Humberger Menu

ไทยพร้อมเปิดประเทศต้อนรับ แต่ประเทศในลิสต์พร้อมเที่ยว (ไทย) แค่ไหน?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
Summary
  • 1 พฤศจิกายน 2564 ไทยเตรียมเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวไทยได้แบบไม่ต้องกักตัว เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสช่วงไฮซีซั่นการท่องเที่ยวส่งท้ายปี
  • แต่ยังมีข้อกังขาในประเด็นเดิมๆ ในเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อ และอัตราการฉีดวัคซีนของไทยยังไม่ได้ตามเป้า และที่สำคัญคือยังไม่เห็นประเทศไหนที่ผ่อนคลายมาตรการให้ท่องเที่ยวจากภายนอกประเทศมาเที่ยว ก่อนการเปิด-ผ่อนคลายภายในให้คนในประเทศได้ท่องเที่ยวและใช้ชีวิต
  • แม้ประเทศที่มีชื่อในลิสต์ส่วนใหญ่เมื่อมาเที่ยวแล้วกลับไปไม่ต้องกักตัว แต่ก็ยังเป็นคำถามที่ตามว่า พลเมืองประเทศเหล่านั้นจะอยากมาเที่ยวไทยหรือไม่ และถ้ามาแล้วจะคุ้มเสี่ยงมากแค่ไหน


“…ในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศที่เป็นนักท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยต่างค่อยๆ เริ่มอนุญาตให้ประชาชนของเขาเดินทางได้ โดยไม่มีเงื่อนไขที่ยุ่งยากมากมายอย่างเช่น อังกฤษ ตอนนี้เพิ่งจะอนุญาตให้ประชาชนเดินทางมาประเทศไทยได้โดยไม่ยุ่งยาก หรืออย่าง สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ก็เพิ่งเริ่มผ่อนคลายเงื่อนไข ในการเดินทางไปต่างประเทศของประชาชน

“ความคืบหน้าที่เกิดขึ้นแบบนี้ เราเอง แม้ยังต้องระมัดระวัง แต่ก็ต้องเดินหน้าให้ไว เพื่อไม่ให้เสียโอกาสที่อย่างน้อยเราจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาได้บ้างในช่วงเทศกาลเดินทางท่องเที่ยววันหยุดสิ้นปี ใน 3 เดือนข้างหน้านี้ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการทำมาหากินของประชาชนนับล้านๆ คนในภาคการท่องเที่ยว การเดินทาง และภาคธุรกิจพักผ่อนหย่อนใจ และบันเทิง รวมถึงภาคธุรกิจอื่นอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น วันนี้ ผมได้สั่งการให้ ศบค. และ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมพิจารณา โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มเปิดรับการเดินทางเข้าประเทศไทย…” 

คำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในแถลงการณ์ด่วนเมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 ตุลาคม 2564) ซึ่งระบุด้วยว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วจากประเทศความเสี่ยงต่ำอย่างน้อย 10 ประเทศเข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัว 

หลังจากจบการแถลง ก็เกิดคำถามและการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมากมายในโลกโซเชียลในแบบเดิมๆ ที่ว่า ไทยพร้อมแค่ไหนกับการเปิดประเทศ ที่นับถอยหลังจากวันนี้ก็เหลือเวลาเพียง 18 วัน กับประเด็นเดิมๆ ที่ต้องพิจารณาคือ 

จำนวนผู้ติดเชื้อ ที่แม้เราจะเห็นตัวเลขจากการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ในทุกๆ วันมีแนวโน้มลดลงจากช่วงก่อนหน้าพอสมคววร แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้สามารถไว้วางใจได้ มีผู้ติดเชื้อในช่วง 7 วันที่ผ่านมาราวๆ วันละกว่า 10,000 คน

ส่วนจำนวนการฉีดวัคซีนก็ไม่ได้ใกล้เคียงกับเป้าหมายตัวเลขการฉีดครบโดสที่ 70 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร 

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (13 ตุลาคม 2564 เวลา 23.14 น.) พบว่า

  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 1 สะสม : 36,428,748 ราย (54.22 เปอร์เซ็นต์)
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม : 24,629,963 ราย (36.66 เปอร์เซ็นต์)
  • จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 3 สะสม : 1,804,251 ราย (2.69 เปอร์เซ็นต์)

แต่จากถ้อยแถลงในวันนั้นก็อนุมานได้ว่า รัฐยอมที่จะเสี่ยงเจ็บ เพื่อแลกกับเม็ดเงินที่จะเข้ามาจากภาคธุรกิจการท่องเที่ยวในช่วงส่งท้ายปีนี้ ดีกว่าปิดประเทศแล้วพลาดโอกาสทำเงินจากการท่องเที่ยว แต่ก็ยังมีข้อกังขาที่ว่า เอาเข้าจริงก็แทบจะไม่เห็นประเทศไหนเปิดประเทศด้วยการรับคนจากภายนอกประเทศก่อนที่จะคลายล็อกดาวน์ หรือเปิดกิจกรรมภายในประเทศก่อน

โดยการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวอย่างน้อย 10 ประเทศ ในครั้งนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไข

 -นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัว สำหรับผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว และเดินทางเข้าประเทศไทยโดยทางอากาศจากประเทศที่กำหนดว่า เป็นประเทศความเสี่ยงต่ำ

-เมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย ต้องแสดงตัวว่าปลอดเชื้อโควิด-19 โดยต้องมีหลักฐานผลการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR ซึ่งทำการตรวจก่อนเดินทางออกจากประเทศต้นทาง และจะมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย

-หลังจากนั้นจึงสามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับที่คนไทยปกติทั่วไปสามารถทำได้ 

ก่อนที่จะเห็นว่า การเปิดประเทศครั้งนี้จะสำเร็จเป็นไปตามเป้าของรัฐบาลที่วางไว้หรือไม่นั้น ไทยรัฐพลัส ชวนส่องประเทศในลิสต์ที่ไทยพร้อมต้อนรับ แล้วประเทศเหล่านั้นพร้อมเดินทางด้วยหรือไม่ 

5 ประเทศที่มีชื่อแน่ๆ แล้วจากคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี 

 จีน

จีนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักและเป็นชาติที่มาท่องเที่ยวมากที่สุดในไทยมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นจีนดูจะเป็นประเทศความหวังของไทยในการเปิดประเทศครั้งนี้ แต่ก็อาจจะหวังได้ไม่สุดทางเพราะทางการจีนเปิดประเทศกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก ยังไม่ได้เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว หรือเปิดให้ชาวจีนเดินทางออกมาท่องเที่ยวต่างประเทศได้ง่ายดายขนาดนั้น

สถานการณ์ของจีนตอนนี้ เมื่อคนจีนออกนอกประเทศมาแล้ว และจะกลับเข้าประเทศ หรือแม้แต่คนต่างชาติที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศจีนจะต้องกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดให้ 14 วัน และกลับไปกักตัวเองที่บ้านต่ออีก 7 วัน เท่ากับว่ามาเที่ยวแล้วต้องกลับไปกักตัวมากถึง 21 วัน ซึ่งการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจีนของไทยนี้ก็ยากเกินกว่าจะคาดหวัง แม้จีนจะฉีดวัคซีนครบโดสที่ 70.78 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรแล้วก็ตาม ส่วนอัตราการติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในจีนในรอบ 7 วันที่ผ่านมาก็มีเฉลี่ยแค่ราวๆ วันละ 20 รายเท่านั้น

สิงคโปร์

แนวทางของรัฐบาลสิงคโปร์ภายใต้ผู้นำอย่าง ลี เซียนลุง คือพยายามฟื้นฟูประเทศให้กลับมาเป็นศูนย์กลางการบินอีกครั้ง และเตรียมการสู่วิถีปกติใหม่ที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโควิด-19 หนึ่งในนั้นคือการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว 

สิงคโปร์เริ่มทำ Vaccinated Travel Lane (SC/PR) นำร่องไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาด้วยการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากบรูไน และ เยอรมนี และเพิ่มรายชื่ออีก 8 ประเทศคือ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีผลตั้ง 18 ตุลาคม เป็นต้นไป และเกาหลีใต้ที่เริ่มมีผลตั้งแต่ 14 พฤศจิกายน โดยประเทศที่อยู่ในรายชื่อเหล่านี้สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องกักตัว แต่ต้องมีการตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง (ภายใน 48 ชั่วโมงก่อนเดินทาง และอีกครั้งเมื่อเดินทางมาถึง) และเมื่อพลเมืองสิงคโปร์ออกไปเที่ยวในกลุ่มประเทศเหล่านี้เมื่อกลับมาก็ไม่ต้องกักตัวเช่นกัน พร้อมกับกำลังพิจารณาประเทศอื่นๆ ต่อไป ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่มีรายชื่อประเทศไทยอยู่ในลิสต์

ทั้งนี้ สิงคโปร์มีการฉีดวัคซีนประชากรแบบครบโดสแล้ว 78.17 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้ติดเชื้อในรอบ 7 วันที่ผ่านมารวม 22,014 ราย เฉลี่ยวันละกว่า 3,000 ราย 

อังกฤษ

หลังจากที่ก่อนหน้านี้อังกฤษขึ้นลิสต์ประเทศไทยให้อยู่ใกลุ่ม Red List หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงมาก หากนักท่องเที่ยวเดินทางออกจากไทยหรือผ่านไทยในช่วง 10 วันก่อนหน้า จะไม่สามารถเดินทางเข้าสหราชอาณาจักรได้ ยกเว้นแต่เป็นชาวสหราชอาณาจักรเท่านั้น 

ล่าสุดเมื่อต้นเดือนตุลาคม อังกฤษถอดประเทศไทยออกจาก Red List  แล้ว ทำให้ผู้ที่เดินทางจากไทยหรือผ่านไทย สามารถเข้าสหราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องกักตัว เมื่อได้รับวัคซีนที่สหราชอาณาจักรรับรองครบโดสแล้ว แต่ก็จะต้องมีผลตรวจโควิด-19 ประกอบเช่นกัน ขณะที่หากยังได้รับวัคซีนไม่ครบหรือเป็นวัคซีนที่ไม่ได้รับรองก็จะต้องกักตัว 10 วัน และตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง

สำหรับอัตราการฉีดวัคซีนครบโดสของอยู่ที่ 66.29 เปอร์เซ็นต์ ส่วนจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในรอบ 7 วันที่ผ่านมารวม 268,374 รายหรือเฉลี่ยวันละ 40,000 ราย

เยอรมนี

แม้เยอรมนี จะอนุญาตให้ผู้เดินทางจากประเทศนอกสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ที่ได้รับวัคซีนตามกำหนดแล้วอย่างน้อย 14 วัน สามารถเดินทางเข้าเยอรมนีเพื่อท่องเที่ยวได้ โดยวัคซีนที่ได้รับการรับรอง คือ วัคซีนที่องค์การยาแห่งสหภาพยุโรป (European Medicines Agency: EMA) ให้การรับรองแล้วเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่เมื่อเดือนสิงหาคม เยอรมนีได้จัดประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูง ทำให้การมาเที่ยวไทยของชาวเยอรมันเมื่อกลับไปประเทศแล้วจะต้องพิจารณาเงื่อนไขในการกักตัวเช่นกัน

ในเอกสารระบุว่าผู้ที่เดินทางหรืออยู่กลุ่มประเทศเสี่ยงเมื่อเดินทางเข้าเยอรมนี จะต้องทำการลงทะเบียนเข้าประเทศผ่านเว็บไซต์ และมีผลตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เป็นลบก่อนการเข้าประเทศ และต้องกักตัวภายในที่พักเป็นเวลา 10 วัน หรือไม่ต้องกักตัวเมื่อแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ครบถ้วนที่ได้รับการรับรอง

สำหรับอัตราการฉีดวัควีนครบโดสของเยอรมนีปัจจุบันอยู่ที่ 65.4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการติดเชื้อใหม่ในรอบ  7 วันที่ผ่านมา มีราวๆ 70,000 ราย เฉลี่ย 10,000 ราย/วัน

สหรัฐอเมริกา

สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันก็มากที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน จำนวนผู้ติดเชื้อย้อนหลัง 7 วัน รวม 634,694 ราย เฉลี่ยวันละ 90,000 ราย ขณะที่การฉีดวัคซีนของสหรัฐเข็มแรกครอบคลุมจำนวนประชากรแล้ว 65.6 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการฉีดวัคซีนครบโดสอยู่ที่ 56.6 เปอร์เซ็นต์

สำหรับทิศทางการเปิดประเทศของสหรัฐนั้นล่าสุด สหรัฐอเมริกาเตรียมผ่อนปรนมาตรการรับนักเดินทางต่างชาติ โดยจะเปิดรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส จาก 33 ประเทศ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ประกอบไปด้วยนักเดินทางจีน, อินเดีย, บราซิล และประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปที่อยู่ในกลุ่มเชงเก้น โดยผู้เดินทางจะต้องแสดงหลักฐานการฉีดวัคซีนครบโดส ก่อนขึ้นเที่ยวบินมุ่งหน้าไปยังสหรัฐฯ และมีผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นลบ

ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศนั้น สหรัฐอเมริกาแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ตั้งแต่ประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ กลุ่มประเทศเสี่ยงปานกลาง กลุ่มประเทศเสี่ยงสูง และกลุ่มประเทศเสี่ยงสูงมาก สำหรับไทยถูกจัดให้อยู่ในลิสต์กลุ่มประเทศเสี่ยงสูงมาก (Very High) ที่ต้องหลีกเลี่ยงในการเดินทาง หรือหากต้องการเดินทางก็ควรจะต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดสก่อน กรณีที่ฉีดวัคซีนแล้วแต่ยังไม่ครบโดสก็สามารถเดินทางได้ แต่เมื่อกลับเข้าสหรัฐแล้วจะต้องทำการกักตัวเอง (Self-Quarantine) เป็นเวลา 7 วัน (หรือ 10 วัน กรณีไม่ได้ตรวจ)

ทั้งนี้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสหรือยังไม่ครบโดสหลังกลับมาจากท่องเที่ยวต้องทำการตรวจโควิด-19 หลังจากเดินทางแล้ว 3-5 วัน และสังเกตอาการตัวเองอย่างใกล้ชิด 


ส่วนรายชื่อประเทศความเสี่ยงต่ำที่จะสามารถเข้าไทยโดยไม่ต้องกักตัวนั้นที่เหลือนั้นที่คาดว่าจะเปิดเผยหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ชุดใหญ่ในวันนี้ ทว่าล่าสุด นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.แถลงถึงผลประชุมวันนี้ (14 ตุลาคม) ถึงประเด็นแผนรองรับการเปิดประเทศ 1 พ.ย. นี้ ที่จะมีการเปิดรับประเทศที่เสี่ยงต่ำอย่างน้อย 10 ประเทศ เช่น อังกฤษ สิงคโปร์ เยอรมนี จีน และสหรัฐอเมริกา นั้นว่า

ในที่ประชุม ได้มีการพูดคุย ให้ยกเลิกการกำหนดประเทศที่เป็นความเสี่ยง โควิด-19 เนื่องจากเป็นเรื่องเดิม ต่างประเทศก็มีการยกเลิกเช่นเดียวกัน อีกทั้งเกณฑ์ต่างๆ เหล่านั้นไม่เหมาะกันสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังให้กำหนดเกณฑ์มาตรการส่วนบุคคล กำหนดการเข้าราชอาณาจักร เช่น การได้รับวัคซีน การตรวจ RT-PCR การกักกัน และเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆ เป็นปัจจัยที่สำคัญมากกว่า

ทั้งนี้สรุปแล้วมีการเห็นชอบ คือ

1.ให้เข้าประเทศแบบไม่กักตัว ไม่จำกัดพื้นที่ แต่ยังไม่มีการแจ้งประเทศเพิ่มเติม

2.ยกเลิกการกำหนดประเทศที่เป็นความเสี่ยง โควิด-19

3.เห็นชอบแผนการรองรับเปิดประเทศ และแผนเร่งรัดในการเปิดประเทศ

แม้การสื่อสารที่ออกมาจะดูกลับไปกลับมาเอาจะไปในทิศทางไหน แต่ทั้งหมดของการส่งสัญญาณการเปิดประเทศที่ภาคธุรกิจ เอกชน ต่างขานรับ ก็ต้องรอลุ้นและภาวนากันว่าเมื่อเปิดประเทศแล้วก็ขออย่าให้เกิดคลัสเตอร์ระลอกใหม่ขึ้นอีก  

และความสำคัญที่มากกว่าการที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาต้องฉีดวัคซีนให้ครบโดส คือการเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนในประเทศให้ครบโดส และคลายล็อกดาวน์ให้ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ได้ก่อนมากกว่า

 

อ้างอิง :

moph, worldometers cdc.gov, ica.gov.sg, thaiembbeij.org auswaertiges, bangkok.diplo.de, impfdashboard, gov.uk, thaigov

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow