Humberger Menu

ทรู-ดีแทค ควบรวม ลดการแข่งขัน ผู้บริโภคอาจเสียประโยชน์ อย่างไม่มีทางเลือก

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • ข่าวใหญ่ของวงการโทรคมนาคมส่งท้ายปีคือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี และกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศการพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน หรือ Equal Partnership
  • การปรับโครงสร้างด้วยการควบรวมธุรกิจครั้งนี้ เครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ จะถือหุ้นเท่าเทียมกันในบริษัทใหม่ สู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือ Technology Company ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ
  • คำถามที่ตามมาคือดีลดังกล่าวทำให้เกิดการ ‘ผูกขาดตลาด’ หรือไม่ และผลกระทบที่ตามมาอาจจะกระทบกับผู้บริโภค

บิ๊กดีลวงการโทรคมนาคมที่ทุกคนจับตา หนีไม่พ้นการควบรวมกิจการของ ‘ทรู-ดีแทค’ จากที่เป็นกระแสข่าวลือมาหลายปี ตอนนี้กลายมาเป็นเรื่องจริง ซึ่งเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 ทั้งทรู และดีแทค แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ พร้อมออกแถลงข่าวทั้งตอนเช้าและบ่าย

ในการแถลงข่าวระบุว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี และกลุ่มเทเลนอร์ ประกาศการพิจารณาสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน หรือ Equal Partnership

โดยการสนับสนุนให้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ตั้งเป้าปรับโครงสร้างธุรกิจสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยี หรือ Technology Company ภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีฮับ พร้อมเสริมธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ การสร้างดิจิทัลอีโคซิสเต็ม และกองทุนสตาร์ทอัพ เพื่อสอดรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีระดับภูมิภาค

ในระหว่างการศึกษาและพิจารณาการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ธุรกิจของทรู และดีแทค จะยังคงดำเนินไปตามปกติของแต่ละบริษัท ในขณะที่เครือซีพี ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของทรู และกลุ่มเทเลนอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของดีแทค ตั้งเป้าที่จะหาข้อสรุปในรายละเอียดของความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน หรือ Equal Partnership ซึ่งจะส่งผลให้เครือซีพีและกลุ่มเทเลนอร์ ถือหุ้นเท่าเทียมกันในบริษัทใหม่

นอกจากนี้ ทรูและดีแทค จะดำเนินการตามเงื่อนไขต่างๆ ทั้งการตรวจสอบกิจการของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วเสร็จเป็นที่พอใจ หรือ Due Diligence การขออนุมัติที่เกี่ยวข้องจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท ตลอดจนการดำเนินขั้นตอนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้แล้วเสร็จ

ส่วนเรื่องหุ้นนั้น บริษัทฯ ได้พิจารณากำหนดอัตราการจัดสรรหุ้น (Swap Ratio) สำหรับการจัดสรรหุ้นในบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัท ("บริษัทใหม่") ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ และผู้ถือหุ้นของ DTAC ในอัตราส่วนดังนี้

1 หุ้นเดิมใน TRUE ต่อ 2.40072 หุ้นในบริษัทใหม่ และ 1 หุ้นเดิมใน DTAC ต่อ 24.53775 หุ้นในบริษัทใหม่

อัตราการจัดสรรหุ้นข้างต้นกำหนดขึ้นจากสมมติฐานว่า ภายหลังการควบบริษัท บริษัทใหม่จะมีหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมด จำนวน 138,208, 403,204 หุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท

พูดให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทรู-ดีแทค ควบรวมธุรกิจ และจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี (Technology Company)

แต่สิ่งที่ตามมาคือคำถามและเสียงของข้อครหาว่า การควบรวมธุรกิจครั้งนี้ จะเป็นการผูกขาดตลาด หรือครอบงำตลาด หรือไม่

หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย พรรคก้าวไกล ออกมาแสดงความเห็นคัดค้านกรณีการควบรวมระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่ว่า เรื่องนี้ซับซ้อนยิ่งขึ้นว่า หน่วยงานใดจะเป็นผู้กำกับดูแล เพราะแม้ พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า จะถูกยกเว้น หากอุตสาหกรรมนั้นมีกฎหมายกำกับดูแลเฉพาะอยู่แล้ว เช่น กรณีนี้เป็นอุตสาหกรรมโทรคมนาคมย่อมจะอยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช. ซึ่งควรจะเป็นไปตามประกาศของ กสทช. เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 ในข้อ 8

อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ถือใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นบริษัทลูก (ทรูมูฟ-ดีแทคไตรเน็ต) แต่บริษัทที่จะควบรวมเป็นบริษัทแม่ (ทรูคอร์ป-โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น) นี่อาจกลายเป็นช่องทางหนึ่งที่กรณีนี้จะหลุดจากมือ กสทช. ไปสู่การขออนุญาตต่อบอร์ดแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะตามประกาศหลักเกณฑ์การควบรวมของ กสทช. นั้นเข้มงวดกว่าของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า แถมยังระบุหลักเกณฑ์ที่เป็นตัวเลขชัดเจนไว้อีกด้วย

รวมถึงสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) ที่ออกมากล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ถึงแม้ในปัจจุบันการควบรวมจะเกิดขึ้นในระดับผู้ถือหุ้น คือระหว่างเทเลนอร์และซีพี โดยยังไม่ได้มีการควบรวมในระดับบริษัทผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม คือระหว่างดีแทคกับทรู แต่ก็ย่อมจะไม่มีการแข่งขันของบริษัททั้งสอง เพราะอยู่ภายใต้บริษัทแม่เดียวกัน ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง หรือหากมีการควบรวมกันในระดับบริษัท นอกจากจะทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่น้อยลงชัดเจนแล้ว ยังจะส่งผลต่อราคาค่าบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่ายด้วย

สอบ. มองว่า จำนวนผู้ให้บริการ หรือค่ายมือถือ ไม่ควรลดน้อยลงจากเดิมที่มีรายใหญ่ 3 ราย ดังนั้น กสทช. ควรมีมาตรการที่ส่งเสริมให้เกิดผู้ให้บริการรายใหม่

ซึ่งนับจากนี้ต้องรอดูท่าทีของหน่วยงานควบคุม (Regulator) นั่นคือ สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) จะตัดสินและชี้ขาดดีลนี้อย่างไร 

จากผู้ให้บริการเดิมที่มีอยู่ 3 ราย ถัดจากนี้อาจจะมีเหลือแค่ 2 รายใหญ่ให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ ซึ่งหากว่าตามในมุมธุรกิจ การควบรวมบริษัทก็ถือเป็นเรื่องปกติที่มีธุรกิจมีการควบรวมกันทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า พร้อมกับลดต้นทุนในการแข่งขันลง และขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น แต่การที่ในตลาดมีผู้แข่งขันเพียง 2 เจ้าใหญ่ ก็ย่อมไม่ส่งผลดีต่อผู้บริโภค 

แม้ตัวเลขชี้ชัดว่า ฐานผู้ใช้บริการของทรูกับดีแทคบวกกัน จะสูงกว่าเอไอเอสที่เป็นเบอร์ 1 อยู่เดิม แต่เรากลับมองว่า เอไอเอส ที่เป็นผู้นำในตลาดโทรคมนาคมก็อาจจะได้ประโยชน์จากดีลนี้ที่สามารถสร้างรายได้ได้เพิ่มมากขึ้น และอาจจะมีผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้น

จำนวนผู้ใช้งาน 

  • AIS มีลูกค้า 43.7 ล้านราย
  • TRUE มีลูกค้า 32 ล้านราย 
  • DTAC มีลูกค้า 19.3 ล้านราย

แถมเอไอเอสยังถือโอกาสทำการตลาดแบบเนียนๆ ในระหว่างที่อีกฝั่งกำลังฝุ่นตลบกันอยู่ ด้วยการปล่อยภาพพรีเซ็นเตอร์ออกมาแบบรัวๆ พร้อมข้อความว่า

“อยู่กับ AIS ดีที่สุด

เพราะ AIS มีคลื่นมากที่สุด เร็วที่สุด ครอบคลุมที่สุดทั่วไทย AIS ที่ 1 ตัวจริง”

แต่ในฟากของประชาชนผู้บริโภคดูท่าทีว่าจะ ‘เสียประโยชน์’ จากที่เคยมีตัวเลือกผู้ให้บริการหลักอยู่ 3 เจ้า เอไอเอส ทรู และดีแทค จะเหลือเพียง 2 เจ้า การลดลงของผู้เล่นในตลาดโทรคมนาคมที่มีขนาดใหญ่นี้ย่อมส่งผลต่อภาพรวมของอุตสาหกรรม และส่งผลกระทบต่อสาธารณะ ทั้งการเปลี่ยนแปลงส่วนแบ่งตลาดจากเดิมที่เอไอเอสมีส่วนแบ่งตลาด 44 เปอร์เซ็นต์ ทรู 32 เปอร์เซ็นต์ ดีแทค 19 เปอร์เซ็นต์ แต่หากควบรวมแล้วทรูและดีแทคจะมีส่วนแบ่งตลาดถึง 51 เปอร์เซ็นต์ 

ผู้บริโภคอาจถูกจำกัดทางเลือกที่มีอยู่ให้น้อยลงไปอีก และสุ่มเสี่ยงที่จะถูกเอาเปรียบ จากการที่ในตลาดไม่มีการแข่งขัน หรือแข่งขันอย่างจำกัด ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ให้บริการไม่ได้พัฒนาคุณภาพของบริการที่ดีขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของค่าบริการที่อาจจะแพงขึ้น เพราะผู้ให้บริการไม่ต้องเล่นเกมราคาโปรโมชันมากเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป หรือในกรณีเลวร้าย มีข้อกังวลว่า ผู้ให้บริการที่เหลืออาจจะฮั้วกันในเรื่องของราคาค่าบริการ  ผลที่ตามมาก็คือผู้บริโภคต้องแบกรับไปอีก

ท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีอะไรมาการันตีให้ได้ว่าการควบรวมกิจการของทรูและดีแทคจะทำให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ดีกว่าเดิมได้ และแทบจะไม่มีทางเลือกอื่นให้ผู้บริโภคเลือกเลย



Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow