Humberger Menu

จะช่วยประชาชนทั้งที รัฐควรทำให้คนเข้าถึงเงิน แบบไม่มีเงื่อนไขเยอะ

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • สารพัดโครงการช่วยเหลือประชาชนของรัฐ ทั้งโครงการเราชนะ โครงการ ม.33 รวมถึงโครงการคนละครึ่ง จุดประสงค์คือ การช่วยประชาชน ลดค่าครองชีพ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ แต่กลับมีเงื่อนไขไม่ได้ตอบโจทย์การใช้จ่ายของประชาชน
  • สิ่งที่ประชาชนต้องการคือ ‘เงินสด’ ที่จะสามารถนำไปใช้จ่ายใดๆ ก็ได้ตามความจำเป็นของแต่ละคน แต่ละครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าเทอม ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้กลับไม่สามารถนำเงินที่ได้มาที่อยู่ในแอปฯ เป๋าตัง ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไปใช้ได้
  • จึงเป็นคำถามตามมาว่า รัฐบาลควรทบทวนความสมเหตุสมผล ทบทวนว่าสิ่งที่รัฐควรทำตั้งแต่แรกคืออะไร มากกว่าการมาไล่บี้ ตามเช็กบิลประชาชนในวันที่ประชาชนรายได้หาย และเงินออมไม่มีเหลือ เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 แต่มาตรการที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดมากมายของรัฐบาลเอง ไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างครอบคลุมและถูกวิธี มิใช่หรือ


#เรียกเงินคืนโครงการรัฐ คือแฮชแท็กร้อนแรงที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียทั้งในทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊ก เมื่อวานนี้ หลังจากบรรดาพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการบางรายที่เข้าร่วมโครงการรัฐไม่ว่าจะเป็น โครงการเราชนะ โครงการ ม.33 รวมถึงโครงการคนละครึ่ง ได้รับหนังสือแจ้งจากกระทรวงการคลังว่าต้องทำการคืนเงินให้กับรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไข

มีการตั้งข้อสังเกตว่า ร้านค้าที่โดนหนังสือเรียกเงินคืนจากรัฐบาลอาจเข้าข่ายร้านค้าที่รับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด โดยหักค่าธรรมเนียม 10 เปอร์เซ็นต์ หรือร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนข้ามจังหวัด เป็นต้น

ประเด็นดังกล่าวกลายมาเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีทั้งกลุ่มที่เห็นด้วย และเห็นต่าง บ้างก็บอกว่ารัฐบาลระบุระเบียบข้อบังคับชัดเจนอยู่แล้ว ในเมื่อทำผิดเองก็ต้องรับผิดชอบ บ้างก็บอกว่าก็เพราะรัฐบาลที่แม้จะออกโครงการมาช่วยเหลือประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กฎเกณฑ์ที่กำหนดมาก็ไม่ได้ช่วยอย่างแท้จริงหรือไม่

จึงเป็นคำถามตามมาว่า รัฐบาลควรทบทวนความสมเหตุสมผล ทบทวนว่าสิ่งที่รัฐควรทำตั้งแต่แรกคืออะไร มากกว่าการมาไล่บี้ ตามเช็กบิลประชาชนในวันที่ประชาชนรายได้หาย และเงินออมไม่มีเหลือ เนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์โควิด-19 แต่มาตรการที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดมากมายของรัฐบาลเองไม่ได้ช่วยเหลือประชาชนได้อย่างครอบคลุมและถูกวิธี มิใช่หรือ 

Cr.ภาพจากทวิตเตอร์

 

หากไล่ย้อนไปดูแต่ละโครงการ ทั้งโครงการเราชนะ โครงการ ม.33 รวมถึงโครงการคนละครึ่ง สารพัดโครงการที่รัฐบาลออกมานั้น วัตถุประสงค์คือ การช่วยประชาชนลดค่าครองชีพ บรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพิ่มสภาพคล่องให้ร้านค้ารายย่อย กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ แต่...

- ประชาชนกลับต้องแย่งกันลงทะเบียน กรอกข้อมูลเยอะแยะมากมาย กว่าจะได้รับสิทธิ์ใดสิทธิ์หนึ่งมาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วความช่วยเหลือเงินเยียวยาต่างๆ จากรัฐบาลควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทั้งประเทศที่ควรจะได้รับเหมือนๆ กันทุกคนใช่หรือไม่

นอกจากต้องแย่งกันลงทะเบียน (ตอนนี้โครงการคนละครึ่ง ไม่ต้องแย่งแล้ว เพราะยังมีสิทธิ์เหลืออีกหลักแสนสิทธิ์) แล้วก็ยังมีประชาชนอีกหลายคน โดยเฉพาะผู้สูงวัย หรือคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ได้เข้าถึงโครงการ ด้วยเหตุผลหลายประการ แม้รัฐบาลจะอำนวยความสะดวกด้วยการให้ธนาคารกรุงไทยช่วยเหลือในการลงทะเบียนรับสิทธิ์ของผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนแล้วก็ตาม แต่พ่อค้า แม่ค้าบางกลุ่มที่ไม่ได้มีสมาร์ทโฟนใช้ กลายเป็นว่าพวกเขากลับเสียโอกาสในการมีรายได้ไปแบบเฉยๆ

- โครงการที่รัฐบาลทำออกมานั้นใช้ได้แค่บางอย่าง ซื้อสินค้า บริการได้แค่บางกลุ่ม ที่ไม่ได้ตอบโจทย์ของประชาชนทุกคน ประชาชนทุกคนอาจไม่ได้ต้องการเงินแค่ซื้ออาหาร หรือบริการบางประเภทที่กำหนดไว้ แต่ประชาชนมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็นต้องจ่าย อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าผ่อนบ้าน และอื่นๆ ที่ไม่สามารถใช้การสแกนผ่านแอปฯ ได้ และเพราะความไม่ตอบโจทย์นี้หรือไม่ ผู้คนถึงต้องเอาเงินในแอปฯ ที่ได้มานั้นไปแลกเป็น ‘เงินสด’ มาใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นต้องจ่าย

สิ่งที่ประชาชนสามารถทำได้จากเงินเยียวยาของรัฐที่ตีกรอบไว้ก็คือ การซื้อสินค้า/บริการจริงตรงตามมูลค่าที่สแกนจ่าย ไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการทอนเงินสด หรือรับแลกสินค้า/บริการคืนเป็นเงินสดไม่ว่ากรณีใด

แม้จะมีเสียงจากการทักท้วงของประชาชนถึงมาตรการเยียวยาจากรัฐ อย่างโครงการเราชนะ ที่รัฐบาลสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือประชาชน วงเงินไม่เกิน 3,500 บาท/คน/เดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน โดยจะจ่ายเป็นรายสัปดาห์ผ่านแอปฯ เป๋าตัง จนครบ 8 สัปดาห์ ว่า อยากได้เป็นเงินสด เพราะต้องการไปใช้จ่ายอย่างอื่นมากกว่า

อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยให้เหตุผลไว้เมื่อช่วงต้นปี 2564 ระบุว่า

"ส่วนสาเหตุว่าทำไมไม่ให้เงินในโครงการเราชนะเป็นเงินสดนั้น เพราะดูจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน เห็นว่ามีประชาชนจำนวนมากกดเงินสดที่ตู้เอทีเอ็ม ทำให้ใช้เวลารอต่อแถวนาน และเพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อ รวมทั้งเมื่อคนใช้ตู้เอทีเอ็มพร้อมกันเยอะๆ อาจทำให้ระบบของตู้มีปัญหา อีกทั้งเพื่อให้เงินเข้าสู่กระเป๋าได้ทันทีโดยไม่ต้องกดเงิน รองรับสังคมไร้เงินสด จึงตัดสินใจเติมเงินเข้าระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ (G-Wallet) ในแอปพลิเคชันเป๋าตัง"

- หนึ่งในข้อบังคับจากมาตรการช่วยเหลือของรัฐคือ การซื้อ-ขายสินค้าและ/หรือบริการ ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องมีการทำธุรกรรมซื้อขายและสแกน QR Code เพื่อชำระค่าสินค้าและ/หรือบริการกันแบบพบหน้า (face-to-face) โดยไม่มีการดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ หรือผ่านคนกลาง ไม่ว่าด้วยวิธีการใด 

นั่นหมายความแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า ประชาชนไม่สามารถซื้อ ผู้ประกอบการไม่สามารถขายของ/บริการผ่านออนไลน์ได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วหากถามว่าการซื้อของออนไลน์ การซื้อของข้ามเขตกับผู้ประกอบการรายย่อยๆ เป็นการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านในประเทศตามที่รัฐอยากให้เป็นหรือไม่

คำตอบก็คือ ใช่ เพียงแต่เป็นการจับจ่ายอีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องพบหน้ากันเท่านั้นเอง

และในวันที่ผู้ประกอบการร้านค้าแบกรับต้นทุนไม่ไหวจากทั้งมาตรการล็อกดาวน์ ข้อจำกัดต่างๆ การมีหน้าร้านและให้ลูกค้ามาซื้อ มาใช้บริการอย่างเดียว ก็ไม่อาจจะทำให้อยู่รอด สิ่งที่ผู้ประการทำคือ การปรับตัวไปอยู่ในโลกออนไลน์ แต่ไฉนระเบียบ ข้อจำกัดที่รัฐกำหนดให้นี้กลับไม่เอื้ออำนวยให้ร้านค้ารายย่อยมีสภาพคล่องต่อไปได้ 

-ก่อนหน้านี้ก็มีประเด็นที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกจดหมายเตือนผู้ให้บริการเดลิเวอรีบางรายที่ทำผิดเงื่อนไขการชำระเงินโครงการคนละครึ่ง คือ การชำระเงินด้วยวิธีการผ่านคนกลาง ขณะที่โครงการคนละครึ่งเฟส 3 ที่รัฐเพิ่งจะเพิ่มให้ผู้บริการเดลิเวอรีสามารถเข้าร่วมโครงการ และสามารถให้ประชาชนใช้คนละครึ่งผ่านในแอปฯ ได้แล้วนั้น ก็กลายเป็นคำถามตามมาว่า เมื่อแอปฯ เหล่านี้สามารถเข้าร่วมโครงการได้ แล้วทำไมร้านค้าออนไลน์อื่นๆ ไม่สามารถทำได้

สำหรับกรณี #เรียกเงินคืนโครงการรัฐ ที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในตอนนี้ ที่มีพ่อค้า แม่ค้าได้รับหนังสือแจ้งจากกระทรวงการคลังว่า

เนื่องจากท่านมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายไม่ปฏิบัติตาม หรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์เงื่อนไขของโครงการฯ และไม่ได้จัดส่งเอกสารชี้แจงโต้แย้งมาในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเป็นไปตามความยินยอมที่ท่านได้ให้ไว้ขณะเข้าร่วมโครงการฯ จึงต้องขอให้ท่านดำเนินการคืนเงินได้รับจากโครงการฯ คืนให้แก่รัฐบาล ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายฉบับนี้

 

Cr.ภาพจากทวิตเตอร์
 

ข้อสังเกตที่เจอคือ ร้านค้าที่ได้รับหนังสือเรียกเงินคืนจากรัฐบาลอาจเข้าข่าย ร้านค้าที่รับสแกนแล้วแลกเป็นเงินสด โดยหักค่าธรรมเนียม 10 เปอร์เซ็นต์ หรือร้านค้าออนไลน์ที่รับสแกนข้ามจังหวัด เป็นต้น 

แม้พ่อค้าแม่ค้าที่ออกมาเผยแพร่เอกสารต่างๆ จะยอมรับว่าได้กระทำผิดจริง และบางส่วนก็พร้อมที่จะให้ปรับ แต่จำนวนตัวเลขที่เผยแพร่ออกมาที่มีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท และต้องคืนเงินทั้งหมดภายใน 30 วัน ก็ดูจะเป็นประเด็นปัญหาที่ว่า ร้านค้ามีต้นทุนที่เสียไปแล้ว ขายสินค้าไปแล้ว แบบนี้ต้องไปเรียกเก็บจากผู้ที่ซื้อสินค้าด้วยหรือไม่ และการเรียกเก็บเงินคืนทั้งก้อนในสถานการณ์ยากลำบากของประชาชนเช่นนี้ คงไม่สามารถเป็นไปได้

ขณะที่ในวันนี้ (11 ตุลาคม 2564) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นการดำเนินการตรวจสอบผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไข ในโครงการเราชนะ โดยมีรายละเอียดสรุปได้ตามข้างล่างนี้

สศค. ได้กำหนดแนวทางเพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดวัตถุประสงค์ของโครงการฯ อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาสิทธิ์ของประชาชนที่ได้รับในโครงการฯ และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในโครงการฯ ที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคำยินยอม (consent) ที่ได้ตกลงไว้ จึงได้จัดตั้งคณะทำงานพิจารณาตรวจสอบข้อมูลและเรื่องร้องเรียนสำหรับโครงการเราชนะ เพื่อติดตามตรวจสอบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ อย่างใกล้ชิด

ในกรณีที่พบการกระทำที่ฝ่าฝืน เช่น การรับแลกวงเงินสิทธิ์เป็นเงินสด เป็นต้น จะดำเนินการระงับสิทธิ์การเข้าร่วมโครงการฯ และร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขยายผลการสืบสวนสอบสวนต่อไป

สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานกับผู้ที่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ หรือเงื่อนไขของโครงการฯ มีดังนี้

1.การระงับสิทธิ์ชั่วคราวการใช้แอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เมื่อพบพฤติกรรมที่ผิดปกติในธุรกรรมการใช้จ่าย เช่น จุดรับเงินของแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ขยับไปมาระยะไกล ธุรกรรมเต็มจำนวนวงเงินสิทธิ์เป็นจำนวนมาก เป็นต้น และแจ้งให้ผู้ประกอบการให้ติดต่อกลับเพื่อชี้แจงโต้แย้ง ภายใน 14 วัน ซึ่งเมื่อครบกำหนดแล้วจะนำเอกสารชี้แจงโต้แย้งของผู้ประกอบการที่ได้รับเข้าสู่การพิจารณาของคณะทำงานฯ

2.เมื่อได้พิจารณาเอกสารหลักฐานของผู้ประกอบการแล้วเห็นว่า ผู้ประกอบการกระทำการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ฯ ดังกล่าวจริง หรือกรณีที่ผู้ประกอบการไม่ชี้แจงโต้แย้งพร้อมส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องภายในระยะเวลาที่กำหนด จะได้มีหนังสือประทับตราแจ้งผลวินิจฉัยและขอให้ชำระเงินคืนให้แก่โครงการฯ และผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนดังกล่าวนี้

3.เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามข้อ 2. แล้ว กรณีไม่มีการชี้แจงหรือข้อมูลหลักฐานประกอบการอุทธรณ์ หรือไม่มีการชำระเงินคืนให้แก่โครงการฯ รวมถึงกรณีอุทธรณ์มา แต่คณะทำงานฯ พิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ก็จะได้มีหนังสือแจ้งผู้ประกอบการอีกครั้ง โดยหากผู้ประกอบการยังไม่ชำระเงินคืน ก็จะต้องดำเนินการเรียกร้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการต่อไป 

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้ระงับสิทธิ์ถาวรผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ แล้ว จำนวน 2,099 ราย และได้ออกหนังสือประทับตราแจ้งผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ‘เราชนะ’ เพื่อคืนเงินที่ได้รับ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดให้ผู้ประกอบการขออุทธรณ์ได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือประทับตรา (ขั้นตอนตามข้อ 2.)

ดังนั้น เพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ของท่าน จึงขอให้ผู้ประกอบการชี้แจงเหตุผล พร้อมยื่นเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ สศค. ภายในระยะเวลาที่กำหนด (เช่น ใบเสร็จรับเงินเพื่อแสดงต้นทุนสินค้า หลักฐานการจัดส่งสินค้า เอกสารแสดงสินค้าคงคลัง รวมถึงภาพถ่ายสถานประกอบการ เป็นต้น) เพื่อนำสู่กระบวนการพิจารณาของคณะทำงานฯ และกระบวนการขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป

 

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ เหตุการณ์จะไม่เกิดขึ้นเลยหากการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนจากรัฐบาลเป็นไปในรูปแบบและวิธีที่ควรจะเป็น คือ ‘ไม่ควรมีเงื่อนไขเยอะ’ ตั้งแต่แรก และให้ประชาชนสามารถนำเงินที่ได้มาไปใช้จ่ายตามแต่วัตถุประสงค์ของแต่ละบุคคล เพราะความจำเป็นของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน 

ท้ายที่สุดแล้วคือต้องออกมาตรการเยียวยาช่วยเหลือในแบบที่เข้าใจประชาชนอย่างแท้จริง


อ้างอิง : เราชนะ, คนละครึ่ง

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow