ายภาษีได้ในอนาคต ซึ่งจะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น


และต้องรู้จักหาเงิน รู้จักวางแผนชำระหนี้ 

จากการใช้จ่ายและแก้ปัญหาอย่างที่เห็นในปีที่แล้วและปีนี้ ถามว่าแนวโน้มการใช้จ่ายเงินกู้ของรัฐ และการหาเงินมาชำระหนี้ในอนาคต น่าเป็นกังวลหรือไม่? 

“มองจากอดีต ก็เห็นว่ามันผิดฝาไปพอสมควร มีแค่การเยียวยาตัวเดียว นั่นหมายความว่ามันไม่ยั่งยืน เพราะเยียวยาก็เหมือนกับเอายาไปใส่แผลให้หาย แต่มันไม่ได้ทำให้เขาฟื้นฟูกลับมาได้” ดร.นณริฏตอบ และแนะนำฝากไปถึงรัฐบาลว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องทำคือ ต้องเลือกโครงการที่ถูกต้อง มีการวางแผนกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และต้องเริ่มคิดถึงแนวทางในการลดหนี้ในระยะยาวได้แล้ว 

“ผมคิดว่ามี 3 หนี้ที่เราต้องลด คือหนี้ของครัวเรือน หนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี และส่วนสุดท้ายคือหนี้ของภาครัฐ หนี้สาธารณะที่เราขยายเพดานขึ้นมาเป็น 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปีหน้าก็น่าจะกู้เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ เราอยากเห็นการลดลงของหนี้ในระยะยาวที่มีแผน และต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วพอ ถ้าไม่เช่นนั้นเราก็จะไม่มีช่องว่าง ไม่มีสเปซที่จะรองรับวิกฤติอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต” 

ซึ่งถามว่า เริ่มเห็นแผนการชำระหนี้ของรัฐบาลบ้างหรือยัง นักวิชาการทีดีอาร์ไอท่านนี้บอกว่า “ไม่มีครับ ภาครัฐยังไม่ได้พูดถึงการคืนหนี้เลย” 

แล้วอธิบายให้ฟังต่ออีกว่า หน้าที่ของภาครัฐคือทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ คือไม่โตสูงเกินไป และไม่ต่ำจนเกินไป นั่นหมายความว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตมากๆ ภาครัฐจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย ถ้าเมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจตกต่ำ หรือเติบโตต่ำ ภาครัฐก็จะอัดฉีดเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ คือรัฐมีรายได้น้อยกว่ารายจ่าย 

“แต่ที่ผ่านมาน่าจะมากกว่า 10 ปีแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีก็ตาม ทุกรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ตลอด นี่ก็แปลว่ารัฐบาลเราไม่เคยมีความคิดเรื่องการดึงหนี้ลดกลับลงมาเลย การที่เราจะลดหนี้มันจึงเกิดขึ้นได้ช้ามาก เพราะฉะนั้น ผมต้องตอบว่ามันไม่มีภาพนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ถามว่ามีแผนใช้หนี้ไหม ทุกรัฐบาลก็บอกว่ามีแผน แต่เขาเขียนแผนในลักษณะที่ว่า ฉันจะใช้จนกระทั่งฉันสิ้นสุดความเป็นรัฐบาล และให้รัฐบาลหน้ามาเป็นผู้ใช้หนี้ของฉัน ทุกรัฐบาลใช้เงินตลอด มันวิ่งไปไม่ถึงแผนสักที รัฐบาลอยู่ 4 ปี คุณก็บอกให้ไปลดหนี้ปีที่ 5 แล้วเมื่อไหร่มันจะลดล่ะครับ” 

ดร.นณริฏ อธิบายปิดท้ายอีกว่า แต่ก็ต้องเข้าใจว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ว่านี้ ยอดหนี้เป็นตัวหารจีดีพี ถ้าเรามีรัฐบาลที่เก่ง สามารถดันจีดีพีให้สูงได้ สัดส่วนของหนี้ต่อจีดีพีก็จะลดเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าในอนาคตเศรษฐกิจเรายังไม่ดีขึ้น รัฐก็ยังจำเป็นจะต้องกู้อีก 

“ตามหลักเศรษฐศาสตร์ เมื่อไหร่ก็ตามที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง รัฐต้องกู้ เพราะว่าเป็นบทบาทของภาครัฐที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มันต้องมาพร้อมกับการวางแผนด้วย ยิ่งเรามีหนี้สูงมันก็ยิ่งมีความเสี่ยง ถ้าเราใช้เงินไม่ดี หนี้มันจะกระโดดขึ้นสูงเร็ว เพราะฉะนั้นรัฐต้องมีการวางแผนที่ชัดเจน ต้องมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ” 


อ้างอิง: bot.or.th, kasikornresearch.com


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow