Humberger Menu

‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ยังต้องจ่ายภาษี แล้ว ‘กำไรขายหุ้น’ ถึงเวลาจ่ายหรือยัง?

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลซึ่งจะถูกหัก ณ ที่จ่าย เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาก หลังมีดีลสะท้านวงการที่ SCBx ส่งบริษัทลูกเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Bitkub
  • ‘พระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561’ กำหนดให้เก็บภาษีจากเงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการถือหรือครอบครองสินทรัพย์ดิจิทัล ในอัตราร้อยละ 15 โดยให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
  • ประเด็นการจ่ายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลชวนตั้งคำถามว่า ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกันอย่างจริงจังว่า ‘กำไรจากการขายหุ้น’ ก็ควรจะต้องจ่ายภาษีเช่นกัน


ภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาก หลังจากที่มีดีลสะท้านวงการที่ SCBx ส่งบริษัทลูกเข้าถือหุ้นใหญ่ใน Bitkub แพลตฟอร์มซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับ 1 ของไทย ซึ่งก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็น decentralized หรือระบบการเงินที่ไร้ตัวกลาง แต่ตอนนี้ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของประเทศกลับไปอยู่ในมือบริษัทใหญ่ที่เป็นธนาคารไปเสียแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรหรือไม่ และนำพาความกังวลเรื่องภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลมาเยือนเหล่านักเทรดด้วย 

ว่าด้วยเรื่อง ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ในประเทศไทยนั้น เราเพิ่งเห็นกระแสความนิยมเพิ่มขึ้นชัดมากๆ แบบที่คนนอกวงการก็รู้จักกันมากขึ้นในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมานี้ แต่ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลมาก่อนหน้านั้นแล้ว 

‘พระราชกําหนด การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ.2561’ คือกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหาสาระสำคัญกำหนดให้ ก.ล.ต. มีหน้าที่และอํานาจวางนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริม พัฒนา กํากับและควบคุมสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งคำว่า ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ในพระราชกำหนดนี้มีความหมายถึงทั้งคริปโตเคอร์เรนซี และโทเคนดิจิทัล 

และกฎหมายอีกฉบับคือ ‘พระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ.2561’ ที่กำหนดให้เก็บภาษีจากเงินส่วนแบ่งของกำไร หรือผลประโยชน์ในลักษณะเดียวกันที่ได้จากการถือหรือครอบครองโทเคนดิจิทัล และกำไรจากการขายคริปโตเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัล ในอัตราร้อยละ 15 โดยกําหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย 

พระราชกำหนดทั้ง 2 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 หรือผ่านมาแล้ว 3 ปีกว่า แต่การคำนวณกำไรของการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นมีความซับซ้อน ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Exchange ไม่มีการหักภาษีเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลส่งรัฐ มีเพียงการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ของราคาซื้อขาย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีดีลใหญ่ในแวดวงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ประเด็นภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลจึงถูกพูดถึงขึ้นมาว่า ต่อไปนี้อาจจะโดนหัก ณ ที่จ่าย ซึ่งก็คือ Exchange หรือไม่

แต่ในประเด็นนี้ นิยามคำว่า ‘ที่จ่าย’ ที่ประมวลรัษฎากรระบุไว้อาจจะไม่ได้หมายถึง Exchange หรือแพลตฟอร์มให้บริการแลกเปลี่ยนซื้อขาย แต่ ‘ที่จ่าย’ หมายถึงตัวผู้ซื้อเอง อิงตามข้อมูลในวารสาร มุมสรรพากร ของกรมสรรพากร ให้ข้อมูลซึ่งสรุปได้ว่า ประมวลรัษฎากรกำหนดหน้าที่ของผู้ซื้อไว้ว่าผู้ซื้อมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ดังนั้น หากการขายคริปโตเคอร์เรนซีมีกำไรแล้ว ผู้ซื้อคริปโตเคอร์เรนซีต้องมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 15 ด้วย 

หลังจากมีการยกประเด็นการหักภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล ณ ที่จ่ายขึ้นมาพูดคุยในหมู่นักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลมาหลายวัน เราสามารถจำแนกและจัดกลุ่มความคิดเห็นของเหล่านักเทรดได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่บ่นไม่อยากจ่ายภาษี, กลุ่มที่ไม่บ่นที่ต้องจ่ายภาษี แต่แสดงความคิดเห็นว่า ภาษีที่เก็บไปควรนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ และอีกกลุ่มคือ กลุ่มที่ไม่ได้บ่นที่จะต้องจ่ายภาษี แต่เรียกร้องความเป็นธรรมว่าควรจะเก็บภาษีเงินกำไรจากการขายหุ้นด้วย จึงจะยุติธรรม 

ความเห็นที่ว่าควรจะเก็บภาษีเงินกำไรจากการขายหุ้นด้วยนั้น เป็นความเห็นที่น่าสนใจ และไม่ใช่เพิ่งน่าสนใจเพราะมีการเปรียบเทียบกับภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล แต่มีการยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุยอยู่เรื่อยๆ ตามวาระโอกาสเป็นเวลานานหลายปีแล้ว โดยเป็นส่วนหนึ่งในข้อเสนอแนวทางการปฏิรูประบบภาษีของประเทศไทยที่มีการวิจัยรองรับ และเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางลดความเหลื่อมล้ำที่เสนอโดยสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 

ปัจจุบัน ‘กำไรจากการซื้อขายหุ้น’ สำหรับบุคลทั่วไปได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ส่วนที่ต้องเสียภาษีคือ เงินปันผลซึ่งจ่ายในอัตราร้อยละ 10 และสำหรับนิติบุคคลไม่มีภาษีหัก ณ ที่จ่าย แต่ต้องนำไปรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล และเสียภาษีเงินปันผลในอัตราร้อยละ 10 เช่นกัน

หากนำมาเทียบกันระหว่าง กำไรจากการขายหุ้น กับ กำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล จะเห็นความไม่ยุติธรรมของระบบภาษีค่อนข้างชัดเจน เมื่อกำไรที่ได้มาจากการขายสินทรัพย์เพียงแค่อยู่ในรูปแบบที่ต่างกัน ก็มีข้อกำหนดการจ่ายภาษีไม่เหมือนกัน 

ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ หัวหน้าโครงการวิจัยเรื่อง ‘แนวทางปฏิรูปภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและวิเคราะห์การกระจายรายได้ของผู้มีเงินได้พึงประเมิน’ เคยกล่าวเกี่ยวกับระบบภาษีของไทย ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า “ระบบภาษีของเราไม่แฟร์มากๆ” และอธิบายเหตุผลว่า เพราะระบบภาษีของไทยเป็นระบบภาษีแบบแยกส่วน กล่าวคือมีหลายระบบ ซึ่งนอกจากเงินได้ประเภทต่างๆ มีข้อกำหนดการหักค่าใช้จ่ายต่างกันแล้ว อัตราภาษีก็ต่างกันตามประเภทของรายได้ด้วย 

ศ.ดร.ผาสุก ให้ข้อมูลว่า ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แบ่งกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่ม ก. มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นอัตราก้าวหน้า ร้อยละ 5-35 ตามขั้นเงินได้ที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย และกลุ่ม ข. คนที่มีเงินได้จากทรัพย์สินต่างๆ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตราคงที่ตามที่กฎหมายกำหนดตามประเภทรายได้ ร้อยละ 0-15 

“ที่มารายได้ส่วนที่เสียภาษีร้อยละ 0 มีหลายประเภทมาก เช่น กำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นในประเทศไทย เงินได้จากการลงทุนในต่างประเทศ และไม่เอาเงินได้กลับเข้ามาในปีเดียวกัน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเลย เงินปันผลหุ้นจากบริษัทที่ได้รับสิทธิพิเศษจาก BOI ได้เงินปันผลโดยไม่ต้องเสียภาษีเลย...”  

อาจารย์ผาสุก ย้ำว่า ระบบภาษีแบบแยกส่วนที่ไทยใช้อยู่ เป็นระบบภาษีที่ไม่ยุติธรรม ประเทศที่พัฒนาแล้วไม่มีระบบนี้ ถ้าเคยมีก็ยกเลิกไปแล้ว ในปัจจุบันเป็นระบบภาษีที่ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เรียกว่า ‘ระบบภาษีบูรณาการ’ (Integrated Tax System) ทุกคนต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้าตามขั้นรายได้เหมือนกันหมด

“หลักการคือ รายได้ก็คือรายได้ ไม่ว่าจะมาจากแหล่งไหนก็ตาม รวมทั้งรายได้ที่ได้จากการพนัน เพราะฉะนั้นในต่างประเทศจะเก็บภาษีทุกอย่าง รวมทั้งการพนันผิดกฎหมายด้วย แต่ของเราไม่ใช่ เพราะฉะนั้นจึงไม่แฟร์” 

ระบบภาษีที่ไม่ยุติธรรม ถูกพูดถึงและถูกผลักดันมาหลายปีว่าควรจะปฏิรูปหรือแก้ไข แต่การปฏิรูปก็ยังไม่เกิดขึ้น ผู้มั่งคั่งจากสินทรัพย์มากมายยังคงจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น 

และเงินกำไรที่ได้จากการขายหุ้น ยังคงได้รับการยกเว้นภาษี

มาวันนี้ แม้แต่ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ที่เป็นของใหม่สำหรับประเทศไทยก็ยังต้องจ่ายภาษีแล้วในอัตราร้อยละ 15 ของกำไร ถึงเวลาหรือยังที่จะต้องคุยกันอย่างจริงจังว่า ‘กำไรจากการขายหุ้น’ ก็ควรจะจ่ายภาษีเช่นกัน   


อ้างอิง : ratchakitcha.soc.go.th (1), ratchakitcha.soc.go.th (2), rd.go.th, set.or.th, matichonbook

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow