Humberger Menu

SCBx กับความท้าทายในยุค “ดิสรัปชัน” และ “ธุรกิจการเมือง”

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สฤณี อาชวานันทกุล
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • การประกาศ 'แปลงร่าง' ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จาก เอสซีบี (SCB) เป็น เอสซีบี เอกซ์ (SCBx) ต้องขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล และผู้ถือหุ้น ซึ่งคณะกรรมการธนาคารกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564
  • การประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ ตอกย้ำชัดเจนถึงความสำคัญของ ‘เทคโนโลยี’ ในการทำธุรกิจธนาคาร และธนาคารก็ ‘กล้า’ ที่จะเขย่าองค์กรตัวเอง เบนเข็มออกจากธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมที่สุ่มเสี่ยงว่าจะโดน ‘ดิสรัปต์’
  • คำถามสำคัญคือ เอสซีบี เอกซ์ สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น “กลุ่มธุรกิจการเมือง” ที่จะเถลิงอำนาจเหนือตลาด คล้าย แชโบล (Chaebol) ในเกาหลีใต้หรือไม่

คอลัมน์: สำนึกใหม่
โดย: สฤณี อาชวานันทกุล


วันที่ 22 กันยายน 2564 เกิดข่าวใหญ่ที่ “เขย่า” แวดวงการเงินไทยในรอบทศวรรษ นั่นคือ การประกาศ “แปลงร่าง” ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย จาก เอสซีบี (SCB) เป็น เอสซีบี เอกซ์ (SCBx) เพื่อ “ทลายขีดจำกัดการเป็นธนาคารพาณิชย์” เพิ่มความคล่องตัวให้กับการรุกเข้าไปทำธุรกิจใหม่ๆ

แนวทางที่ประกาศ คือ จะมีการจัดตั้งบริษัท เอสซีบี เอกซ์ ขึ้นมาเป็น “ยานแม่” มีสถานะเป็นบริษัทลงทุน (investment company) ของทั้งเครือ ถือหุ้นในบริษัทลูกและกิจการร่วมค้ารวม 15 แห่ง หลายแห่งเป็นกิจการใหม่เอี่ยม ทั้งหมดตอกย้ำการเบนเข็มสู่การเป็น “บริษัทเทคโนโลยี” มากกว่า “ธนาคาร” โดยจะถอนหุ้น เอสซีบี ออกจากตลาดหลักทรัพย์ แล้วนำหุ้น เอสซีบี เอกซ์ เข้าจดทะเบียนแทน

การปรับโครงสร้างทั้งหมดนี้แน่นอนว่าต้องมีการขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล และผู้ถือหุ้น ซึ่งคณะกรรมการธนาคารกำหนดวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้

ถึงแม้จะต้องรอลุ้นผลอีกเกือบสองเดือนว่า ผู้ถือหุ้นของธนาคารจะอนุมัติแผนปรับโครงสร้างหรือไม่ เสียงตอบรับจากผู้ถือหุ้น เอสซีบี ก็ถือว่า “เป็นบวก” อย่างยิ่ง ดูจากราคาปิดของหุ้น เอสซีบี ซึ่งพุ่งสูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์ในหนึ่งวันหลังการประกาศข่าวใหญ่

ในฐานะผู้ถือหุ้นรายย่อย (มาก) และอดีตพนักงานธนาคาร เอสซีบี ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวทางของธนาคาร ถึงแม้จะยังไม่แน่ใจกับการ “เลือก” บริษัทบางแห่งมาเป็นพันธมิตรในกิจการร่วมค้าของธนาคาร ว่าจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมกับการนำ เอสซีบี เอกซ์ เข้าสู่ “น่านน้ำใหม่” ได้อย่างมั่นคงสถาพรหรือไม่

ที่เห็นด้วยก็เพราะว่า การประกาศปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของ ‘เทคโนโลยี’ ในการทำธุรกิจธนาคาร และธนาคารก็ ‘กล้า’ ที่จะเขย่าองค์กรตัวเอง เบนเข็มออกจากธุรกิจธนาคารแบบดั้งเดิมที่สุ่มเสี่ยงว่าจะโดน ‘ดิสรัปต์’ (disrupt - การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมที่เกิดจากนวัตกรรมทางเทคโนโลยี) ในอนาคตอันใกล้ กระโจนเข้าสู่โลกของ ‘เทคโนโลยีการเงิน’ (FinTech) และธุรกิจใหม่ๆ เต็มตัว

พูดง่ายๆ คือ เลือก ‘ดิสรัปต์’ ตัวเอง ก่อนที่จะโดนคนอื่น ‘ดิสรัปต์’


การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่นี้ พูดง่ายๆ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์เลือก ‘ดิสรัปต์’ ตัวเอง ก่อนที่จะโดนคนอื่น ‘ดิสรัปต์’

share


เอสซีบีตั้งเป้า 5 ปีนับจากนี้ว่า จะเป็น “กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการเงินที่ได้รับเสียงชมสูงสุดในภูมิภาคอาเซียน” มีลูกค้าไม่น้อยกว่า 200 ล้านราย จากฐานลูกค้าปัจจุบัน 16 ล้านราย มูลค่าตลาด 1 ล้านล้านบาท เป็นผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน เช่นสินทรัพย์ดิจิทัล และมีรายได้เติบโต 1.5 เท่า

ชัดเจนว่า เอสซีบี พยายามอย่างยิ่งที่จะ “จูงใจ” ให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติแผนนี้ ทั้งการประกาศเสนอแลกหุ้น (share swap) ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 และเสนอให้ เอสซีบี จ่ายปันผลระหว่างกาลให้กับ เอสซีบี เอกซ์ วงเงินรวม 7 หมื่นล้านบาท โดย 70 เปอร์เซ็นต์ จะใช้ไปกับการโอนธุรกิจของบริษัทย่อย การจัดตั้งบริษัทใหม่ และเป็นเงินลงทุน อีก 30 เปอร์เซ็นต์ จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและปันผลให้กับผู้ถือหุ้น เอสซีบี เอกซ์ (ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้น เอสซีบี เดิม) ภายในกลางปีหน้าหรือปี 2565

ย้ำอีกครั้งว่า ผู้เขียนเห็นด้วยกับแนวทางของธนาคาร และเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยใจระทึก อย่างไรก็ดี ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) กลุ่มขับเคลื่อนการเงินที่เป็นธรรม และในฐานะสมาชิกเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) กลุ่มรณรงค์เรื่องเสรีภาพเน็ตและความเป็นส่วนตัวออนไลน์ และในฐานะคนที่สนใจเรื่อง “ทุนผูกขาด” และการใช้ “อำนาจเหนือตลาด” ในสังคมไทย - ด้วย “หมวก” เหล่านี้ ผู้เขียนก็เห็นว่ามีประเด็นคำถามอย่างน้อย 2 ข้อ ที่ธนาคารและผู้กำกับดูแลที่เกี่ยวข้องควรขบคิดและเตรียมรับมือกับคำตอบ เพื่อให้การปรับโครงสร้างครั้งนี้ของ เอสซีบี เป็นไปอย่างราบรื่น และสังคมโดยรวมก็ได้ประโยชน์


1. ธปท. จะสร้าง “สนามแข่งที่เท่าเทียม” อย่างไร ระหว่างบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน กับสถาบันการเงิน

เอสซีบี ให้เหตุผลหลักในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ว่า เพื่อ “ทลายขีดจำกัดการเป็นธนาคารพาณิชย์” เพราะจากประสบการณ์การพยายามทำ transformation หรือปฏิรูปธนาคารมาหลายปี พบว่ามีข้อจำกัดมากมายซึ่งทำให้ทำสิ่งใหม่ๆ ยาก

'ข้อจำกัด' เหล่านั้นหลายส่วนหนีไม่พ้น 'กฎระเบียบธนาคาร' ซึ่งมี ธปท. เป็นผู้กำกับดูแลหลัก

ธุรกิจธนาคารรับเงินฝากจากประชาชน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เคร่งครัดเข้มงวด

อย่างไรก็ดี ในยุค ‘ดิสรัปชัน’ ที่ธนาคารถูกสถานการณ์บังคับให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้แข่งขันได้กับคู่แข่งใหม่ๆ นอกภาคธนาคารดั้งเดิม เช่น บริษัทเทคโนโลยี ที่อยากเข้ามาปล่อยสินเชื่อแข่งกับธนาคาร อยากแย่งลูกค้าธนาคาร ผู้กำกับดูแลก็จำเป็นจะต้องปรับตัวตาม

ผู้เขียนเคยเขียนและพูดมาหลายปีแล้วว่า ในเมื่อโลกยุค FinTech จะมีผู้เล่นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารดั้งเดิมเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดของธนาคาร คำถามสำคัญก็คือ องค์กรกำกับดูแลหลักอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสามารถเปลี่ยนแนวคิดในการกำกับดูแล จากการกำกับ “สถาบันการเงิน” (financial institution) เป็นการกำกับ “บริการทางการเงิน” (financial services) แทนได้หรือไม่

เพราะ “ผู้ให้บริการทางการเงิน” ทุกวันนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการเงินอีกต่อไป อาจเป็นบริษัทมือถือ บริษัทอีคอมเมิร์ซ หรือแม้แต่บริษัทที่ให้บริการแอปแชตก็ได้

ถ้าหากผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และให้บริการโดยไม่ต้องเจอกับข้อจำกัดสารพัดรูปแบบที่ธนาคารต้องเจอ นั่นก็หมายความว่า สนามแข่งยัง ‘ไม่เท่าเทียม’ และ ‘ไม่เป็นธรรม’ เท่าที่ควร

คำตอบอาจไม่ใช่การ ‘ปลดล็อก’ ยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค แต่เริ่มต้นจากการ ‘คิดใหม่’ เรื่องเป้าหมายของการกำกับดูแล

การกำกับดูแลบริการการเงินที่เหมาะสมในวันนี้ ควรเคร่งครัดเข้มงวด ‘มากพอ’ ที่จะคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน แต่ก็ ‘ไม่มากเกินไป’ จนปิดกั้นนวัตกรรมและการทดลองทำสิ่งใหม่ๆ

การสร้าง ‘ยานแม่’ ชื่อ เอสซีบี เอกซ์ จึงน่าจะเป็นแรงผลักที่กระตุ้นให้ ธปท. ทบทวนแนวคิดและบทบาทในการกำกับดูแล และขบคิดว่า จะสร้าง ‘สนามแข่งที่เท่าเทียม’ (fair level playing field) ได้อย่างไรในตลาดการให้บริการทางการเงินทุกรูปแบบ


 

หาก "ผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร" สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และให้บริการโดยไม่ต้องเจอกับข้อจำกัดสารพัดรูปแบบที่ธนาคารต้องเจอ นั่นก็หมายความว่า สนามแข่งยัง ‘ไม่เท่าเทียม’ และ ‘ไม่เป็นธรรม’

share


2. เอสซีบี เอกซ์ สุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็น ‘กลุ่มธุรกิจการเมือง’ ที่เถลิงอำนาจเหนือตลาด คล้าย แชโบล (Chaebol) ในเกาหลีใต้หรือไม่ เพียงใด 

การสร้างประกาศสร้าง ‘ยานแม่’ ของ เอสซีบี ในครั้งนี้ ถ้ามองจากมุมของธนาคารและผู้ถือหุ้นก็ต้องบอกว่าน่าตื่นเต้นไม่น้อย แต่ถ้ามองจากมุมของสังคมไทย ปี 2564 ข่าวใหญ่นี้เกิดขึ้นในยุคที่กลุ่มธุรกิจใหญ่เถลิงอำนาจตลาด ความเหลื่อมล้ำถ่างกว้าง ธุรกิจ SMEs นับล้านกำลังล้มหายตายจากในวิกฤติโควิด-19

แถมยังเป็นยุคที่อำนาจทางการเมืองก็กระจุกตัวภายใต้กติกาบิดเบี้ยว และองค์กรกำกับดูแลสำคัญๆ อย่าง คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กลับยังทำงานไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ยอมแต่งตั้ง กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ถูกเลื่อนการบังคับใช้มาแล้วสองรอบ ส่วน คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งควรมีบทบาทในการทลายอำนาจเหนือตลาด ส่งเสริมการแข่งขัน กลับ ‘หน่อมแน้ม’ อย่างไม่น่าเชื่อ จนทำให้ถูกตั้งคำถามถึงความเป็นอิสระ

ในภาวะเช่นนี้ ผู้เขียนก็อดคิดไม่ได้ว่า ก้าวใหม่ของ เอสซีบี โดยเฉพาะการประกาศจับมือเป็นพันธมิตรธุรกิจกับลูกค้าใหญ่อย่าง เอไอเอส และกลุ่มซีพี นั้น สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ เอสซีบี เอกซ์ กลายเป็น ‘กลุ่มธุรกิจการเมือง’ ขนาดใหญ่ ที่มีอิทธิพลต่อรัฐ และผู้กำกับดูแลก็ ‘เกรงใจ’ คล้ายกับลักษณะของกลุ่มทุนการเมือง ‘แชโบล’ ในเกาหลีใต้ มากน้อยเพียงใด

กลุ่มแชโบลในเกาหลีใต้เรืองอำนาจมหาศาล เพราะไม่เพียงแต่มีอิทธิพลเหนือตลาด แต่ยังมี ‘อิทธิพลทางการเมือง’ ที่เกิดจากเครือข่ายความสัมพันธ์แน่นหนาระหว่างนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการ


กลุ่มแชโบลในเกาหลีใต้เรืองอำนาจมหาศาล เพราะไม่เพียงแต่มีอิทธิพลเหนือตลาด แต่ยังมี ‘อิทธิพลทางการเมือง’ ที่เกิดจากเครือข่ายความสัมพันธ์แน่นหนาระหว่างนักธุรกิจ นักการเมือง และข้าราชการ

share


อย่างน้อยที่สุด การประกาศสร้าง ‘ยานแม่’ ในครั้งนี้ ควรกระตุ้นให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (เมื่อไรก็ตามที่มีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ) มาร่วมกันหารือเพื่อวางแนวทางการติดตามการเปลี่ยนโครงสร้างของ เอสซีบี และวางแนวทางการกำกับดูแล ‘กลุ่มเทคโนโลยีการเงิน’ ขนาดใหญ่นี้ร่วมกัน

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคู่แข่งน้อยใหญ่ในตลาด รวมถึงเราๆ ท่านๆ ในฐานะผู้บริโภคว่า ความเป็นธรรมในการแข่งขันจะยังได้รับการดูแล ไม่มีการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ และความเป็นส่วนตัวของเรา จะยังคงได้รับการคุ้มครอง ไม่เกิดการทำ data analytics อย่างไม่โปร่งใสและไม่เป็นธรรม เช่น นำข้อมูลส่วนตัวจากบริการหนึ่ง มาใช้เป็นเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อของอีกบริการหนึ่ง โดยที่เจ้าของข้อมูลไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย

ทั้งสองข้อนี้เป็นคำถามที่ธนาคารไม่สามารถตอบเองได้โดยลำพัง แต่หน่วยงานกำกับดูแล สื่อมวลชน และประชาชน ควรช่วยกันติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อโอกาสในการสร้างสรรค์คำตอบร่วมกัน

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สฤณี อาชวานันทกุล
นักเขียน นักแปล และนักวิชาการอิสระด้านการเงิน มีความสุขกับการทำงานในประเด็น ธุรกิจที่ยั่งยืน พลังพลเมือง และเกม

Follow