Humberger Menu

ไทยพร้อมเปิดเมืองท่องเที่ยวจริงหรือ? เมื่อฉีดวัคซีนครบโดสยังไม่ถึง 70% สื่อต่างชาติเตือนอาเซียนยังเสี่ยง

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • แม้ตัวเลขการติดเชื้อโควิด-19 แบบรายวันของไทยจะลดน้อยลง แต่การระดมฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศยังไม่เพียงพอต่อการเปิดเมือง เมื่อเงื่อนไขคือ ต้องฉีดวัคซีนครบโดส 70 เปอร์เซ็นต์
  • จากแค่ 5 จังหวัดที่เคยอยู่ในลิสต์พื้นที่นำร่องเตรียมเปิดเมือง ล่าสุดในวันนี้ (27 กันยายน) หนึ่งในมติของที่ประชุม ศบค. คือเตรียมเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติม 10 จังหวัดในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ และกำหนดให้จังหวัดที่เป็นพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวแต่ละระยะในชื่อ ‘พื้นที่สีฟ้า’
  • แม้การเปิดเมืองเป็นทางออกเดียวของภาคธุรกิจ ที่จะสามารถทำให้มีเงินมาหมุนเวียน และทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้ แต่คำถามคือความพร้อมในการเปิดเมืองท่องเที่ยวครั้งนี้มีมากแค่ไหน

ไทยเตรียมเปิดประเทศ?

ไทยเตรียมนำร่องเปิดแซนด์บ็อกซ์ 5 จังหวัด?

เตรียมเปิด กรุงเทพฯ แซนด์บ็อกซ์?

ทิศทางการเปิดประเทศ เปิดเมืองถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา 

หลังจากที่ไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี 2563 ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจต่างได้รับบาดแผลที่ตอนนี้ต้องประคับประคองเอาตัวรอดให้ผ่านพ้นปีไป แม้จะเห็นทิศทางการฟื้นฟูรายได้ และทำให้เศรษฐกิจเดือนหน้าต่อได้ จากที่ก่อนหน้านี้ไทยเริ่มเปิดประเทศระยะที่ 1 ไปแล้วด้วยโครงการนำร่องฟื้นธุรกิจท่องเที่ยวอย่าง ‘ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์’ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แม้จะสามารถสร้างรายได้ สร้างงานจากการมาท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ แต่ข่าวที่ออกตามสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ที่มีให้เห็นตลอดนับตั้งแต่เปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์มาคือ การมีคลัสเตอร์การระบาดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต ที่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ผู้ว่าฯ ภูเก็ตก็ออกมาแถลงยอมรับเองว่า สถานการณ์โควิด-19 ในจังหวัดเข้าสู่วิกฤติ ติดเชื้อเฉลี่ยต่อวันละกว่า 200 คน

นี่จึงเป็นคำถามที่ชวนให้ทั้งรัฐบาล และผู้ที่เกี่ยวข้องต้องตามคิดต่อว่า แม้ไตรมาสสุดท้ายของปีจะเป็นไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว และเป็นช่วงเวลาครบกำหนดที่นายกฯ ประกาศกร้าวไว้ว่านับถอยหลังอีก 120 วันจะเปิดประเทศ แต่ไทยพร้อมแค่ไหน และพร้อมจริงหรือไม่กับการเปิดประเทศ และรัฐบาลเตรียมแผนพร้อมรับมือกับผลที่ตามมาแล้วหรือยัง ในกรณีหากเกิดการระบาดรอบใหม่อีกครั้ง 

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมการเปิดประเทศระยะที่ 2 เพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพิ่มอีก 5 จังหวัด ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ได้แก่ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และ เชียงใหม่ ส่วน กรุงเทพมหานคร เล็งชงเปิดเป็นคิวต่อไป 15 ตุลาคม (ที่ตอนนี้โดนเลื่อนออกไปแล้ว)

ส่วนความชัดเจนจากการประชุม ศบค. ในวันนี้ (27 กันยายน) หนึ่งในแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวคือ เตรียมเปิดพื้นที่เพิ่มเติม 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.กระบี่ จ.พังงา (ทั้งจังหวัด) จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เฉพาะหัวหิน หนองแก) จ.เพชรบุรี (เฉพาะชะอำ) จ.ชลบุรี (เฉพาะพัทยา บางละมุง จอมเทียน บางเสร่) จ.ระนอง เกาะพยาม จ.เชียงใหม่ (เฉพาะอำเภอเมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า) จ.เลย (เฉพาะอำเภอเชียงคาน) และ จ.บุรีรัมย์ (เฉพาะอำเภอเมือง) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้

ไทยรัฐพลัสชวนทบทวน ตั้งคำถาม คิดตามและหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน

ตัวเลขผู้ติดเชื้อตอนนี้มีแค่ไหน

ก่อนที่จะเปิดเมือง เปิดประเทศ คำถามแรกที่ต้องพูดถึงคือเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่ตอนนี้ไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน และแนวโน้มไปในทิศทางเพิ่มขึ้นหรือลดลง 

หากไล่เรียงดูข้อมูลจากการแถลงข่าวของศูนย์ข้อมูลโควิด-19 ในทุกๆ วัน ก็ดูเหมือนตัวเลขผู้ติดเชื้อในแต่ละวันจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น จากระดับพีกตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาจนถึงกลางเดือนสิงหาคมที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทะลุ 20,000 คน ที่ตอนนั้นสร้างวิกฤติให้กับทุกฝ่าย ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ รัฐบาล รวมทั้งเอกชน ที่ต้องออกแรงช่วยกันปูพรมตรวจ สร้างโรงพยาบาลสนาม และอื่นๆ อีกมากมายเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในช่วงนั้น

มาถึงเดือนกันยายนจำนวนผู้ติดเชื้อทยอยลดลงเรื่อยๆ สถิติย้อนหลัง 7 วัน มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกินวันละ 15,000 คน บวกกับการปิด ‘โรงพยาบาลบุษราคัม’ ที่เปิดทำการมา 130 วัน เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด-19 อาการปานกลางจนถึงอาการรุนแรงใน กทม. และปริมณฑล ชี้ให้เห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลงทั้ง กทม. และปริมณฑล ก็ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีที่ทำให้รัฐบาลเริ่มขยับหาทางฟื้นฟูเศรษฐกิจมากขึ้น


จำนวนผู้ติดเชื้อ 7 วันย้อนหลัง

  • 27 กันยายน 2564 : 10,288 คน

  • 26 กันยายน 2564 : 12,353 คน

  • 25 กันยายน 2564 : 11,975 คน

  • 24 กันยายน 2564 : 12,697 คน

  • 23 กันยายน 2564 : 13,256 คน

  • 22 กันยายน 2564 : 11,252 คน

  • 21 กันยายน 2564 : 10,919 คน

แล้วใน 5 จังหวัดที่รัฐบาลอยากเปิดเมืองจำนวนผู้ติดเชื้อรวมมีเท่าไรในรอบ 7 วันล่าสุด

กรุงเทพฯ  : 18,492 คน

ชลบุรี : 5,502 คน

เชียงใหม่ : 547 คน

ประจวบคีรีขันธ์ : 571 คน

เพชรบุรี : 1,060 คน

เงื่อนไขฉีดวัคซีนครบโดส 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในพื้นที่ กทม.- 4 จว.พร้อมแค่ไหน

‘จำนวนผู้ติดเชื้อ และการฉีดวัคซีน’ คือ 2 ประเด็นหลักสำคัญในการพิจารณาเปิดประเทศ แต่ดูเหมือนตอนนี้ทั้ง 5 จังหวัดยังไม่ได้มีความพร้อม หรือมีจำนวนการฉีดวัคซีนครบโดสเข้าตามเงื่อนไขแต่อย่างใด

แม้หากจะอ้างอิงการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ตามข้อมูลของนานาชาติที่ระบุตรงกันว่า ภูมิคุ้มกันหมู่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อประชากรอย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ก็ได้คำตอบเช่นเดียวกันคือ ยังไม่มีความพร้อมขนาดนั้น

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) บอกว่ามีจำนวนการฉีดวัคซีนสะสม (28 กุมภาพันธ์ - 26 กันยายน 2564) รวม 50,566,651 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น 

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 31,548,310 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 17,891,858 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 1,125,675 ราย

จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 4 สะสม : 808 ราย

จังหวัดที่มีประชากรรับวัคซีนเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ มี 8 จังหวัด ได้แก่ กทม. ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ภูเก็ต และพังงา (อ้างอิงข้อมูลการแถลงข่าวของ ศบค. เมื่อวันที่ 16 กันยายน)

ย้อนกลับไปเมื่อ 1-2 สัปดาห์ก่อน เราเห็นท่าทีการเทกแอ็กชันของรัฐบาลในการวางแผนการเปิดประเทศ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับแผนการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามนโยบายเปิดประเทศใน 120 วันของนายกฯ โดยการเปิดประเทศระยะที่ 2 เพิ่มอีก 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เชียงใหม่ และกรุงเทพมหานคร 

แต่ก็ต้องเจอกับกรณีที่เหมือนกับรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ กทม. ไม่ได้คุยไลน์กันก่อนที่จะออกประกาศอะไรออกไป เมื่อ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯ กทม. ออกมายืนยันว่า ยังไม่มีการเปิดเมือง เพราะการจะเปิดเมืองต้องคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ และการป้องกันโรคก่อน รวมถึง กทม.ยังฉีดวัคซีนโดสที่ 2 ให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายใน กทม. ได้ไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามเป้าหมายที่วางไว้จะฉีดได้ครบในวันที่ 22 ตุลาคมนี้

และเพื่อให้ประชากรในพื้นที่เป้าหมายได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 ไม่น้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดในพื้นที่เป้าหมายตามเกณฑ์การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขหลักของการเตรียมความพร้อมเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) ได้ปรับไทม์ไลน์แผน ‘การเปิดเมือง’ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติออกไปเป็น 1 พฤศจิกายน ซึ่งต้องให้ ศบค. อนุมัติอีกที

ทั้งนี้ทั้ง 5 จังหวัด มีการฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว มีสัดส่วนดังนี้ กทม. 44 เปอร์เซ็นต์ เชียงใหม่ 41 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชลบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ยังฉีดได้ไม่ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ 

ไทยและอาเซียนยังไม่พร้อมเปิดประเทศ

จากข้อมูลข้างต้นเมื่อพิจารณาแล้วแบบไม่เข้าข้างตัวเอง ผู้เขียนมองว่า ก็ยังไม่มีส่วนไหนที่จะสร้างความมั่นใจได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าไทยพร้อมกับการเปิดเมือง เปิดประเทศในเร็วๆ นี้ แถมยังต้องกังวลกับการฉีดวัคซีนที่ยังไม่ครอบคลุม แต่ยังคงมีความพยายามดันทุรังต่อไป

ขณะที่ในมุมของต่างชาติ CNN ลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาระบุว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนอย่าง ไทย เวียดนาม มาเลเซีย กำลังจะทิ้งนโยบาย ‘ปลอดโควิด’ (zero-Covid) แต่กำลังสร้างเส้นทางใหม่ด้วยการ ‘อยู่ร่วมกับโควิด’ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนไว้ว่า ยังไม่ควรเปิดประเทศ และยังเร็วเกินไปที่จะทำเช่นนั้น 

ตามข่าวบอกว่า เวียดนามเตรียมเปิดเกาะฟูโกว๊กรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในเดือนหน้า ขณะที่จำนวนประชาการที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอินโดนีเซีย ประชากรฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว 16 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดต่างๆ ด้วยเช่นกัน เช่น อนุญาตให้โรงงานกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แถมมีแผนเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติให้สามารถมาเที่ยวในประเทศบางส่วน รวมถึงบาหลีในเดือนตุลาคม ส่วนมาเลเซียที่มีการฉีดวัคซีนมากที่สุดในภูมิภาคด้วยจำนวน 56 เปอร์เซ็นต์ของประชากร ก็เตรียมเปิดเกาะ เปิดเมืองท่องเที่ยวเช่นกัน ขณะที่ไทยก็เตรียมเปิดประเทศตามที่ได้กล่าวมาในข้างต้น

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การกลับมาเปิดประเทศของกลุ่มประเทศอาเซียนนั้นมีความเสี่ยงมากกว่าในประเทศตะวันตก เพราะประเทศตะวันตกมีการฉีดวัคซีนที่มากกว่า ขณะที่การเปิดประเทศในอาเซียนอาจจะทำให้เกิดการแพร่ระบาดอีกครั้ง

ภาคธุรกิจพร้อมเปิดประเทศแค่ไหน

แม้ข่าวคราวฝั่งธุรกิจที่เห็นๆ กันว่า ภาคธุรกิจมีความพร้อมและมีทิศทางอยากให้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว เพราะอยากให้มีเม็ดเงินไหลเข้ามาหมุนเวียนในประเทศ เพื่อให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ได้รับบาดแผลมาปีกว่าๆ นี้เบาบางลง ให้พอหายใจได้บ้าง 

และการเปิดเมือง เปิดประเทศ ก็ดูเหมือนจะเป็นความหวังเดียว และเป็นความหวังมาตลอด ที่จะช่วยชะลอความเสียหายทางเศรษฐกิจได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเอาเข้าจริงก็ต้องคิดให้ถี่ถ้วน คำนวณผลได้ ผลเสียที่จะตามมาเช่นกัน เมื่อหากเร่งเปิดประเทศเร็วไป แล้วเกิดความเสียหายมากกว่าเดิม

สรุปว่าไทยจะเปิดประเทศ เปิดเมืองแบบไหน อย่างไร?

สรุปแล้วไทยมีแผนเปิดเมือง เปิดประเทศแบบไหน ล่าสุดในวันนี้ (27 กันยายน) ศบค. ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถึง 30 พฤศจิกายน 2564 และคงเคอร์ฟิวต่ออีก 15 วัน ลดเวลาเคอร์ฟิวเป็น 22.00-04.00 น. ลดการกักกันคนที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศเหลือ 7 วัน (เฉพาะทางอากาศ) และเปิดท่องเที่ยว 10 จังหวัด 1 พฤศจิกายนนี้

ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ศบค.ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องไม่ประมาท ยังต้องเดินหน้าฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ทั่วถึง ติดตามการกระจายเวชภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็จะขยายรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ในกิจการ/กิจกรรมอื่นๆ ให้มากขึ้น เช่น ปรับกิจกรรมภายในโรงแรมเพื่อรองรับการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดรับนักท่องเที่ยวและการเปิดประเทศต่อไป โดยนายกฯ มั่นใจว่าไทยมีศักยภาพที่จะฉีดวัคซีนได้บรรลุตามเป้าหมาย

สำหรับประเด็นการเปิดรับนักท่องเที่ยว และการปรับมาตรการสำหรับผู้ที่จะเดินทางเข้าราชอาณาจักร มีรายละเอียดดังนี้

-ปรับลดระยะเวลาในการกักกันสำหรับผู้มีเอกสารวัคซีนโควิด-19 ครบแล้ว เหลือ 7 วัน ในส่วนผู้ที่ยังไม่มีเอกสารวัคซีนให้กักตัว 10-14 วัน สำหรับการเดินทางเข้าประเทศทางอากาศกักตัว 7 วัน ทางน้ำและทางบก กักตัว 10-14 วัน และอนุญาตให้ทำกิจกรรมในสถานที่กักกันฯ ตามเงื่อนไขที่กำหนด

-เปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวเพิ่มเติมในชื่อเรียก ‘พื้นที่สีฟ้า’ โดยระยะนำร่องคือ ตั้งแต่วันที่ 1-31 ตุลาคม ได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี, เขาหลัก เกาะยาว จ.พังงา และ เกาะพีพี เกาะไหง ไร่เลย์ คลองม่วง ทับแขก จ.กระบี่ 

 -ระยะที่ 1 คือแนวทางเปิดพื้นที่เพิ่มเติม 10 จังหวัด เริ่ม 1 พฤศจิกายน 2564 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จ.กระบี่ จ.พังงา (ทั้งจังหวัด) จ.ประจวบคีรีขันธ์ (เฉพาะหัวหิน หนองแก) จ.เพชรบุรี (เฉพาะชะอำ) จ.ชลบุรี (เฉพาะพัทยา บางละมุง จอมเทียน บางเสร่) จ.ระนอง เกาะพยาม จ.เชียงใหม่ (เฉพาะอำเภอเมือง แม่ริม แม่แตง ดอยเต่า) จ.เลย (เฉพาะอำเภอเชียงคาน) และ จ.บุรีรัมย์ (เฉพาะอำเภอเมือง)

สำหรับการกำหนดจังหวัดพื้นที่นำร่องนี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ระบุว่า จังหวัดพื้นที่สีฟ้านั้น สามารถทำกิจกรรมกิจการต่างๆ ได้ดีขึ้นเหมือนกับจังหวัดพื้นที่สีเขียว ไม่จำกัดการเดินทาง ศูนย์การค้า ร้านอาหารเปิดได้ตามปกติ โดยต้องเป็นความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดโดยในระยะที่ 1 พิจารณาด้วยเกณฑ์ด้านเศรษฐกิจ ในการเป็นเมืองหรือจังหวัดที่มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่น้อยกว่า 15 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด และดำเนินการในระยะที่ 2 และ 3 ต่อไปถึงต้นปีหน้า 

“หากทำตามแผนได้ และไม่มีอัตราการการติดเชื้อเพิ่ม แผนนี้จะถูกนำไปปฏิบัติและขยายผลต่อการกลับมาสู่การเป็นนิวนอร์มอล หรือ ชีวิตวิถีใหม่ โรคที่เราเคยบอกว่าเป็นโรคระบาดจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นโรคประจำถิ่นที่ต้องอยู่รวมกันให้ได้..” นพ.ทวีศิลป์ กล่าว


อ้างอิง :  CNN,Moph,ไทยรัฐ,แถลงข่าวศบค.

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow