Humberger Menu

‘โรงเรียนกวดวิชา’ ในยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว หรือยิ่งจำเป็นมากกว่าเดิม

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • ย้อนกลับไป 10-20 ปีก่อน เรียกได้ว่าแทบจะเป็นยุคทองของธุรกิจกวดวิชา เพราะมีการขยายสาขา เปิดแบรนด์ใหม่ รองรับดีมานด์ของเด็กที่ต้องการเรียนกวดวิชามากๆ ในยุคนั้น
  • ส่วนช่วงที่ผ่านมาตลาดธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาซบเซาลงจากหลายๆ ปัจจัย ล่าสุดสถานการณ์โควิด-19 ก็ทำให้สถาบันกวดวิชาบางแห่งก็ต้องเลิกกิจการไป สิ่งที่จะทำให้ไปต่อได้คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย
  • คำถามคือแล้วทำไมเด็กนักเรียนไทยถึงถูกตีกรอบ และการเรียนกวดวิชาแทบจะกลายเป็นค่านิยมในระบบการศึกษาไทยไปเสียแล้ว

กวดวิชา เป็นค่านิยมมานานในไทย ภาพบรรยากาศที่เด็กนักเรียนเดินเข้า-ออกโรงเรียนกวดวิชากลายเป็นภาพจำของเด็กมัธยมไปเสียแล้ว

สิบปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นโรงเรียนกวดวิชาเกิดขึ้นมากมายตามดีมานด์ของนักเรียนในตอนนั้น 

ไทยรัฐพลัสชวนวิเคราะห์ คิดตาม และหาคำตอบไปพร้อมๆ กันว่า การกวดวิชาในยุคนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะเด็กสามารถค้นหาสิ่งที่อยากรู้ได้ด้วยตัวเอง หรือจะจำเป็นมากกว่าเดิม เมื่อระบบการศึกษาไทยยังไม่ตอบโจทย์

และโควิด-19 ทำให้ความไม่ตอบโจทย์นั้นเป็นปัญหาชัดขึ้น การเรียนออนไลน์ทำให้เด็กเรียนไม่รู้เรื่องยิ่งขึ้นกว่าเดิม แล้วธุรกิจกวดวิชาจะปรับตัวและตอบโจทย์ต่างๆ ของนักเรียนในยุคนี้อย่างไร 

ตลาดโรงเรียนกวดวิชา 10-20 ปีก่อนสุดบูม

หากเราลองนั่งย้อนเวลากลับไปย่านสยามสแควร์ในช่วงสิบปี ยี่สิบปีก่อน ในเวลานั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาเลยก็ว่าได้ บรรยากาศช่วงเย็นหลังเลิกเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์ บวกกับบรรยากาศในวันเสาร์และอาทิตย์ ตั้งแต่ เจ็ด แปดโมงเช้าคลาคล่ำไปด้วยเด็กนักเรียนทั้งประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย เดินหอบหิ้วหนังสือกวดวิชาเดินเข้าโรงเรียนนั้นที ออกจากโรงเรียนโน้นที สารพัดโรงเรียนกวดวิชาต่างเร่งกระจายเปิดสาขา เปิดคอร์สเพิ่มตามดีมานด์ความต้องการของเด็กนักเรียนในตอนนั้น

สะท้อนได้จากจำนวนตัวเลขของโรงเรียนกวดวิชาที่อยู่ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 200  แห่ง

2549 : 964  แห่ง

2550 : 1,078 แห่ง

2551 : 1,072 แห่ง

2552 : 1,423 แห่ง

2553 : 1,744 แห่ง

2554 : 1,924 แห่ง

2555 : 2,005 แห่ง

2556 : 2,342 แห่ง

แต่ในช่วงไม่กี่ปีหลังจนถึงปัจจุบัน ธุรกิจกวดวิชาไม่ได้บูมเหมือนเก่า แม้จำนวนโรงเรียนกวดวิชาจะเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเพิ่มขึ้นไม่ได้มากเท่าเก่า ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งพอมาเจอกับสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบไปทุกธุรกิจ มาตรการการล็อกดาวน์ และการปิดสถานที่ชั่วคราว ก็ทำให้เจ้าของกิจการทั้งรายเล็ก รายใหญ่ต้องปิดกิจการลงในที่สุด จากจำนวนโรงเรียนกวดวิชาในปี 2562 ที่มีจำนวน 2,652 แห่ง แต่ในปลายปี 2563 ลดลงเหลือ 1,941 แห่ง 

และล่าสุด ตัวเลข ณ เดือนสิงหาคม 2564 มีจำนวนโรงเรียนกวดวิชา 1,966 โรง (อยู่ระหว่างเลิกกิจการ 2 โรง, เลิกกิจการ 66 โรง และเพิกถอนใบอนุญาต 31 โรง)

สารพัดปัจจัยทำธุรกิจกวดวิชาลดลง

อันที่จริงแล้วจำนวนโรงเรียนกวดวิชาไม่ได้ลดลงด้วยสาเหตุจากสถานการณ์โควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่แนวโน้มการลดลงของโรงเรียนกวดวิชาเองมีมาสักระยะก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์หลายๆ แห่ง มองไว้คล้ายๆ กันว่า ทิศทางของโรงเรียนกวดวิชามีแนวโน้มที่ลดลงมาจาก

-สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้ปกครองที่มีความกังวลด้านการเงิน และต้องคิดหนักมากขึ้นกว่าเดิมในการควักเงินออกมาใช้จ่าย ซึ่งเหตุนี้เองก็อาจจะทำให้ผู้ปกครองบางส่วนไม่ได้ส่งบรรดาลูกๆ หลานๆ เรียนกวดวิชามากเหมือนเก่า แต่เลือกเฉพาะเท่าที่จำเป็น

-จำนวนประชากรเด็กเกิดน้อยลง เมื่อจำนวนประชากรเกิดใหม่น้อยลงก็ย่อมส่งผลให้ประชากรวัยเด็กลดลงตามไปด้วย ส่งผลในระยะยาว ทำให้ตลาดโรงเรียนกวดวิชาที่เคยใหญ่มากๆ ก็เล็กลงตามไปด้วย

สำนักงานสถิติแห่งชาติเพิ่งรายงานผลสำรวจประชากรเด็กและวัยรุ่นล่าสุดว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือจากปี 2553 ถึงปี 2563 ประชากรเด็กและวัยรุ่นได้ลดจาก 17.2 ล้านคน เหลือ 15.1 ล้านคน

-รูปแบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงแทบจะตลอดเวลา จากเดิมที่เป็นระบบเอนทรานซ์ ก็มีการปรับเปลี่ยนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นแอดมิชชั่น GAT, PAT หรือกับล่าสุด TCAS  ทำให้เด็กนักเรียนเลือกเรียนเฉพาะวิชามากขึ้น

-การแข่งขันของโรงเรียนหรือสถาบันกวดวิชามีสูง แม้จะมีสถาบันกวดวิชาที่ปิดกิจการไปบ้าง แต่สถาบันกวดวิชาที่เหลืออยู่ต่างก็ต้องหาจุดแข็งของตัวเองเผื่อดึงดูดให้เด็กนักเรียนมาเรียนมากขึ้น และเพราะเด็กนักเรียนมีทางเลือกมากขึ้นไม่ได้ยึดติดกับชื่อสถาบันกวดวิชามากเท่าก่อน เมื่อการเรียนการสอนของสถาบันที่เรียนอยู่ยังไม่ตอบโจทย์ ในอนาคตเด็กเหล่านี้ก็พร้อมจะเปลี่ยนไปเรียนสถาบันอื่นได้ตลอด 

-เทคโนโลยี ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเด็กนักเรียนไม่ได้หาคำตอบได้จากแค่ในตำราอีกต่อไป แต่สามารถค้นหาทุกอย่างได้ผ่านเทคโนโลยี ผ่านโลกอินเทอร์เน็ต การเปิดสาขาของสถาบันกวดวิชาเยอะๆ แบบเดิมแค่เพียงอย่างเดียวคงไม่ตอบโจทย์ในสมัยนี้

โรงเรียนกวดวิชาเจ้าใหญ่ๆ มีรายได้เยอะแค่ไหน 

พาดูรายได้ของโรงเรียน สถาบันกวดวิชาเจ้าดังย้อนหลัง 3 ปี แต่ละเจ้ามีรายได้เท่าไรกันบ้าง

We by The Brain (บริษัท วี บาย เดอะ เบรน จำกัด)

2561 : รายได้ 480 ล้านบาท กำไร 3.9 ล้านบาท

2562 : รายได้ 397 ล้านบาท ขาดทุน 45 ล้านบาท

2563 : รายได้ 282 ล้านบาท ขาดทุน 64 ล้านบาท


OnDemand (บริษัท ออนดีมานด์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด)

2561 : รายได้ 618 ล้านบาท กำไร 96 ล้านบาท

2562 : รายได้ 678 ล้านบาท กำไร 76 ล้านบาท

2563 : รายได้ 730 ล้านบาท กำไร 129 ล้านบาท

 

Enconcept (บริษัท เอ็นคอนเซ็ปท์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด)

2561 : รายได้ 322 ล้านบาท กำไร 20 ล้านบาท

2562 : รายได้ 289 ล้านบาท กำไร 22 ล้านบาท

2563 : รายได้ 201 ล้านบาท กำไร 2 ล้านบาท

 

DA'VANCE (บริษัท ดีวีพี กรุ๊ป จำกัด) 

2561 : รายได้ 99 ล้านบาท กำไร 4 แสนบาท

2562 : รายได้ 84 ล้านบาท ขาดทุน 4.7 ล้านบาท

2563 : รายได้ 49 ล้านบาท ขาดทุน 15 ล้านบาท

 

เคมีอาจารย์อุ๊ (บริษัท วรรณสรณ์ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด)

2561 : รายได้ 374 ล้านบาท กำไร 27 ล้านบาท

2562 : รายได้ 377 ล้านบาท กำไร 31 ล้านบาท

2563 : รายได้ 286 ล้านบาท กำไร 24 ล้านบาท

 

หรือเพราะระบบการศึกษาไทย... เด็กจึงยังต้องเรียนกวดวิชา

เป็นคำถามที่ถูกพูดถึง และได้ยินมานานเรื่องของระบบการศึกษาของไทยดีพอหรือยัง

 ในมุมมองของผู้เขียนเองที่ก็เคยผ่านวัยเรียนเหล่านั้นมาแล้ว และเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กที่เรียนกวดวิชามากอยู่ในระดับหนึ่งเช่นกัน มองว่า เพราะระบบการศึกษาของไทยไม่ได้ตอบโจทย์ และไม่ได้สอนให้ตัวเด็กค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบเท่าที่ควรจะเป็น กลายเป็นว่าเด็กแข่งกันเรียนเพื่อเอาไปสอบเท่านั้น และพอต้องเข้าไปใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยจริงๆ สิ่งที่เรียนมาก็แทบจะไม่ได้ใช้  ซึ่งระบบการศึกษาของไทยนี่แหละเป็นส่วนหนึ่งที่เชฟระบบการกวดวิชาขึ้นมา

และเอาเข้าจริง เด็กนักเรียน หรือโรงเรียน สถาบันกวดวิชา ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาที่รอคอยการแก้ไขอยู่คือ ระบบการศึกษาของไทยนี่เอง 

แต่เพื่อไม่เป็นการตัดสินด้วยตัวเอง ไทยรัฐพลัสได้ไปพูดคุยสอบถามเด็กนักเรียนในชุมชนละแวกใกล้เคียงที่พัก เสียงที่ตอบกลับมาหลายเสียงแตกต่างกันออกไป บ้างให้เหตุผลว่าที่ต้องไปเรียนกวดวิชานั้นเพราะเรียนในโรงเรียนแล้วไม่เข้าใจ และข้อสอบที่ต้องสอบก็ยากกว่าในที่โรงเรียนสอน จึงต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม เพราะที่สถาบันกวดวิชาจะมีแท็กติก เคล็ดลับให้ทำข้อสอบได้มากขึ้น

บางคนก็บอกว่า เขาไม่ได้เรียนพิเศษมากเท่าคนอื่น แต่เรียนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น เพราะค่าเรียนแต่ละวิชาไม่ใช่ถูกๆ หรือบางคนก็เลือกที่จะไม่เรียนก็มีเช่นกัน 

ซึ่งสอดคล้องกับที่ พัท-ภูมภัสส์ หิรัญวีวิชญ์ เคยพูดคุยกับไทยรัฐพลัสถึงปัญหาและความทุกข์ยากของเด็กนักเรียนชั้น ม.6 ในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย (TCAS) ประจำปีการศึกษา 2564 บางช่วงบางตอนเขายกตัวอย่างตารางชีวิตให้ฟังว่า  

“หลังจากตื่นนอนตอนเช้า ต้องรีบจัดการธุระส่วนตัวให้เสร็จ เพื่อเริ่มอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ”

“ผมตื่น 07.30 น. ในหนึ่งวันเราจะติว 2 ชั่วโมง เว้น 1 ชั่วโมง ติวกับเพื่อนบ้าง ออกไปเรียนติวกับอาจารย์ข้างนอกบ้าง ทำแบบนี้วนไปตั้งแต่เช้าจนค่ำ”

ตารางชีวิตแบบนี้อาจไม่ต่างจากนักเรียน ม.6 ทั่วประเทศมากนัก และพัทเชื่อว่า เป็นไปได้ที่บางคนจะต้องเจอการเรียนที่หนักกว่า และมีตารางชีวิตที่โหดกว่า 

สอดคล้องกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ทำผลสำรวจ โครงการ ‘การศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนเพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21’ หนึ่งในหัวข้อนั้นคือ ‘การกวดวิชาในบริบทของระบบการศึกษาไทย ณ ศตวรรษที่ 21’ พบว่า 

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สัดส่วน 67.02 เปอร์เซ็นต์ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สัดส่วน 52.70 เปอร์เซ็นต์ กวดวิชานอกเวลาเรียนปกติ และยังพบว่าครูในโรงเรียน สัดส่วน 35 เปอร์เซ็นต์ มีรายได้อื่นนอกจากอาชีพครู โดย 52.05 เปอร์เซ็นต์ของครูที่มีรายได้อื่นมาจากการสอนพิเศษของโรงเรียน และ 15.38 เปอร์เซ็นต์ ของครูที่มีรายได้อื่น มาจากการเป็นติวเตอร์ 

กวดวิชา สะท้อนความเหลื่อมล้ำ

จากที่ได้พูดคุยกับเด็กนักเรียนเหล่านี้มา อีกสิ่งที่สะท้อนออกมาคือ ‘ความเหลื่อมล้ำ’ เพราะแม้ว่าจะมีเด็กที่อยากเรียนกวดวิชา แต่ด้วยฐานะของทางบ้านที่ไม่อาจเอื้ออำนวยให้สามารถเรียนพิเศษอย่างที่หวังได้ เลยทำให้ดูเหมือนว่า การเรียนกวดวิชา นั้นสงวนสิทธิ์ให้กับเด็กหรือครอบครัวที่มีรายได้พอที่จะจ่ายเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาอย่างเดียว แต่ยังส่งผลถึงการใช้ชีวิต และหน้าที่การงานในอนาคตด้วยเช่นกัน

กวดวิชายังจำเป็นไหม หรือจำเป็นยิ่งขึ้นกว่าเดิม? 

คำถามต่อมาคือ แล้วกวดวิชายังจำเป็นหรือไม่ แล้วธุรกิจกวดวิชาจะเดินไปในทิศทางไหน

ครูหวาย เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่งที่มีสาขาอยู่ในจังหวัดศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ให้มุมมองกับไทยรัฐพลัสไว้ว่า ถ้าถามว่าการกวดวิชายังจำเป็นหรือไม่นั้น คำตอบคือยังจำเป็น แต่ในปัจจุบันและอนาคตต่อไปจุดประสงค์ในการเรียนกวดวิชาอาจจะไม่ได้เหมือนก่อนที่ว่าเรียนเพื่อเอาไปสอบแข่งขันอย่างเดียว แต่การเรียนกวดวิชาในอนาคตคือการเรียนเพื่อเรียนรู้สังคม เรียนรู้ตัวเองมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่านักเรียนยังต้องการมาเรียนกวดวิชาอยู่ นั่นคือ ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ในห้องเรียนหนึ่งๆ มีนักเรียนมากถึง 40-50 คน เป็นไปไม่ได้เลยว่า ครู 1 คน จะสามารถทำให้นักเรียนทั้งห้องเข้าใจเนื้อหาได้แบบเท่าเทียมกันหมด เพราะเด็กแต่ละคนมีความต่างออกไป จึงทำให้ผู้ปกครองต้องส่งลูกตัวเองมาเรียนพิเศษกลุ่มย่อยๆ เพื่อให้รู้เท่าทันกับเด็กคนอื่น และยิ่งไปกว่านั้นสถานการณ์โควิด-19 ยังเป็นแรงผลักดันให้นักเรียนมาเรียนกวดวิชามากขึ้นเช่นกัน

เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาแห่งนี้ระบุว่า หลังจากที่รัฐบาลได้คลายล็อกดาวน์ให้โรงเรียนกวดวิชาสามารถกลับมาเปิดการสอนได้อีกครั้ง ปรากฏว่ากลับมีเด็กนักเรียนมาเรียนเพิ่มขึ้นมาก และสิ่งที่พบหลังจากที่เด็กหยุดเรียนไปนั้นพบว่า เด็กมีพัฒนาการที่ลดลง รวมถึงการปรับตัวในการเรียนออนไลน์ของระบบการศึกษาไทยที่เสียงสะท้อนคือ ไม่ได้เข้าใจในบทเรียน และบางครอบครัวก็ไม่อาจจะเข้าถึงได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้การเรียนกวดวิชายังคงจะยังมีต่อไป

สอดคล้องกับ อนุสรณ์ ศิวะกุล ประธานชมรมการศึกษาทางเลือก อดีตนายกสมาคมครู และผู้บริหารโรงเรียนกวดวิชา ที่เคยให้มุมมองกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ และตั้งคำถามไว้ว่า ความจำเป็นที่ต้องเรียนกวดวิชามีอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยบังคับให้ต้องเรียนกวดวิชาหรือไม่ เช่น ใช้ทั้ง GPA และคะแนนสอบ เด็กจึงต้องแข่งขันกันทำคะแนนเพื่อให้สอบติดในคณะที่ต้องการ 2.โรงเรียนสอนไม่ตอบโจทย์หรือไม่ หากระบบเปิดกว้าง ไม่ได้บังคับสอบ และโรงเรียนตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ เด็กก็ไม่จำเป็นต้องเรียนกวดวิชา

“ถามว่า ธุรกิจสถาบันกวดวิชา ยังจำเป็นอยู่หรือไม่ ยังจำเป็นมากที่เด็กต้องหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้มีความมั่นใจในการสอบมากยิ่งขึ้น เพราะในระบบยังมีการแข่งขัน ถึงแม้ว่าทุกวันนี้มหาวิทยาลัยยังมีที่นั่งว่างมากก็ตาม เพราะเด็กน้อยลง แต่คณะที่มีความต้องการในตลาดสูง รายได้ดี เช่น แพทย์ วิศวะ เด็กก็ยังต้องแข่งขันสอบวิชาที่บังคับอยู่ จึงยังจำเป็นต้องเรียนกวดวิชาอยู่”

 ทั้งหมดนี้คือบางแง่ บางมุมของการเรียนกวดวิชาที่ถามว่ายังจำเป็นอยู่หรือไม่ เด็กนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลายทั้งหลายน่าจะให้คำตอบได้ดี ส่วนธุรกิจกวดวิชาที่จะเดินไปต่อได้อย่างไรในยุคนี้และยุคต่อไปต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แต่จะปรับอย่างไร เป็นโจทย์ที่บรรดาสถาบันกวดวิชาต้องไปคิดกัน 



อ้างอิง : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 1   2 , สสส.

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow