Humberger Menu

‘หุ้นกู้’ สินทรัพย์การลงทุนของโลกเก่าจะไปทางไหนในโลกการเงินสมัยใหม่

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
เศรษฐา ทวีสิน
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • เศรษฐา ทวีสิน ผู้บริหารคนดังแห่งแสนสิริ เขียนบทความแสดงความเห็นเรื่อง ‘หุ้นกู้’ ว่ากลไกของตลาดหุ้นกู้ยังไม่ค่อยสอดคล้องกับไอเดีย ‘ประชาธิปไตยทางการเงิน’
  • ถึงเวลาแล้วที่ควรทำให้คนธรรมดาสามัญเข้าถึงหุ้นกู้ได้อย่างเท่าเทียมและโปร่งใส เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ของโลกการเงินยุคดิจิทัลที่เน้นความโปร่งใส และความเท่าเทียม


โลกการเงินหมุนไปอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาเสริมการทำธุรกรรม ไม่ว่าจะเป็นเงินคริปโต บล็อกเชน หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่นับวันก็จะฉลาดขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เราเห็นคือความเปลี่ยนแปลงที่คนธรรมดาสามัญสามารถเข้าถึงสินทรัพย์เพื่อการลงทุนเพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเองได้หลากหลายทางเลือกมากขึ้น ผ่านโครงสร้างของระบบต่างๆ ที่มีความโปร่งใส และมีความเป็น ‘ประชาธิปไตยทางการเงิน’ (democratisation of finance) มากขึ้น

“การกระจายอำนาจและสิทธิ์ในการบริหารธุรกรรมการเงินการลงทุนให้คนธรรมดาสามัญ เพื่อที่ทุกคนที่มีสิทธิ์นั้นๆ จะได้เท่าเทียมกัน ไม่มีใครยืนอยู่เหนือกว่าหรือมีสิทธิ์มากกว่าใคร” นี่คือไอเดียสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงความมั่งคั่งส่วนบุคคล 

‘ตราสารหนี้’ หรือ ‘หุ้นกู้’ ก็นับว่าเป็นสินทรัพย์การลงทุนชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักลงทุนเองและตัวองค์กรที่ต้องการระดมทุน ผลตอบแทนสำหรับนักลงทุนมีความน่าสนใจและชัดเจนกว่า ถ้าเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยธนาคารช่วงนี้ และมีตัวเลือกมากมาย โดยในปีนี้คาดการณ์กันว่าประเทศไทยจะมีหุ้นกู้ออกขายมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว แต่ต้องบอกว่ากลไกของตลาดหุ้นกู้ยังไม่ค่อยสอดคล้องกับไอเดีย ประชาธิปไตยทางการเงิน ที่ผมกล่าวด้านบนสักเท่าไร

แล้วปัญหาของมันคืออะไร? ถ้าผมมองในมุมของนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งอย่างเท่าเทียม ก็รู้กันอยู่ว่านักลงทุนประเภทสถาบันรายใหญ่จะมีโอกาสเข้าถึงหุ้นกู้มากกว่ารายย่อย ผ่านกลไกปัจจุบันที่ทั้งตลาดแรกและตลาดรองเป็นการซื้อขายแบบ OTC (Over the Counter) ผ่านสถาบันการเงินตัวกลาง หรือ dealer ซึ่งปกติมักจะเป็นการขายให้รายใหญ่ไม่กี่ราย เพราะขายลอตใหญ่ ง่ายกว่า เร็วกว่า ไม่ต้องเสียเวลามากกับการจัดระบบหลังบ้าน เพื่อรองรับการซื้อขายของรายย่อยหลายๆ ราย นอกจากนี้แล้ว ปกติรายการซื้อหุ้นกู้ขั้นต่ำที่ตั้งกันไว้ที่ 100,000 บาท ก็ยังเป็นข้อแม้ที่นักลงทุนรายย่อยมือใหม่ๆ เข้าถึงได้ค่อนข้างยาก

ซื้อขายตลาดแรกก็เป็น OTC แล้ว ตลาดรองของหุ้นกู้ก็ยังใช้กลไก OTC เช่นกัน เป็นการยกหูคุยตกลงราคาแบบวงปิดระหว่าง 3 ฝ่าย ซึ่งโดยมากก็จะเป็นการซื้อขายลอตใหญ่ๆ ไม่ต่างกับเมื่อออกขายครั้งแรก นอกจากนี้แล้วกลไกการขายแบบ OTC นี้ ยังทำให้ dealer ตัวกลางมีส่วนได้ส่วนเสียกับส่วนต่างราคาที่ถูกนำเสนอขายด้วย จะเห็นได้ว่าแตกต่างจากระบบการขายแบบกระดานแลกเปลี่ยนของตลาด ‘ตราสารทุน’ หรือ ‘หุ้น’ ที่โปร่งใส มีการแสดงราคาเสนอขาย เสนอซื้อ ให้ทุกคนบนกระดานเห็นเหมือนกันหมด และตัวกลางได้แค่ค่า commission ในอัตราที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา 

ดังนั้นผมจึงมองว่าตลาดรองของหุ้นกู้ก็ควรจะเป็นระบบกระดานแลกเปลี่ยนเช่นกันครับ แม้จะมีเงื่อนไขเช่นเรื่องอัตราดอกเบี้ย เรตติ้งของหุ้นกู้มาเป็นปัจจัย แต่อย่างไรผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง

นอกจากนี้แล้วคงจะไม่ผิดนัก ถ้าผมบอกว่า กลไกตลาดแรกและตลาดรองของหุ้นกู้ขัดกับเทรนด์ของโลกการเงินในยุคดิจิทัลที่เน้นความโปร่งใส ความเท่าเทียม และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ยิ่งตอนนี้มีตัวช่วยขับเคลื่อนเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่น การแยกส่วน (fractionalize) ผ่านระบบบล็อกเชน ซึ่งเริ่มใช้แพร่หลายแล้ว ทำไมไม่เอาเทคโนโลยีพวกนี้มาลองใช้ดู โดยเฉพาะกับตลาดรองของหุ้นกู้ ลองนึกภาพตลาดนักลงทุนรายย่อยสามารถแยกย่อยเลือกซื้อ fraction ของหุ้นกู้กระจายพอร์ตตัวเองด้วยเงินไม่กี่แสนผ่านกลไกดังกล่าว ผมว่าฟังดูแล้วน่าสนใจมากทีเดียวที่อำนาจในการเลือกถูกกระจายไปอยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยให้มีโอกาสเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เปิดโอกาสในการเข้าถึงความมั่งคั่งได้เท่าเทียมกันมากขึ้น

ยิ่งกว่านั้นแล้ว ผมอยากให้มองอีกด้านของเหรียญด้วย จะเห็นได้ว่าความอุ้ยอ้ายของกลไกปัจจุบันทำให้หุ้นกู้เป็นสินทรัพย์การลงทุนที่มีสภาพคล่อง หรือ liquidity ค่อนข้างต่ำ ถ้าหากตลาดรองของหุ้นกู้เป็นระบบกระดานแลกเปลี่ยน และมีสภาพคล่องสูง จะทำให้นักลงทุนอีกหลายๆ ราย โดยเฉพาะรายย่อยสนใจที่จะลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น ซึ่งหมายความว่าบริษัทต่างๆ จะระดมทุนด้วยหุ้นกู้ได้ง่ายขึ้น และมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง และจะส่งผลให้บริษัทเล็กๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งถือเป็นการสร้างธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอีกด้วย 

เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย หากกลไกของสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างดีและเป็นเครื่องมือในการระดมทุนที่ไม่ซับซ้อนอย่างหุ้นกู้ ไม่สามารถถูกเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและโปร่งใส ไม่มีตลาดรองในรูปแบบกระดานแลกเปลี่ยน ทั้งที่เทคโนโลยีก็ก้าวไปถึงไหนแล้ว ผมว่าถึงเวลาที่เราต้องกลับมามองเรื่องนี้อย่างจริงจังครับ


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
เศรษฐา ทวีสิน
ประธานอำนวยการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารที่เป็นนักอ่าน นักคิด นักเขียน

Follow