Humberger Menu

จากตะวันตกสู่ตะวันออก เมื่อปัญหา Supply Chain และวิกฤติพลังงาน กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • ในจีนและยุโรป กำลังประสบปัญหาจำนวนมาก ทั้งเรื่องของพลังงาน และชิปเซต
  • ทุกวิกฤติที่เกิดขึ้น คงใช้เวลาอีกนาน ซึ่งสิ่งที่ตามมานั่นก็คือสินค้ามีราคาแพงหรือเลวร้ายสุดอาจขาดแคลนเลยด้วยซ้ำ และจะส่งผลต่อเนื่องมายังอัตราเงินเฟ้อทันที


ปี 2020 ที่ผ่านมา หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้แพร่ระบาดจากจุดเริ่มต้นที่เมืองอู่ฮั่นในประเทศจีน ทำให้โรงงานของโลกประสบปัญหาด้านการผลิตทันที ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ จนไปถึงหน้ากากอนามัย ถ้าหากเราจำกันได้ดี นอกจากนี้ยังลามไปถึงอุตสาหกรรมอื่นอีกด้วย

หลายคนคาดหวังว่า ปี 2021 ทุกอย่างก็คงจะดีขึ้น (รวมทั้งผมด้วย) แต่มันไม่ใช่แบบที่เราคิดไว้เลยครับ

ขณะที่ในปี 2021 เราเห็นข่าวต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเรือขนส่งสินค้าของ Evergreen ติดอยู่ในคลองสุเอซ เป็นระยะเวลาหลายวัน ส่งผลกระทบต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก เนื่องจากเรือบรรทุกสินค้าลำอื่นไม่สามารถแล่นผ่านคลองนี้ได้ ทำให้หลายคนได้ทราบถึงผลกระทบจาก Supply Chain ที่มีผลต่อชีวิตของเราไม่น้อย

แต่เรื่องทั้งหมดที่ว่ามานั้นอาจกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ซึ่งข่าวในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นอาจกลายเป็นข่าวใหญ่ และทำให้เรื่อง Supply Chain มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับการเมืองโลกเลยทีเดียว


จากจีนถึงยุโรปกับปัญหาพลังงานขาดแคลน

ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวที่อังกฤษเกิดเหตุการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงขาดแคลนอย่างรุนแรง ส่งผลทำให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งในประเทศอังกฤษต้องปิดชั่วคราว กินระยะเวลาหลายวัน ทำให้ประชาชนรีบแห่นำรถออกไปเติมน้ำมันตามปั๊ม (ซึ่งน้ำมันขาดแคลนมากกว่าเดิม) ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีเหตุการณ์ที่โจรเริ่มขโมยน้ำมันรถยนต์ของประชาชนเพื่อนำไปขายต่อในตลาดมืด

สาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ที่น้ำมันขาดแคลนนั่นก็คือ คนขับรถบรรทุกน้ำมันไม่เพียงพอ ปัญหาขาดแคลนคนขับรถบรรทุกยังลามไปถึงสินค้าหลากหลายชนิด เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้กระทั่งเบียร์บางยี่ห้อที่ต้องส่งสินค้าจากภาคพื้นยุโรปก็ขาดสต๊อกอย่างหนัก จนทำให้นายกรัฐมนตรีของอังกฤษเองต้องออกมาตรการพิเศษ เช่น ออกวีซ่าพิเศษให้กับคนขับรถบรรทุกจากประเทศอื่นๆ เพื่อที่จะได้ขนส่งสินค้าได้ หรือแม้แต่การเตรียมนำพลทหารในกองทัพอังกฤษมาแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ปัญหาพลังงานขาดแคลน คือปัญหาใหม่ที่หลายประเทศเผชิญ

 

ขณะที่ในทวีปยุโรปก็เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงาน เช่น ก๊าซธรรมชาติที่เป็นวัตถุดิบหลักของหลากหลายภาคการผลิต ทำให้โรงงานหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว สาเหตุสำคัญที่ก๊าซธรรมชาติขาดแคลนนั้นมาจากหลายสาเหตุ ทั้งปริมาณการส่งออกของรัสเซียน้อยกว่าคาด เนื่องจากปริมาณคงคลังในประเทศน้อย ขณะที่แหล่งการผลิตจากนอร์เวย์นั้นก็ส่งเข้ามาในทวีปยุโรปน้อยกว่าคาด เนื่องจากผลของการซ่อมบำรุงแท่นขุดเจาะรวมถึงโรงงานแยกก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้จีนยังได้ไล่ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ไม่ว่าจะเป็น ก๊าซธรรมชาติ ไปจนถึงถ่านหิน ด้วยเหตุผลที่ไม่ต่างกันนั่นก็คือ ปัญหาพลังงานขาดแคลนในประเทศจีน ที่หลายเมืองเองเกิดปัญหาไฟดับเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนประชาชน รวมถึงภาคการผลิตของประเทศจีน (อีกแล้ว) ในหลายมณฑล เช่น มณฑลกวางตุ้ง มณฑลเจียงซู 

ข้อมูลจากรอยเตอร์ส (Reuters) แสดงให้เห็นว่าภาคการผลิต โดยเฉพาะสินค้าพื้นฐาน เช่น อะลูมิเนียม เหล็กกล้า พลาสติก หรือแม้กระทั่งปูนซีเมนต์ ได้รับผลกระทบทันที


เบื้องหลังที่จีนขาดไฟฟ้าอย่างหนัก 

ในบทวิเคราะห์ของ Crédit Agricole ได้ชี้ว่าสาเหตุสำคัญที่ไฟฟ้าประเทศจีนเกิดปัญหาขาดแคลนจนต้องตัดไฟฟ้า 2 เรื่องสำคัญก็คือ

- หน่วยงานท้องถิ่น 19 แห่งของประเทศจีนไม่สามารถจัดการเรื่องความต้องการพลังงานได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลกลาง ซึ่งต้องการที่จะลดการใช้พลังงานในพื้นที่บางแห่งลง นอกจากนี้รัฐบาลจีนได้เตือนหน่วยงานท้องถิ่นเหล่านี้ว่ายังทำไม่ได้ตามเป้าในครึ่งปีแรก จึงเป็นเหตุทำให้หน่วยงานท้องถิ่นไล่ตัดการใช้พลังงานลง

- ผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศจีนต้องผลิตไฟฟ้าแบบขาดทุน เนื่องจากวัตถุดิบสำคัญอย่างถ่านหินที่สำรองไว้ขาดแคลน ขณะเดียวกันราคาถ่านหินในจีนก็สูงขึ้น แต่ราคาไฟฟ้าที่ซื้อขายกับรัฐบาลจีนกลับเป็นราคาที่กำหนดไว้เป็นที่เรียบร้อย ส่งผลทำให้หลายโรงไฟฟ้าปิดตัวลงชั่วคราว

ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศจีน Crédit Agricole คาดว่า จะกระทบต่อภาคการผลิตในประเทศจีนในไตรมาส 4 นี้ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตของจีนต่ออีกทอดหนึ่งด้วย

แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นั้นครับ เพราะปัญหาเรื่องการขนส่งยังไม่จบไม่สิ้น คอขวดที่ท่าเรือลอสแอนเจลิส

เราจะเห็นปัญหาขาดแคลนพลังงานในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลกส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตไปแล้วนะครับ แต่ปัญหาหนึ่งที่ยังไม่จบไม่สิ้นตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั่นก็คือปัญหาการขนส่งสินค้านั่นเองครับ โดยราคาของค่าขนส่งทางเรือได้กลับมาพุ่งสูงอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์ที่ท่าเรือลอสแอนเจลิสไม่สามารถรับมือเรือขนส่งสินค้าที่จอดรอเทียบท่ารออยู่มากกว่า 70 ลำที่ต้องรอขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ลงมา 

เรื่องดังกล่าวยังส่งผลให้ราคาค่าขนส่งสินค้าจากเซี่ยงไฮ้ไปยังลอสแอนเจลิส 1 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งอยู่ที่ราวๆ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตู้ แต่ราคาส่งสินค้าจากลอสแอนเจลิสกลับไปยังเซี่ยงไฮ้ 1 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตกลับราคาต่ำกว่า 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตู้ 

ด้วยราคาค่าขนส่งขากลับจากลอสแอนเจลิสที่ต่ำขนาดนี้ ย่อมไม่ทำให้เกิดแรงจูงใจในทางเศรษฐกิจ แถมปริมาณขนส่งจากสหรัฐฯ ไปจีนก็ไม่ได้มากเท่าจากจีนส่งกลับมาที่สหรัฐฯ ครับ

ล่าสุดตู้คอนเทนเนอร์เปล่าที่รออยู่ที่ท่าเรือลอสแอนเจลิสนั้นมีมากกว่า 6 แสนตู้ไปแล้ว


คอขวดที่สำคัญอีกเรื่องปัญหาชิปขาดแคลน

เซมิคอนดักเตอร์น่าจะขาดแคลนไปจนถึงปี 2023 เป็นอย่างน้อย

 

เราอาจทราบปัญหานี้ไปแล้วบางส่วนตามข่าวในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ ในบทวิเคราะห์ของเจพี มอร์แกน (J.P. Morgan Private Bank) ได้ชี้ว่า เซมิคอนดักเตอร์ถือเป็นสินค้าที่ซื้อขายใหญ่อันดับ 4 รองจาก น้ำมันดิบ น้ำมันที่กลั่นแล้ว และรถยนต์ โดยก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราจะเห็นว่าความต้องการชิป หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์นั้นความต้องการสูงมาก จากรถยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ชิป เช่น โทรทัศน์ เตาอบ หลอดไฟ จากเทรนด์ 5G จนไปถึง Internet of things (IoT)

จากปัญหาการขาดแคลนพลังงานในจีน ยุโรป รวมไปถึงค่าขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เองด้วย และกำลังจะลามไปที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมผลิตยานยนต์ในสหรัฐฯ ที่มีมูลค่ามากถึง 210,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 7 ล้านล้านบาท) รวมถึงอุตสาหกรรมไอที 

ในเวลานี้ทั้ง Apple ไปจนถึง Tesla เริ่มพูดถึงปัญหาชิปขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วครับ


มองต่อไปข้างหน้าอีกระยะ

จากปัญหาที่ผมกล่าวไปทั้งหมด หลังจากนี้เราอาจจะเห็นสินค้าหลายอย่างมีราคาสูงขึ้นบ้าง แถมความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นหลังจากมีการเปิดเมืองมากขึ้น ย่อมส่งผลทำให้ปัญหาเงินเฟ้อที่กระชากขึ้นเนื่องจากปัญหาเหล่านี้รวมกัน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นทอดๆ นั่นก็คือพลังงานขาดแคลน ภาคการผลิตกับการขนส่งมีปัญหา ขณะที่ความต้องการสินค้าเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก และนั่นทำให้เกิดปัญหาสินค้าราคาแพง ส่งผลต่อตัวเลขเศรษฐกิจอย่างหนึ่งนั่นก็คือเงินเฟ้อ 

คาดการณ์จาก Bank of America มองว่าเงินเฟ้อของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะสูงถึง 3.7% (จากเดิม 2.5%) ขณะที่ในปี 2022 คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 3.3% (จากเดิม 2.8%) แม้แต่ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็ออกมายอมรับแล้วว่าเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจยาวไปอีกสักระยะ

ในบทวิเคราะห์หลายแห่งรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Supply Chain มองว่ากว่าปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลาย อย่างน้อยก็คือในปี 2022 และจะส่งผลต่อเนื่องไปยังอัตราเงินเฟ้อด้วย นอกจากนี้วิกฤติในปี 2021 เราอาจต้องเปลี่ยนตำราการแก้ปัญหา Supply Chain กันใหม่หมดด้วยครับ 


ที่มา: บทวิเคราะห์จาก Crédit Agricole CIB, J.P. Morgan Private Bank, Bank of America, Bloomberg, Strait Times, Reuters, WSJ


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
นักเขียนผู้สนใจในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโลกธุรกิจ

Follow