Humberger Menu

5 ทศวรรษ ‘ไทยยูเนี่ยน’ จาก SME ไทยเติบใหญ่จนเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • BEHIND The BRANDS ซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวความสำเร็จของบริษัทหรือแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น เริ่มต้นตอนแรกด้วยเรื่องราวของ ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU บริษัทไทยระดับโลกที่เป็น ‘ผู้นำ’ ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก
  • คำว่าเป็น ‘บริษัทระดับโลก’ นั้นใหญ่แค่ไหน อธิบายได้ด้วยตัวเลขที่ว่า ณ สิ้นปี 2020 ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีบริษัทย่อย 69 บริษัท อยู่ในทวีปเอเชีย 21 บริษัท (ในไทย 16 บริษัท) ในทวีปยุโรป 34 บริษัท ในทวีปแอฟริกา 5 บริษัท ทวีปอเมริกา 9 บริษัท ยังไม่นับบริษัทร่วม และบริษัทร่วมค้าอีกมากกว่า 10 บริษัท กระจายอยู่ในทวีปต่างๆ
  • การเดินทาง 44 ปีที่ผ่านมา มีกลยุทธ์ที่ทำให้ก้าวกระโดดจากบริษัทเล็กๆ ไปเป็นบริษัทระดับโลกได้อย่างไร ไทยรัฐพลัสได้สัมภาษณ์ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมาเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจนี้


มีบริษัทไทยบริษัทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จใหญ่โตเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมที่พวกเขาทำอยู่ บริษัทนั้นชื่อว่า ‘ไทยยูเนี่ยน’ ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก 

สินค้าของไทยยูเนี่ยนที่กระจายอยู่ทั่วโลก ส่งให้ประธานและซีอีโอผู้กุมทิศทางของบริษัทมานาน 3 ทศวรรษ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ‘ผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก’ และได้รับฉายา ‘ราชาทูน่าโลก’ 

BEHIND The BRANDS ซีรีส์ที่ไทยรัฐพลัสจะเล่าเรื่องราวความสำเร็จของบริษัท หรือแบรนด์ไทยที่ประสบความสำเร็จโดดเด่น เลือกเริ่มต้นตอนแรกของเราด้วยการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของบริษัทไทยรายนี้ 

การเดินทาง 4 ทศวรรษที่ผ่านมา ไทยยูเนี่ยนก้าวกระโดดจากบริษัทในไทยไปเป็นบริษัทระดับโลกได้อย่างไร และในปัจจุบัน ทศวรรษที่ 5 ไทยยูเนี่ยนจะเติบโตไปในทิศทางไหน อย่างไร ไทยรัฐพลัสได้สัมภาษณ์ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) ถึงเรื่องราวเส้นทางและกลยุทธ์การเติบโตของไทยยูเนี่ยน ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต และรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมมาร้อยเรียงเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจนี้สู่ผู้อ่าน 


ไทยยูเนี่ยน คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการอาหารทะเลโลก  

‘ไทยยูเนี่ยน’ ที่เรากำลังพูดถึงนี้มีชื่อเต็มๆ ว่า บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทสัญชาติไทยที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ใช้ชื่อย่อ TU ธุรกิจหลักของไทยยูเนี่ยนคือ ธุรกิจแปรรูปอาหารทะเล ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในอเมริกาและยุโรป  

อาจจะชวนสงสัยว่า ที่ว่าเป็น ‘บริษัทระดับโลก’ นั้นใหญ่แค่ไหน เราขออธิบายด้วยตัวเลขว่า ณ สิ้นปี 2020 ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป มีบริษัทย่อย 69 บริษัท อยู่ในทวีปเอเชีย 21 บริษัท (ในไทย 16 บริษัท) ในทวีปยุโรป 34 บริษัท ในทวีปแอฟริกา 5 บริษัท ทวีปอเมริกา 9 บริษัท ยังไม่นับบริษัทร่วม และบริษัทร่วมค้าอีกมากกว่า 10 บริษัท กระจายอยู่ในทวีปต่างๆ 

ผลิตภัณฑ์ของไทยยูเนี่ยน ณ ปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป, กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่เยือกแข็ง แช่เย็น, กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า, กลุ่มผลิตภัณฑ์ Marine Ingredients (ส่วนประกอบอาหาร) และกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง 

ในปี 2020 ไทยยูเนี่ยนมีรายได้รวม 132,402 ล้านบาท เป็นกำไร 6,246 ล้านบาท แยกสัดส่วนรายได้ตามหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ 3 หน่วย ดังนี้ 

1. ธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป (อาหารทะเลกระป๋อง ทั้งปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล และปลาเฮอร์ริง) รายได้ 62,724 ล้านบาทคิดเป็น 47 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้รวม 

2. ธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็ง แช่เย็น และสินค้าที่เกี่ยวข้อง รายได้ 49,605 ล้านบาท คิดเป็น 38 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม 

3. ธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และอื่นๆ รายได้ 20,073 ล้านบาท คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม 

แผนที่การทำธุรกิจของไทยยูเนี่ยน 

โปรดักต์ของไทยยูเนี่ยนที่ครอบคลุมกระจายอยู่ทั่วโลกทำให้ ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไทยยูเนี่ยน ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ราชาทูน่าโลก’ และได้รับยกย่องจาก IntraFish สื่อเฉพาะทางอุตสาหกรรมอาหารทะเลให้เป็น ‘ผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล’ ซึ่งเจ้าตัวยิ้มแล้วบอกว่าไม่ได้สนใจกับฉายา หรือตำแหน่งเหล่านี้เท่าไร 


ทูน่ากระป๋องแบรนด์ดังในตลาดโลกเป็นของบริษัทไทย

ผลิตภัณฑ์สำคัญที่ทำรายได้มากเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งของรายได้ทั้งหมดของไทยยูเนี่ยนคือ อาหารทะเลแปรรูปในรูปแบบกระป๋อง ผลิตภัณฑ์หลัก คือ ปลาทูน่ากระป๋อง ซึ่งแบ่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง คิดเป็นสัดส่วน 57 เปอร์เซ็นต์ และอีก 43 เปอร์เซ็นต์เป็นรายได้จากการรับจ้างผลิตหรือผลิตตามสัญญาการขาย (สัดส่วนจากยอดขายปี 2020)    

ฉายา ‘ราชาทูน่าโลก’ ของธีรพงศ์ จันศิริ ไม่ได้มาเพราะความบังเอิญ แต่ได้มาเพราะไทยยูเนี่ยนเป็นผู้ผลิตปลาทูน่าบรรจุกระป๋องรายใหญ่ที่สุดในโลก 

ถ้ามาดูเฉพาะแบรนด์ของบริษัทเอง ไทยยูเนี่ยนเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องเกือบ 10 แบรนด์ ครอบคลุมในตลาดใหญ่ๆ ทั้งอเมริกา และยุโรป ซึ่งหลายแบรนด์เป็นผู้นำในตลาดของประเทศนั้นๆ ดังนี้ 

(ส่วนแบ่งทางการตลาด ปี 2020) 

  • Sealect ครองส่วนแบ่ง 9.8 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศไทย และครองส่วนแบ่ง 54.4 เปอร์เซ็นต์ของตลาดปลาทูน่าบรรจุกระป๋องในประเทศไทย 
  • Chicken of the Sea ครอง 14.3 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋อง ในสหรัฐอเมริกา
  • King Oscar ครองส่วนแบ่ง 66.7 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าส่วนแบ่งตลาดปลาซาร์ดีนพรีเมียมในสหรัฐอเมริกา และครองส่วนแบ่ง 13.0 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าตลาดรวมอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศนอร์เวย์
  • John West ครองส่วนแบ่ง 32.6 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในสหราชอาณาจักร
  • Petit Navire ครองส่วนแบ่ง 26.8 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศฝรั่งเศส
  • Parmentier ครองส่วนแบ่ง 2.9 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศฝรั่งเศส
  • Mareblu ครองส่วนแบ่ง 5.7 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศอิตาลี
  • Rügen Fisch บวกกับ Hawesta ครองส่วนแบ่ง 23.8 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ารวมตลาดอาหารทะเลแปรรูปประเภทบรรจุกระป๋องในประเทศเยอรมนี

 

 

การเดินทางและการขยายอาณาจักร 4 ทศวรรษที่ผ่านมา 

ก่อนจะขยายธุรกิจไปในต่างประเทศจนกลายเป็นบริษัทระดับโลกอย่างที่เห็น ไทยยูเนี่ยน มีจุดเริ่มต้นเป็นบริษัทขนาดเล็ก ก่อตั้งในปี 1977 (พ.ศ. 2520) ชื่อเมื่อแรกก่อตั้งคือ บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด ทำธุรกิจผลิตปลาทูน่าแปรรูปบรรจุกระป๋อง โรงงานแห่งแรกอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร มีพนักงานทั้งบริษัทเพียง 200 คน 

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) เล่าไทม์ไลน์การเติบโตของไทยยูเนี่ยนจากมุมมองของเจ้าของและหัวเรือใหญ่ที่พาบริษัทออกตะลุยทุกน่านน้ำว่า ‘กลยุทธ์’ ที่ไทยยูเนี่ยนใช้ในแต่ละทศวรรษนั้นแตกต่างกันมาก  

“ทศวรรษแรกเป็นเรื่องความอยู่รอด เพราะเราเพิ่งเริ่มต้น เราเป็นเอสเอ็มอี เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตปลากระป๋องเล็กๆ มีพนักงานแค่ 200 คน ช่วง 10 ปีแรกเป็นช่วงที่เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรามั่นใจว่าเราจะอยู่รอดได้ต่อมา ช่วงการเติบโตในทศวรรษที่ 2 คือเมื่อเราอยู่รอดแล้วจะทำอย่างไรให้อยู่ได้อย่างแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ก็เป็นช่วงเวลาของการกระจายความเสี่ยงจากการทำทูน่ากระป๋องอย่างเดียวไปเป็นการทำอาหารทะเลอื่นๆ ขยายธุรกิจเข้าสู่อาหารทะเลแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง” 

“ทศวรรษที่ 3 เป็นการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ เป็นการลงทุนในเรื่องแบรนด์สินค้าอย่างมากมาย และทศวรรษที่ 4 เป็นเรื่องการขยายขอบเขตอาณาจักรของเราให้กว้างมากยิ่งขึ้น เป็น global organization มากยิ่งขึ้น”

share

ในไทม์ไลน์เกือบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตของไทยยูเนี่ยนไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่เป็นแบบ ‘ก้าวกระโดด’ อย่างหิวกระหายความสำเร็จ 

ผู้บริหารสูงสุดของไทยยูเนี่ยนชี้ให้เห็นจุดก้าวกระโดดบนเส้นทางของไทยยูเนี่ยนว่า ก้าวกระโดดแรกคือการออกไปลงทุนในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1997 โดยเข้าไปซื้อกิจการ Chicken of the Sea ซึ่งนั่นเป็นการออกไปต่างประเทศครั้งแรกของบริษัทปลากระป๋องจากเมืองไทย ที่เริ่มออกเผชิญโลกกว้างก็มุ่งไปยังประเทศที่เป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 ของโลก หลังจากนั้น การก้าวกระโดดครั้งที่สองคือ การเข้าไปซื้อกิจการในยุโรปเมื่อปี 2010 ซึ่งเมื่อเข้าไปแล้วก็ขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว 

หากพูดเป็นภาษาธุรกิจกว่านั้นคือ ไทยยูเนี่ยนเติบโตจากบริษัทไทยกลายเป็นบริษัทระดับโลกได้ด้วยกลยุทธ์การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (Mergers and Acquisitions: M&A) ในช่วงทศวรรษที่ 3 และ 4 นี่เอง 

สำหรับการเลือกเข้าไปลงทุนหรือซื้อกิจการใดๆ นั้น ธีรพงศ์บอกว่า ในอดีตเลือกเข้าไปลงทุนในแบรนด์ที่เป็นระดับผู้นำเท่านั้น อย่าง Chicken of the Sea เป็นแบรนด์อันดับ 3 ในอเมริกา John West เป็นอันดับ 1 ในอังกฤษ Petit Navire เป็นอันดับ 1 ในฝรั่งเศส และ Rügen Fisch เป็นอันดับ 1 ในเยอรมนี 


ทศวรรษปัจจุบันกับการลงทุนธุรกิจใหม่ที่หวังกำไรสูงกว่าเดิม  

ปัจจุบัน ไทยยูเนี่ยนก้าวเดินในทศวรรษที่ 5 ด้วยมุมมองที่ต่างไปจากเดิม คือต้องการเน้นความสามารถในการทำกำไรมากขึ้น ไม่เน้นการเติบโตของรายได้มากเหมือนในอดีต จึงมองหาธุรกิจใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์นี้ ขณะเดียวกันมุมมองเรื่องวิธีการลงทุนก็เปลี่ยนไป ไม่จำเป็นต้องซื้อเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เหมือนเมื่อก่อน

“ในทศวรรษใหม่ (2017-2026) เรามีการปรับเปลี่ยน เพราะเรามองว่าธุรกิจหลักของเราน่าจะอิ่มตัวพอสมควร เราจำเป็นจะต้องมองหาธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งห่างออกจากธุรกิจหลักของเรา เป็นธีม Healthy Living, Healthy Oceans การลงทุนก็เปลี่ยนจากการซื้อกิจการเป็นการทำ joint venture และดูแลธุรกิจที่มีโอกาสสูงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแยกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง การจัดตั้งธุรกิจใหม่เกี่ยวกับ ingredient เป็นการต่อยอดธุรกิจของเรา”

share

เฉพาะในปี 2020 และ 2021 ไทยยูเนี่ยนขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มมากมาย โดยเน้นลงทุนในธุรกิจใหม่ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยี เช่น บริษัท อัลเคมี ฟู้ดเทค บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ที่ทำธุรกิจนวัตกรรมอาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน, บริษัท มันนา ฟู้ดส์ จำกัด บริษัทโปรตีนจากแมลง และอีคอมเมิร์ซ จากสหรัฐอเมริกา, บริษัท ไฮโดรนีโอ เป็นบริษัทเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและเยอรมนี, มีการร่วมทุนกับไทยเบฟ (กลุ่มเบียร์ช้าง) ทำธุรกิจ functional beverage (เครื่องดื่มที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย) และการร่วมกับอินเตอร์ ฟาร์มา เพื่อจำหน่ายอาหารเสริมในช่องทางโรงพยาบาล และล่าสุดลงทุนใน บริษัท อาร์ แอนด์ บี ฟู้ด ซัพพลาย จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจวัตถุดิบที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร 

“ธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้เป็นธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสูงกว่าธุรกิจหลักของเรา ซึ่งก็เป็นไปตามกลยุทธ์ปี 2025 ของเราที่ต้องการจะเห็น gross profit margin (อัตรากำไรขั้นต้น) ที่ระดับ 17-18 เปอร์เซ็นต์ จนถึง 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และเราต้องการจะเห็นรายได้จากอินโนเวชั่นเป็นสัดส่วนมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2025” 


ส่วนธุรกิจที่มีอยู่เดิมก็มีการ spin-off ธุรกิจอาหารสัตว์เข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้เติบโตได้เต็มที่ และอยู่ในกระบวนการ spin-off ธุรกิจ pet care ซึ่งตั้งเป้าจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ให้ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีหน้า และมีแพลนจะนำ Red Lobster เชนอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NYSE ภายใน 4 ปีข้างหน้า  

ธีรพงศ์ บอกกุญแจความสำเร็จของการร่วมลงทุนด้วยว่า ต้องหาพาร์ตเนอร์ที่มีความเข้มแข็งที่จะใช้ความเข้มแข็งของแต่ละส่วนมารวมกัน “ที่สำคัญคือต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่ไว้ใจได้ พาร์ตเนอร์ที่ดี เหมือนกับที่เราไปลงทุนในอินเดีย พาร์ตเนอร์ที่อินเดียก็ดีมาก ผมคิดว่าพาร์ตเนอร์เป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จของการลงทุนร่วมกัน” 


ผลประกอบการดีในช่วงโควิด-19 แต่มีวิกฤติหนักเฉพาะตัว 

วิกฤติโควิด-19 ในปี 2020 ต่อเนื่องมาจนถึงตอนนี้ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของคนทั่วโลกและทำให้ธุรกิจเจอความยากลำบาก บางธุรกิจแทบเอาตัวไม่รอด แต่สำหรับไทยยูเนี่ยนได้รับผลกระทบไม่มาก ปี 2020 เป็นปีที่ไทยยูเนี่ยนมีผลประกอบการที่ดีเยี่ยม รายได้ 132,402 ล้านบาท กำไรสุทธิ 6,246 ล้านบาท กำไรเพิ่มขึ้น 19.70 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า 

ธีรพงศ์ให้รายละเอียดว่า ในช่วงแรกๆ ที่โควิด-19 ระบาด อาหารทะเลกระป๋องได้รับประโยชน์จากความวิตกกังวลของผู้บริโภค มีการซื้ออาหารกระป๋องตุนกันเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันอาหารทะเลแช่แข็งได้รับผลกระทบจากการที่ช่องทางการขายสำคัญอย่างโรงแรมและร้านอาหารหายไป โดยภาพรวมทั้งปี อาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋องยอดขายเป็นบวก อาหารทะเลแช่แข็งลดลง ส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นอีกกลุ่มที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 

ผลประกอบการที่ดีของไทยยูเนี่ยน ไม่ได้เป็นผลมาจากยอดขายในช่วงสถานการณ์โควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่หลักๆ เป็นผลมาจากการที่ไทยยูเนี่ยนเริ่มปรับเปลี่ยนองค์กรมาก่อนหน้านั้น 3 ปีแล้ว 

“เราทำมาตั้งแต่ปี 2017-2019 ช่วงนั้นเราได้รับผลกระทบค่อนข้างหลายเรื่อง ปี 2014-2015 เราโดนโจมตีจากเอ็นจีโอเรื่องความยั่งยืนของการจับปลาทูน่า และประเทศไทยโดนเรื่องการค้ามนุษย์ ยุโรปพูดถึงเรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย เรามีการขยายธุรกิจไปหลายบริษัทในช่วงนั้น ราคาวัตถุดิบก็สูงขึ้น ค่าเงินบาทแข็งขึ้น ปี 2016-2017 ผลประกอบการของเราลดลงไป ทำให้เราเริ่มกลับมาทบทวนว่าเราจะทำอย่างไรต่อ 

“สิ่งที่เราทำอันดับแรก คือ การตัดธุรกิจที่ไม่เพอร์ฟอร์ม เช่น การปิดโรงงานที่สกอตแลนด์ และเยอรมนี อะไรที่ไม่ดีเราตัดทิ้ง เราถอนตัวจากการลงทุนในตะวันออกกลาง นอกจากนั้น เรายังดูเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ที่ยุโรปเรามีการทำ Transformation Programme ตั้งแต่ปี 2019 เราจ้างที่ปรึกษามา เพื่อเพิ่มการทำกำไรของยุโรปให้มากยิ่งขึ้น”  


ธีรพงศ์เล่าอีกว่า ที่ผ่านมา ในวงรอบประมาณ 7-8 ปีจะมีวิกฤติเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ซึ่งไทยยูเนี่ยนก็ผ่านช่วงเวลาและปรากฏการณ์ที่เรียกว่าเป็น ‘วิกฤติระดับโลก’ มาแล้วหลายครั้ง แต่วิกฤติของคนอื่นมักจะไม่เป็นวิกฤติของไทยยูเนี่ยน เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยหลักที่คนจำเป็นต้องซื้อ จึงพูดได้ว่า ไทยยูเนี่ยนมักจะทำยอดขายได้ดีเมื่อเกิดวิกฤติ หรือวิกฤติของคนอื่นคือโอกาสของไทยยูเนี่ยน ก็ว่าได้ 

“สิ่งสำคัญขององค์กรเราคือ การทำตัวเองให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี เสริมสร้างความสามารถการแข่งขันให้ดี ดูแลต้นทุนให้ดี ดูแลวินัยทางการเงินให้ดี เราดูแลเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดวิกฤติเราจะยังอยู่ได้ดี และดีขึ้นไปกว่าปกติด้วย” 

ถ้าในวิกฤติระดับโลก ไทยยูเนี่ยนไม่เดือดร้อน แล้วความยากลำบากหรือวิกฤติที่หนักที่สุดตลอดประวัติศาสตร์ของบริษัทไทยยูเนี่ยนคืออะไร? หลายคนคงจะสงสัย 

ประธานและซีอีโอ เจ้าของตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลกตอบทันทีว่า ช่วงเวลายากลำบากที่สุดตลอด 44 ปีของไทยยูเนี่ยนคือช่วงระหว่างปี 2016 ถึง 2019 ที่บริษัทในสหรัฐอเมริกาโดนฟ้อง Antitrust (กฎหมายป้องกันการผูกขาด) 

“ผมว่าอันนี้วิกฤติที่สุดแล้ว เรื่องนี้ทำให้เราประสบปัญหายากลำบากถึง 3-4 ปี เราต้องเสียค่าใช้จ่ายทางด้านกฎหมายไปประมาณ 150 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงเวลาเดียวกันเรายังมีวิกฤติด้านภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมอาหารทะเลในเรื่องความยั่งยืน เรื่องการดูแลปฏิบัติต่อแรงงาน ก็จะเห็นว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่เราพยายามรักษาธุรกิจของเราให้อยู่รอด”

share

ถึงแม้เป็นช่วงที่ยากลำบาก แต่ช่วงนั้นไทยยูเนี่ยนก็ยังมีกำไรปีละ 3,000 กว่าล้านบาท และธีรพงศ์บอกอีกว่า ไทยยูเนี่ยนไม่เคยขาดทุนเลยสักไตรมาสเดียวตลอดประวัติของบริษัท 

“ช่วงเวลานั้นถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ผมไม่เคยเจออะไรที่ยากขนาดนั้น” เขาย้ำ และบอกต่อว่า “ช่วงเวลานั้น เทคโนโลยี ดิสรัปชัน เพิ่งเกิดขึ้นด้วย เราก็พยายามติดตามดูว่าเราต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อไม่ให้ถูกดิสรัปต์จากเทคโนโลยีต่างๆ ก็ผ่านมาได้ดีนะครับ ผมว่าวันนี้ไทยยูเนี่ยนมีความเข้มแข็งมากขึ้นไปกว่าเก่า และภาระต่างๆ ที่เคยมีในอดีตเราก็ขจัดออกไปเกือบหมดแล้ว เราอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างเข้มแข็ง เบาตัว คล่องแคล่ว ไม่มีกังวล เราโฟกัสกลยุทธ์ของได้อย่างสบายใจมากขึ้น” 


เป้าหมายเรื่องความน่าเชื่อถือ ผลักดันภาพรวมอุตสาหกรรมให้ดีขึ้น 

ไทยยูเนี่ยนเขียนวิสัยทัศน์ขององค์กรไว้ว่า “มุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในธุรกิจอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก ตลอดจนใส่ใจดูแลและรักษาทรัพยากรต่างๆ เพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง” 

‘น่าเชื่อถือ’ ในที่นี้ ธีรพงศ์ขยายความเพิ่มเติมว่า “อยากจะเป็นที่ไว้วางใจในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องคุณภาพ เรื่องความปลอดภัย เรื่องความถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการทำประมงที่ถูกต้อง วิธีการได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ถูกต้อง การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างถูกต้อง คือ trust ในภาพรวม ถ้าจะไว้ใจเราต้องไว้ใจเราได้ทุกเรื่อง”  

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ไทยยูเนี่ยนทำเริ่มเห็นผลเป็นความเชื่อถือจากองค์กรต่างๆ ล่าสุดได้รับการจัดอันดับจากดัชนี Seafood Stewardship Index (SSI) เป็นอันดับที่ 1 (ติดต่อกันเป็นปีที่ 2) สำหรับการทำงานตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยองค์การสหประชาชาติ

ในฐานะที่ได้รับยกย่องให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1 ในอุตสาหกรรมอาหารทะเลโลก ธีรพงศ์มีความมุ่งหวังว่า อยากเป็นส่วนสำคัญในการทำให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี อยากให้ไทยยูเนี่ยนมีส่วนผลักดันการทำการประมงให้ถูกต้อง การปฏิบัติต่อแรงงานให้ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน  

“ยังมีเรื่องที่เราต้องการจะผลักดัน อย่างเรื่องล่าสุดที่เราประกาศว่าเราจะทำที่เราจะเริ่มวันที่ 1 มกราคมปีหน้าคือ Full Employer Pay หมายความว่าเราจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทำงานกับเราในประเทศไทย รวมไปถึงค่าทำพาสสปอร์ต ค่าวีซ่า ค่าเดินทางมา อันนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมที่ผมคิดว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภาพรวมทั้งหมด เพราะเรานำไปแล้ว เราประกาศแล้ว ก็ดูว่าจะคนในอุตสาหกรรมจะตามไหม”

share

นอกจากจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อแรงงานแล้ว ธีรพงศ์หวังว่า จะเป็นการดึงดูดใจให้แรงงานต่างชาติอยากเข้ามาทำงานในประเทศไทย เป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเฉพาะไทยยูเนี่ยนเองก็ต้องการแรงงานอีกประมาณ 5,000 คน 

แต่ถ้าทำแล้วไม่ได้ดึงคนมาทำงานเพิ่มขึ้น ก็ไม่เป็นไร “อย่างน้อยเราทำให้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยในที่ทำงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิของพนักงานที่ถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งที่เราต้องการจะเห็น เราก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของอุตสาหกรรมทั้งหมดในประเทศ แต่เราเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับทั่วโลก เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ก็ยังมีส่วนอื่นๆ ในประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ และอาจจะยังไม่ได้ให้ความสนใจเท่าที่ควร ล่าสุดประเทศไทยถูกสหรัฐฯ ลดอันดับในรายงานการค้ามนุษย์ จาก Tier 2 เป็น Tier 2 Watch List อีกแล้ว” 

หัวเรือใหญ่ของบริษัทอาหารทะเลระดับโลกแสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ประเทศไทยยังมีงานที่ต้องทำอีกเยอะ การจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น ลำพังแค่อุตสาหกรรมอาหารทะเลยังไม่เพียงพอ ทุกอุตสาหกรรมจะต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ด้วยกัน 


ภาพ: ไทยยูเนี่ยน

อินโฟกราฟิก: สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow