Humberger Menu

3 ความเข้าใจผิดในตลาดแรงงานที่คลี่คลายโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • ด้วยวิธีคิดแบบเก่า ทำให้มัก 'เชื่อ' กันว่า การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้ธุรกิจพังทลาย และการรับผู้ลี้ภัย จะเข้ามาแย่งงานคนท้องถิ่น
  • เดวิด คาร์ด นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ หักล้างความเชื่อเดิม งานวิจัยของเขาพบว่า ค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ทำให้เกิดการเลิกจ้าง การเปิดรับผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้ทำให้คนท้องถิ่นถูกแย่งงาน และระดับการศึกษาไม่ได้ส่งผลต่อรายได้หลังเรียนจบมากเท่า 'คุณภาพการศึกษา'
  • คาร์ด ค้นหาความจริงผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ ด้วย 'การทดลองโดยธรรมชาติ' (natural experiment) ซึ่งนวัตกรรมเทคนิควิธีวิจัยนี้เอง ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2564 ร่วมกับสองนักเศรษฐศาสตร์ โจชัว แองกริสต์ จาก MIT และ กุยโด อิมเบนส์ จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้นำร่องระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causal Relationship)


ค่าแรงขั้นต่ำส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจ?

นโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัยกระทบอย่างไรต่อตลาดแรงงาน?

คุณภาพการศึกษาส่งผลอย่างไรต่อรายได้หลังเรียนจบ?

นี่คือ 3 คำถามสำคัญเกี่ยวกับตลาดแรงงาน ซึ่งในอดีต นักเศรษฐศาสตร์หาคำตอบผ่านสมการ แต่ เดวิด คาร์ด (David Card) นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ค้นหาความจริงผ่านหลักฐานเชิงประจักษ์ ด้วยนวัตกรรมเทคนิควิธีวิจัย 'การทดลองโดยธรรมชาติ' (natural experiment) และเป็นผลงานที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ในปี 2564 นี้ ร่วมกับสองนักเศรษฐศาสตร์ โจชัว แองกริสต์ (Joshua Angrist) จาก MIT และ กุยโด อิมเบนส์ (Guido Imbens) จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้นำร่องระเบียบวิธีวิจัยของการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล (Causal Relationship)


จากวิธีคิดเดิมๆ สู่ทฤษฎีใหม่ๆ

จากวิธีคิดแบบเดิม ที่หากดูคำตอบจากกราฟที่พิจารณาจากทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน การกำหนด 'ค่าแรงขั้นต่ำ' ก็ไม่ต่างจากการทำลายประสิทธิภาพในตลาด ที่แม้จะทำให้แรงงานบางกลุ่มรายได้เพิ่ม แต่การจ้างงานในภาพรวมก็จะลดลง เพราะนายจ้างต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนการ 'เปิดรับผู้ลี้ภัย' ก็เปรียบเสมือนการเพิ่มจำนวนแรงงานในตลาดที่จะมาแย่งงานคนท้องถิ่น ทำให้พวกเขาตกงาน หรือได้รับค่าแรงต่ำลง ขณะที่การ 'ลงทุนด้านการศึกษา' ก็ถูกตั้งคำถามอยู่บ่อยๆ ว่าคุ้มค่าเพียงใด

แม้คำอธิบายข้างต้นจะดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกลับแตกต่างในระดับที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือ 

งานวิจัยเชิงประจักษ์ที่อิงจากข้อมูลในโลกแห่งความเป็นจริงของ เดวิด คาร์ด ได้ลบล้างความเข้าใจผิดจากแบบจำลอง ริเริ่มแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายไม่ให้รังเกียจรังงอนนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ และต่อต้านผู้ลี้ภัย พร้อมกับกรุยทางทฤษฎีใหม่ๆ ให้งอกงาม เพื่อสร้างตลาดแรงงานที่เท่าเทียม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


ค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ได้ทำร้ายใคร

ทุกครั้งที่มีข่าวเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เราอาจตระหนกตกใจไปต่างๆ นานา ว่าจะทำให้เศรษฐกิจพังบ้าง คนจะตกงานจำนวนมาก หรือทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงบ้าง ประเด็นที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือการเลิกจ้างเพราะคิดกัน (เอาเอง) ว่านายจ้างจะแบกรับภาระต้นทุนไม่ไหว

เดวิด คาร์ด และ อลัน ครูเกอร์ (Alan Krueger) คู่หูนักเศรษฐศาสตร์ชั้นครูผู้ล่วงลับ ทดสอบสมมติฐานดังกล่าวในตลาดแรงงานสหรัฐอเมริกาช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แต่ละรัฐในอเมริกามีการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่แตกต่างกัน งานวิจัยชิ้นที่โด่งดังเลือกพื้นที่ศึกษาคือสองรัฐซึ่งมีขอบเขตติดกันแต่มีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำต่างกัน โดยหนึ่งในนั้นคือรัฐนิวเจอร์ซีย์ ที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำจากชั่วโมงละ 4.25 ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 5.05 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 20 เปอร์เซ็นต์ในชั่วข้ามคืน ขณะที่รัฐข้างเคียงอย่างเพนซิลเวเนียมีค่าแรงคงที่

หลายคนอาจคาดว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ แต่ความเป็นจริงแล้ว เมื่อเปรียบเทียบอัตราการจ้างงานระหว่างสองรัฐ กลับไม่พบผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ผลงานของทั้งสองถูกนำไปต่อยอดเป็นงานวิจัยหลายต่อหลายชิ้นที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างค่าแรงขั้นต่ำกับการจ้างงานในศตวรรษที่ 21 ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ก็สอดคล้องกับงานของคาร์ดและครูเกอร์

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ ทำไมแบบจำลองแบบเดิม ถึงทำนายผิดพลาดไปมากมายเช่นนั้น

คำอธิบายแรกคือ ต้นทุนแรงงานไม่ได้มีแค่ค่าจ้าง แต่ยังมีต้นทุนเรื่องกระบวนการรับสมัคร คัดเลือก และอบรมพนักงาน ค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มทำให้พนักงานลาออกน้อยลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนดังกล่าว ดังนั้นต้นทุนแรงงานในภาพรวมที่นายจ้างต้องแบกรับ จึงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมายอย่างที่หลายคนคิด

คำอธิบายที่สองคือ เรื่องผลิตภาพ มีการศึกษาพบว่า ค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มผลิตภาพในช่วงเวลาการทำงาน ส่งผลให้แรงงานสร้างมูลค่าให้บริษัทได้เพิ่มขึ้นหลังจากขึ้นค่าแรง 

คำอธิบายสุดท้ายเป็นเรื่องอำนาจในการต่อรองค่าแรงกับผู้ว่าจ้าง ในโลกแห่งความเป็นจริง ผู้ว่าจ้างย่อมมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าลูกจ้าง การกำหนดค่าแรง โดยเฉพาะค่าแรงของพนักงานรายได้ต่ำ จึงแทบจะอยู่ในมือนายจ้างล้วนๆ ภาวะดังกล่าวเรียกว่าตลาดที่อำนาจอยู่ในมือผู้ซื้อ (monopsony) นายจ้างในตลาดลักษณะนี้ย่อมฉวยโอกาสขูดรีด ‘ส่วนเกิน’ ของแรงงาน เพื่อแปลงเป็นกำไรในระดับที่เรียกได้ว่าไม่เป็นธรรม การที่เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ จึงเป็นเพียงการใช้อำนาจรัฐเพื่อบังคับถ่ายโอนส่วนที่ควรจะเป็นของลูกจ้างให้มาอยู่ในมือพนักงาน ไม่ใช่รวบเก็บเข้ากระเป๋านายทุนอย่างที่ผ่านมา


ผู้อพยพกับผลกระทบต่อตลาดแรงงาน

ไม่แปลกหรอกครับ ถ้าเราจะมองว่าผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย หรือแรงงานต่างด้าว จะเข้ามาแย่งงานคนในท้องถิ่น 

นี่คือความเชื่อที่ปรากฏในแทบทุกสังคม แถมยังตอกย้ำด้วยผลลัพธ์จากแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์ และถึงไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาก็เดาได้ไม่ยากว่า ถ้ามีแรงงานราคาถูกไหลทะลักเข้าในระบบ ก็ย่อมต้องเบียดขับแรงงานดั้งเดิมออกไป หรือไม่ก็ฉุดให้ค่าแรงโดยเฉลี่ยต่ำลง

นักเศรษฐศาสตร์เชื่อในทฤษฎีนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งถูกท้าทายโดยการศึกษาเชิงประจักษ์ของคาร์ด ที่หยิบเอาประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เหตุการณ์ผู้อพยพจากท่าเรือมาเรียล (Mariel Boatlift) ประเทศคิวบา หลังการขึ้นสู่อำนาจของ ฟิเดล คาสโตร เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้อพยพมาขึ้นฝั่งที่สหรัฐอเมริกา จำนวนกว่า 125,000 คน ราวครึ่งหนึ่งตัดสินใจตั้งรกรากที่รัฐไมอามี นี่คือภาวะแรงงานทะลักเข้าสู่ตลาด เพราะในเวลาไม่กี่เดือนก็มีแรงงานเพิ่มขึ้นถึงราว 7 เปอร์เซ็นต์

แต่ผลลัพธ์กลับหักปากกาเซียน เพราะคาร์ดพบว่า แรงงานทักษะต่ำที่ไม่มีเชื้อสายคิวบา ไม่ได้รับผลกระทบในแง่การจ้างงานหรือรายได้แต่อย่างใด เขาระบุความเป็นไปได้สองอย่าง คือ จำนวนผู้ที่ตัดสินใจย้ายถิ่นฐานมายังไมอามีมีจำนวนลดลงหลังเหตุการณ์ผู้อพยพทางเรือจากท่าเรือมาเรียล และสองคือความพร้อมของเมือง ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่สามารถรองรับแรงงานไร้ทักษะจำนวนมากได้

แม้หลายคนจะตั้งข้อสงสัยว่า การศึกษาปรากฏการณ์นี้อาจเป็นเพียงกรณีเฉพาะ และไม่สามารถประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อื่น แต่งานดังกล่าวก็จุดประกายให้เกิดสายธารงานวิชาการที่อภิปรายในประเด็นผู้อพยพและตลาดแรงงาน ซึ่งยังเป็นเรื่องร้อนแรงจวบจนถึงปัจจุบัน 

ข้อสรุปหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เห็นพ้องต้องกันคือ แรงงานผู้อพยพ แทบไม่สามารถเข้ามาทดแทนแรงงานดั้งเดิมในท้องถิ่นได้ เนื่องจากทั้งสองกลุ่มมีทักษะที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องภาษาและการสื่อสาร มีงานวิจัยพบว่า หลังจากผู้ลี้ภัยทะลักเข้าสู่ประเทศ แรงงานเดิมก็มักจะเปลี่ยนจากงานที่ใช้กำลัง ไปสู่งานที่ใช้ทักษะซับซ้อนมากขึ้น ค่าแรงที่ได้รับและอัตราการจ้างงานจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงหรืออาจดีขึ้นด้วยซ้ำ


ลงทุนในการศึกษาคุ้มค่าแค่ไหน?

แม้เราจะเชื่อกันมาอย่างยาวนานว่า การศึกษาจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว แต่งานวิจัยในเรื่องนี้กลับมีจำนวนไม่มากนัก อีกทั้งผลลัพธ์ก็อ่อนยวบยาบ โดยพบความสัมพันธ์แบบอ่อนๆ ระหว่างผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษากับความสำเร็จในเส้นทางการทำงาน

แต่ เดวิด คาร์ด และ อลัน ครูเกอร์ ถอยมามองภาพกว้าง โดยเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ที่ตั้งต้นจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา มาพิจารณาคุณภาพทางการศึกษาในภาพรวมว่าจะส่งผลต่อรายได้เมื่อออกไปทำงานอย่างไร 

นี่คือความคิดสดใหม่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เพราะพวกเขามองว่า คุณภาพของโรงเรียนย่อมส่งผลต่อทักษะนักเรียนหลากหลายด้านที่จะไปปรากฏเมื่อเข้าสู่วัยทำงาน โดยที่เกรดเฉลี่ยหรือคะแนนสอบไม่ครอบคลุมทักษะเหล่านั้น

นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเลือกตัวชี้วัดสามตัว เพื่อแทนคุณภาพของโรงเรียน ประกอบด้วยอัตราส่วนครูต่อนักเรียน รายได้ของครูเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของอาชีพอื่นๆ และระยะเวลาภาคการศึกษาของโรงเรียน พวกเขาพบว่า เด็กนักเรียนที่เติบโตมาในรัฐซึ่งมีอัตราครูต่อนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง จะมีผลตอบแทนในตลาดแรงงานที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับรัฐซึ่งมีอัตราครูต่อนักเรียนคงที่

นี่คือจุดเริ่มต้นของงานวิชาการว่าด้วยคุณภาพของการศึกษากับความสำเร็จในอาชีพการงาน ซึ่งปัจจุบันเราได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า ทรัพยากรที่รัฐจัดสรรปันส่วนให้แต่ละโรงเรียนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยควรทุ่มงบประมาณไปกับสามเรื่องหลักคือ การลดอัตราส่วนครูต่อนักเรียน เพิ่มเงินเดือนครู และการดำเนินการเพื่อให้เด็กอยู่ในระบบการศึกษานานที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

ค่าแรงขั้นต่ำ ผู้อพยพ และการศึกษา คือสามประเด็นที่ เดวิด คาร์ด หักล้างความเข้าใจผิดจากแบบจำลองโดยใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ นี่คือความเข้าใจใหม่ในตลาดแรงงานที่การศึกษารุ่นหลังต่างยืนยันว่าคือข้อเท็จจริง 

ผู้เขียนหวังว่าเราจะใช้ความรู้ใหม่นี้เพื่อยุติการถกเถียงอันน่าเบื่อหน่ายในสามประเด็นดังกล่าว และออกแบบนโยบายจาก ‘ความรู้’ มากกว่า ‘ความเชื่อ’ อย่างที่เคยเป็นมา


อ่านเพิ่มเติม:  Answering Causal Questions Using Observational Data, Natural experiments help answer important questions

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
บัณฑิตด้านการเงินและการบัญชี ที่เคยผ่านงานทั้งมูลนิธิ สตาร์ตอัพ ไปจนถึงธนาคารข้ามชาติ

Follow