Humberger Menu

ทีมเหตุผล ทีมอารมณ์ สองส่วนผสมคู่ตรงข้าม แต่เป็นเคล็ดลับสำคัญช่วยให้ธุรกิจมีแต้มต่อ

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์)
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • เราสามารถแบ่งทีมงานในองค์กรได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนที่ถนัดใช้สมองซีกซ้าย พวกเขาถนัดงานด้านตรรกะ การวิเคราะห์หาเหตุและผล ที่มาที่ไป การวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน บนการจัดการอย่างมีระเบียบรอบคอบ ส่วนอีกกลุ่มถนัดใช้สมองซีกขวา เก่งจินตนาการ ชอบคิดแบบกะๆ ถนัดการทำงานสร้างสรรค์ โดยส่วนใหญ่พวกเขาจะวางแผนงานแบบกะๆ บนความยืดหยุ่น
  • องค์ประกอบสำคัญของการทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่นั้นจะมีการผสมกันทั้งในเรื่องศาสตร์และศิลป์ ในแบบที่แยกออกจากกันไม่ได้ องค์กรยุคใหม่ จึงต้องการความเก่งกาจของทีมงานสายเป๊ะ และความเฉียบคมของทีมงานสายอาร์ต ให้มาอยู่ในทีมเดียวกัน ทำงานร่วมกัน
  • เคล็ดลับของการเสริมให้ธุรกิจของเรามีแต้มต่อที่ยั่งยืน คือการบริหารสองส่วนผสมที่แตกต่างกันนี้ให้ลงตัวด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อกัน ของทีมสายเป๊ะ และทีมสายอาร์ต เพื่อก้าวข้ามผ่านห้วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด


ถ้าจะลองแบ่งการทำงานของสมอง ตามความรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน

สมองของมนุษย์เราจะแบ่งออกเป็น สมองซีกซ้าย และสมองซีกขวา

ซึ่งถ้าเราลองเจาะลึกลงไปถึงศักยภาพของคนในองค์กรที่มีความถนัดในการใช้สมองแต่ละด้าน โดยยึดตามข้อมูลข้างต้น จะทำให้เราสามารถแบ่งทีมงานออกได้เป็นสองประเภทใหญ่ๆ 

กลุ่มแรกคือ กลุ่มคนที่ถนัดในการใช้สมองซีกซ้าย

ในบทความนี้ ขออนุญาตเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ทีมลอจิก สายเป๊ะ”

ทีมลอจิก สายเป๊ะ พวกเขาจะมีความถนัดงานในด้านตรรกะ การวิเคราะห์หาเหตุและผล ที่มาที่ไป ถนัดการคิดแบบอิงกับตัวเลขสถิติต่างๆ รวมทั้งการวางแผนงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน บนการจัดการอย่างมีระเบียบรอบคอบ

ส่วนอีกกลุ่มนั้นแทบจะอยู่ตรงกันข้ามกับกลุ่มแรก

นั่นคือกลุ่มคนทำงานที่ถนัดในการใช้สมองซีกขวานำทาง ซึ่งขอเรียกว่า “ทีมอาร์ต สายกะๆ”

ทีมอาร์ตเหล่านี้ พวกเขาเก่งจินตนาการ ชอบคิดแบบกะๆ ถนัดการทำงานสร้างสรรค์

แนวโน้มของคนกลุ่มนี้จะโดดเด่นในเรื่องการใช้ความคิดนำทาง เชี่ยวชาญงานศิลปะ การเล่าเรื่องผ่านงานสร้างสรรค์ต่างๆ ที่จะบรรเจิดออกมา เป็นการสื่อสารที่เชื่อมต่ออารมณ์ อุปนิสัยแบบรวมๆ คือไม่ค่อยชอบการมีกรอบกติกาบังคับ

โดยส่วนใหญ่พวกเขาจะวางแผนงานแบบกะๆ บนความยืดหยุ่น เป็นแนวทางแบบกว้างๆ ว่า ทำไป คิดไป ทำไป แก้ไป ทำไป ปรับไป   

และจากผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มีการค้นพบที่น่าสนใจก็คือ

เจ้าสมองซีกขวานี้เองที่เป็นส่วนเชื่อมต่อกับระบบ Limbic System ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอารมณ์

บรรดาอาร์ติสต์ ครีเอทีฟ นักประพันธ์ ศิลปิน สายอาร์ต กลุ่มคนที่ใช้สมองซีกขวานำทางในการทำงาน จึงมักจะมีอารมณ์ขึ้นลงมากเป็นพิเศษ จนหลายๆ คนก็ถูกนิยามไปว่า เป็นพวกติสต์ อารมณ์ศิลปิน

ดังนั้นก็อย่าแปลกใจว่าทีมสายอาร์ต ซึ่งถนัดใช้สมองซีกขวา ก็มักจะมีเรื่องราวของอารมณ์เกี่ยวข้องตามมาอยู่เสมอๆ

 

กลับมาในโลกของความเป็นจริง

องค์ประกอบสำคัญของการทำงานในโลกธุรกิจยุคใหม่นั้น มันจะมีการผสมกันทั้งในเรื่องศาสตร์และศิลป์ ในแบบที่แยกออกจากกันไม่ได้

องค์กรยุคใหม่ จึงต้องการความเก่งกาจของทีมงานสายเป๊ะ และความเฉียบคมของทีมงานสายอาร์ต ให้มาอยู่ในทีมเดียวกัน ทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเวลาที่กำลังมีการทำ Digital Transformation ขนานใหญ่ในช่วงเวลานี้

ยกตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากประสบการณ์ตรง ก็คือสายงานด้านการตลาดดิจิทัล ที่จะต้องมีคนสายเป๊ะมาช่วยดูแลงานเทคโนโลยี รวบรวมตัวเลขสถิติ ข้อมูลบิ๊กดาต้า งานไอทีหลังบ้านต่างๆ เพื่อนำผลไปวิเคราะห์ หาโอกาสใหม่ๆ ทางการตลาด

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีทีมสายอาร์ตมาช่วยสร้างสรรค์เรื่องเล่า เสริมการรับรู้ สร้างความน่าสนใจในการสื่อสาร ผ่านสื่อ ผ่านโซเชียลต่างๆ รวมทั้งดูแลความสวยงามเชิงศิลปะ การออกแบบทำให้แบรนด์ และแคมเปญโฆษณา เกิดความโดดเด่นบนโลกการสื่อสาร

ดังนั้นเมื่อ “ทีมลอจิกสายเป๊ะ” ต้องมาร่วมงานกับ “ทีมอาร์ตสายกะๆ” แน่นอนว่า ความวุ่นวายในวีถีการทำงาน รวมทั้งการสื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอๆ

เพราะทั้งสองทีมนี้ทำงานด้วยกระบวนการคิดที่แตกต่างกัน มีหลักการทำงาน และการบริหารงานที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

คำแนะนำเบื้องต้น สำหรับองค์กร หรือทีมงานที่มีคนทั้งสองประเภทนี้รวมทีมกันอยู่

กระบวนการสร้างความเข้าใจในความต่าง นับเป็นเรื่องสำคัญที่สุดลำดับแรก

 

ผู้นำทีม มีความจำเป็นต้องชี้ให้เห็นถึงความต่างในวิถีการทำงานของสมอง โดยใช้กระบวนการพูดคุย การเวิร์กชอปย่อยๆ และการฝึกอบรมต่างๆ มาช่วยเสริมทีม พัฒนาศักยภาพให้พัฒนาขึ้น จนต่อเนื่องกลายเป็นความเข้าใจ

“ทีมลอจิก สายเป๊ะ” ถนัดงานตรรกะ ก็จำเป็นต้องฝึกฝน เพื่อพัฒนาความเข้าใจในงานด้านความคิด งานสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดมุมมองว่า งานด้านความคิดสร้างสรรค์นั้นมีกระบวนการและความยากลำบากอย่างไร? ต้องใช้อารมณ์ และพลังงานมากเพียงใดในการรังสรรค์ผลงานออกมา

ส่วนพวก “ทีมอาร์ต สายกะๆ” ที่ชอบใช้ความคิดสร้างสรรค์นำ ใช้อารมณ์ผลักดันในการสร้างชิ้นงาน ก็ต้องเพิ่มเติมทักษะในการวางแผนงาน รวมทั้งการสร้างความเข้าใจถึงระบบการทำงาน และข้อดีของการร่วมงานกับคนสายเป๊ะ ที่ว่าการมีทีมงานที่แข็งแกร่ง มาช่วยดูแลเทคโนโลยีหลังบ้าน รวมทั้งวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบนั้น มันจะช่วยทำให้งานต่างๆ เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

คุณบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่ อย่าง ชินคอร์ป หรือ บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ให้แนวคิดไว้ว่า

“มนุษย์ทองคำขององค์กรยุคใหม่ คือคนที่มีความเข้าใจทั้งในเรื่องศาสตร์และศิลป์ เป็นคนบริหารที่ใช้สมองทั้งสองข้างได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด องค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องหาและรักษามนุษย์ทองคำเหล่านี้เอาไว้ให้ดี..”

แต่ในความเป็นจริงแล้ว บรรดามนุษย์ทองคำนั้นหาได้ยากมากๆ

เราจึงต้องสร้างทีมงานมนุษย์ทองคำขึ้นมา ให้กลายเป็นการรวมกันของทีมงานที่สร้างความได้เปรียบของธุรกิจ

โดยประเด็นสำคัญก็คือ

ผู้นำขององค์กรต้องมีหน้าที่เป็นผู้จุดประกายในการสร้างการยอมรับความต่าง

ผู้นำต้องช่วยอธิบายให้เห็นว่า การที่องค์กรจะพัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืนนั้น มันมีความจำเป็นที่จะต้องดึงเอาศักยภาพความต่างในคนแต่ละประเภท มารวมกันทำงาน

เพื่อเสริมจุดแข็ง และปิดจุดอ่อนของกันและกัน ผสมผสานให้กลายเป็นความยืดหยุ่น และการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เท่าทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ ที่ทวีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

จนกลายเป็นคำกล่าวที่ว่า...

ดัชนีชี้ศักยภาพการแข่งขันขององค์กรในโลกยุคใหม่

ก็คือความสนิทสนม และความเข้าใจกันและกันของทีมงาน

เป็นการสร้างหัวใจ “ความเป็นทีม” ขึ้นมาบนความถนัดที่แตกต่าง

 

ลองจินตนาการกันแบบแรงๆ ดูสักนิด

ถ้าพนักงานในองค์กรของคุณไม่ค่อยคุยกัน สะสมแต่ความไม่เข้าใจ มีเรื่องบาดหมาง เต็มไปด้วยความเข้าใจผิด มีแต่พลังงานด้านลบ

ถ้าองค์กรเต็มไปด้วยคนแบบนี้ แล้วบริษัทจะเดินหน้าไปสู่จุดไหนกัน?

ในทางตรงกันข้าม ถ้าองค์กรของคุณมีการสื่อสารที่ดี มีความเข้าใจในกันและกัน

ทีมลอจิกสายเป๊ะ และทีมอาร์ตสายกะๆ ที่มีความเก่งคนละด้าน สามารถทำงานร่วมกัน และต่างก็ใช้จุดแข็งของตัวเองมาเกื้อหนุน ผลักดันให้องค์กรเดินหน้าไปได้ แม้ต้องเผชิญหน้าปัญหานานา

ผู้นำองค์กรก็น่าจะมีคำตอบในใจว่าสิ่งแวดล้อมแบบใด ที่จะช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันที่เหนือกว่า

เคล็ดลับของการเสริมให้ธุรกิจของเรามีแต้มต่อที่ยั่งยืน

นั่นคือการบริหารสองส่วนผสมที่แตกต่างกันนี้ให้ลงตัว

ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อกัน ของทีมสายเป๊ะ และทีมสายอาร์ต

เพื่อก้าวข้ามผ่านห้วงเวลาที่เราต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลง

ที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
อธิกร ศรียาสวิน (ก้า อรินธรณ์)
ผู้อำนวยการสถาบัน Academy of Business Creativity (ABC) มหาวิทยาลัยศรีปทุม นักสื่อสารแบรนด์ ที่ปรึกษาด้านครีเอทีฟแบรนดิ้ง

Follow