Humberger Menu

เปิดแนวคิด “ต้องครบวงจร” ของเจ้าสัวธนินท์ ที่พา ‘ซีพี’ ทำทุกอย่าง ตั้งแต่เลี้ยงไก่ยันสัญญาณโทรศัพท์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • เครือเจริญโภคภัณฑ์ ของธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นเจ้าของธุรกิจมากมายเกินกว่าที่เราจะสามารถนึกออกได้ครบทั้งหมด ณ ปัจจุบัน มีการลงทุนอยู่ใน 21 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 14 กลุ่มธุรกิจย่อย
  • แนวคิดหลักในการทำธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังการทำทุกอย่างของเครือซีพีก็คือแนวคิด “ต้องครบวงจร” คือทำเองตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทาน เท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งเจ้าสัวธนินท์นำ ‘ระบบครบวงจร’ มาใช้กับธุรกิจไก่เป็นธุรกิจแรก ก่อนจะนำไปใช้กับธุรกิจอื่นๆ
  • ส่วนธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมนั้น ซีพีเริ่มต้นด้วยการประมูลสัมปทานโทรศัพท์บ้าน ต่อมาจึงทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือ ซึ่งธนินท์บอกเหตุผลที่ทำว่า คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ในตอนนี้เมื่อซีพีมีเจตนาควบรวมทรูกับดีแทค จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า หากวันนั้นคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน แล้วไฉนวันนี้จึงคิดจะทำให้ผู้ให้บริการจำนวน 3 รายลดกลับลงไปเหลือ 2 ราย ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้บริโภค


“ธุรกิจจะเข้มแข็ง ต้องครบวงจร” 

นี่คือถ้อยคำของมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศไทย ธนินท์ เจียรวนนท์ หรือ ‘เจ้าสัวธนินท์’ ประธานอาวุโส แห่งเครือซีพี หรือ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ผู้ทำให้กิจการขนาดเล็กของครอบครัวโตขึ้นเป็นธุรกิจขนาดกลาง แล้วขยายใหญ่โตเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี 

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพีของธนินท์ เป็นเจ้าของธุรกิจมากมายเกินกว่าที่เราจะสามารถนึกออกได้ครบทั้งหมด ปัจจุบัน มีการลงทุนอยู่ใน 21 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ แบ่งประเภทธุรกิจออกเป็น 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 14 กลุ่มธุรกิจย่อย มีบริษัทสำคัญๆ ในเครือ ดังนี้ 

1. ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร

-บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ 

- C.P. China (จีน) 

- Charoen Pokphand Enterprise (Taiwan) Co., Ltd. (ไต้หวัน)

- C.P. Pokphand Co. Ltd. (ฮ่องกง) 

- บริษัท เจียไต๋ จำกัด 

- บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด 

- บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด จำกัด

- บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด

- บริษัท เจริญโภคภัณฑ์การเกษตร จำกัด (CP CROP)

- บริษัท เจริญโภคภัณฑ์วิศวกรรม จำกัด

- บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด

- บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) 

2. ธุรกิจค้าปลีก

- บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 

  • เซเว่น อีเลฟเว่น
  • 24 Shopping
  • เคาน์เตอร์เซอร์วิส
  • ซีพี รีเทลลิงค์
  • ซีพีแรม
  • ออลล์ คาเฟ่
  • ปัญญาภิวัฒน์ 
  • ฯลฯ

- บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) 

  • แม็คโคร
  • โลตัส

- C.P. Lotus Corporation (จีน)

3. ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม

- บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 

4. ธุรกิจอีคอมเมิร์ซและดิจิทัล

- บริษัท แอสเซนด์ กรุ๊ป จำกัด 

- บริษัท พันธวณิช จำกัด 

5. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

- บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน)

- CP Commercial Development Group (Super Brand Mall - จีน) 

6. ธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม

- E.C.I. Group (จีน) 

- MG

- FOTON

- DAYANG 

- CPM

- CAT

- DENI

- บริษัท ซีพีพีซี จำกัด (มหาชน)

7. ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์

- Sino Biopharmaceutical Limited (จีน)

8. ธุรกิจการเงินและการธนาคาร

- Zheng Xing Bank Co., Ltd. (จีน)

- Itochu Corp (ญี่ปุ่น) 

- Ping An Insurance (Group) Company of China, Ltd. (จีน)

- CITIC Group (จีน) 


“ต้องครบวงจร” แนวคิดเบื้องหลังการเติบใหญ่ของซีพี

แนวคิดหลักในการทำธุรกิจที่อยู่เบื้องหลังการทำทุกอย่างของเครือซีพีก็คือแนวคิด “ต้องครบวงจร” คือทำเองตั้งแต่ขั้นแรกไปจนถึงขั้นสุดท้ายของห่วงโซ่อุปทาน เท่าที่จะสามารถทำได้ ซึ่งเจ้าสัวธนินท์เคยเขียนเล่าถึงแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ ‘ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว’ ที่ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มติชนเมื่อ พ.ศ.2562  

ธนินท์เปิดเผยที่มาของแนวคิด “ต้องครบวงจร” ที่เขานำมาใช้กับเครือซีพีว่า ราว 40-50 ปีก่อน ในช่วงที่เขากำลังปลุกปั้นธุรกิจไก่นั้น ไก่ยังเป็นอาหารที่ราคาสูง ขณะที่คนในประเทศไทยส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำ ถ้าจะผลิตสินค้าขายให้กับคนส่วนใหญ่ก็ต้องผลิตสินค้าที่คนซื้อรู้สึกว่าคุ้มค่าทั้งราคาและคุณภาพ ซีพีต้องคิดหาวิธีผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับรายได้ของคนส่วนใหญ่ เขาจึงเริ่มต้นด้วยการศึกษาเรื่องการผลิตที่ทั้งสามารถลดต้นทุนการผลิต สามารถควบคุมคุณภาพได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต และเหมาะสมที่จะใช้กับประเทศไทย 

“แล้วผมก็มาพบกับ ระบบครบวงจร” เจ้าสัวธนินท์บอก 

“แนวความคิดเรื่องระบบครบวงจรนี้ ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ศึกษามาจากสหรัฐฯ เพราะในประเทศเขามีการแข่งขันสูง นักธุรกิจจึงถูกบีบเข้าสู่ระบบครบวงจร เพื่อลดขั้นตอนที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อผู้ซื้อเจอกับผู้ขายโดยตรง ต้นทุนก็จะถูกลง ข้อดีที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือ เอาผู้มีทุนมารับความเสี่ยงแทนเกษตรกร” 

“ในประเทศกำลังพัฒนา ความรู้ของเกษตรกรยังไม่ดีพอ ขาดเทคโนโลยี ขาดเงินทุน ไม่มีตลาด หรือหาตลาดไม่เป็น เกษตรกรจึงเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงทั้งในเรื่องการเพาะปลูก ดินฟ้าอากาศ ผลผลิตล้นตลาด การขายผลผลิตไม่ได้ราคา เกษตรกรเขาไม่ได้มีเงินทุนเยอะขนาดที่จะมายอมเสี่ยงขาดทุนได้บ่อยๆ ขาดทุน 2-3 ครั้ง เงินก็หมดแล้ว”  

ธนินท์บอกว่า ประเทศกำลังพัฒนามักจะเอาความเสี่ยงที่สูงที่สุดไปอยู่กับคนที่มีความรู้น้อยที่สุด นั่นก็คือเกษตรกร ในขณะที่คนฉลาดมักจะเลือกทำธุรกิจที่ไม่เสี่ยง ซึ่งเขามองว่าระบบครบวงจรที่ซีพีจะนำมาใช้ นอกจากส่งผลดีต่อซีพีเองแล้ว ยังช่วยเกษตรกรออกจากความเสี่ยงเหล่านั้นได้ด้วย 

“ระบบครบวงจรเป็นการแบ่งหน้าที่ให้คนที่ไม่มีทุน ไม่มีตลาด ไม่มีเทคโนโลยี แต่มีแรงงาน มีที่ดิน ก็มาออกที่ดิน ออกแรงงาน และให้คนมีทุนออกทุน มีเทคโนโลยีออกเทคโนโลยี และเป็นผู้หาตลาด วิธีนี้ทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสี่ยงกับการขาดทุน” 

ธุรกิจไก่ของซีพีจึงทำแบบครบวงจร คือทำเองทุกกระบวนการ ไล่มาตั้งแต่การผลิตอาหารสัตว์  การคัดเลือกพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การแปรรูป และการกระจายสินค้า 

เจ้าสัวธนินท์ชอบเลี้ยงไก่ชน และซีพีมีธุรกิจเลี้ยงไก่ชนด้วย

 

เริ่มต้นทำระบบครบวงจรในธุรกิจไก่

‘ไก่’ เป็นธุรกิจแรกที่ซีพีนำระบบครบวงจรมาใช้ และเป็นธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในความมั่งคั่งของอาณาจักรของซีพี และเป็นต้นแบบของระบบครบวงจรในธุรกิจอื่นๆ ต่อมา 

ธนินท์ เจียรวนนท์ อธิบายลงรายละเอียดไล่เรียงแต่ละกระบวนการว่า การผลิตอาหารสัตว์ ซีพีมีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดที่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้คุณภาพดี และนำข้าวโพดพันธุ์ไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก การคัดเลือกพันธุ์สัตว์ ซีพีคัดพันธุ์ไก่ที่ผ่านการพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสม เช่น เลี้ยงง่าย โตเร็ว และต้านทานโรคดี การเลี้ยงสัตว์ ซีพีริเริ่มระบบ contract farming หรือ เกษตรพันธสัญญา โดยนำพันธุ์ไก่และอาหารไก่ไปให้เกษตรกรในระบบพันธสัญญา โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และสอนวิธีการเลี้ยงไก่ให้เกษตรกร เพื่อให้ได้ไก่ที่แข็งแรง ได้น้ำหนัก ได้คุณภาพตามที่ซีพีต้องการ 

ต่อมาที่การแปรรูป ซีพีรับซื้อไก่จากเกษตรกร หรือนำไก่จากฟาร์มที่เลี้ยงเองมาแปรรูปโดยใช้เครื่องจักรที่ทันสมัย สุดท้ายขั้นตอนการกระจายสินค้า นอกจากจะกระจายสินค้าไก่ให้กับผู้จำหน่ายอิสระแล้ว ซีพียังมีช่องทางของตัวเอง เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์ค้าส่งแม็คโคร ร้านเชสเตอร์ ซุ้มไก่ย่างห้าดาว และ ซีพี เฟรชมาร์ท 

“แต่เดิมกว่าไก่จะมาอยู่บนจานให้เราได้บริโภคกัน ต้องผ่านหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนก็มีการบวกกำไรทบกันมาเป็นทอดๆ … กำไรที่ทบๆ กันจากหลายๆ ขั้นตอนนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นต้นทุนทั้งสิ้น พอไก่มาอยู่บนโต๊ะอาหารของเรา จึงมีราคาแพง คนจนไม่มีโอกาสได้กินไก่” 

บิดาแห่งแนวคิด “ต้องครบวงจร” ของอาณาจักรซีพีบอกว่า เมื่อตัดหลายขั้นตอนที่อยู่ระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อออกไป จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของไก่จากลูกไก่สู่จานอาหารได้มาก 

“แบบนี้ ผู้บริโภคก็ได้ประโยชน์ เพราะได้ซื้อของมีคุณภาพ เกษตรกรก็ได้ประโยชน์ เพราะไม่ต้องเสี่ยงเรื่องไม่มีคนรับซื้อ และสุดท้าย ซีพีก็ได้ประโยชน์ เพราะได้ลดต้นทุน”

“การเลี้ยงไก่ของซีพีถือว่า เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ซีพีเดินหน้าขยายธุรกิจให้เติบโตได้มาจนถึงวันนี้” เจ้าตัวบอกเอง 

เมื่อทำธุรกิจไก่ครบวงจรสำเร็จแล้ว เจ้าสัวธนินท์เดินหน้าลุยธุรกิจหมูครบวงจร ต่อด้วยธุรกิจกุ้งครบวงจร และตามมาด้วยธุรกิจอื่นๆ ซึ่งต้องพยายามทำให้ ‘ครบวงจร’ เพื่อลดต้นทุนและควบคุมทุกอย่างได้เองตามแนวคิดของประธานบริษัท ซึ่งการมีธุรกิจค้าปลีกของตัวเองก็เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้การทำธุรกิจแบบครบวงจรของซีพีสำเร็จลุล่วงไปได้ง่าย 


ธุรกิจกุ้ง แปรรูป สร้างแบรนด์ มุ่งเป็น ‘ครัวโลก’

ในส่วนกลุ่มธุรกิจอาหาร กุ้ง เป็นธุรกิจสำคัญที่เจ้าสัวธนินท์สร้างแบรนด์อาหารส่งออกไปต่างประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘ครัวโลก’ ในช่วงแรกๆ ธุรกิจกุ้งของซีพีเป็นการทำในรูปแบบรับจ้างผลิต (OEM) ลูกค้าสั่งกุ้งขนาดไหนก็เลี้ยงกุ้งให้ได้ขนาดตามสั่ง แล้วส่งขายให้ลูกค้า เพียงเท่านั้นก็ได้กำไรแล้ว แต่เมื่อมีผู้ผลิตมากขึ้น ผู้ซื้อก็มีอำนาจต่อรองมากขึ้น การขายกุ้งจึงได้กำไรน้อยลง และบางช่วงถึงขั้นขาดทุน

“ผมตามไปดูถึงโรงงานของเราแห่งหนึ่งก็ถึงบางอ้อเลยว่าทำไมขาดทุน ที่โรงงานนั้นเปิดสายการผลิตได้ไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็ต้องหยุด เพราะลูกค้าสั่งผลิตในปริมาณน้อย พอหมดจากการสั่งผลิตของลูกค้าคนก่อนแล้ว ก็ต้องหยุดสายการผลิตเพื่อทำความสะอาด แล้วถึงจะมาตั้งต้นผลิตให้กับลูกค้ารายต่อไปได้ ในแต่ละวัน ต้องทำๆ หยุดๆ อยู่อย่างนี้ เอาโรงงานใหญ่โตไปรับจ้างผลิตเล็กๆ น้อยๆ ใช้ทรัพยากรได้ไม่คุ้มค่าทั้งคนงานทั้งสายการผลิต” 

“ถ้ารอรายได้จากการรับจ้างผลิตก็มีแต่จะถดถอย เมื่อเรามีวัตถุดิบคุณภาพดีอยู่ในมือทำไมเราต้องจำกัดตัวเองให้เป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตวัตถุดิบ แล้วทำไมถึงไม่เป็นผู้แปรรูปอาหารส่งขายทั่วโลกเสียเลยล่ะ” จึงเกิดเกี๊ยวกุ้งซีพี และผลิตภัณฑ์กุ้งแปรรูปเมนูต่างๆ ขึ้นมา 

“อาหารเป็นสิ่งจำเป็นกับการดำรงชีวิตของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีมนุษย์อยู่ อาหารก็จะเป็นธุรกิจที่สำคัญอันดับ 1 เพราะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ต้องบริโภคทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ” 

“ธุรกิจอาหารยังมีโอกาสอีกเยอะ ยิ่งทุกวันนี้ธุรกิจไม่มีพรมแดน โอกาสก็ยิ่งมาก เราต้องเอาวัตถุดิบมาแปรสภาพเป็นอาหารพร้อมรับประทาน และเน้นสร้างแบรนด์ขายไปทั่วโลก” 

ธนินท์มองว่า โอกาสที่จะเป็น ‘ครัวของโลก’ นั้นมีอยู่ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการค้าระหว่างประเทศไม่ใช่เพียงแค่การซื้อมาขายไป แต่ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบ การผลิต ระบบโลจิสติกส์ ตลอดจนงานบริการหลังการขาย ซึ่งต้องทำตัวให้พร้อมทุกอย่างจึงจะคว้าโอกาสได้ 

ซีพีบุกตลาดโลกโดยไม่จำกัดว่าจะต้องใช้วัตถุดิบจากประเทศไทยเท่านั้น หากต้องการขายในตลาดไหน ก็จะหาแหล่งผลิตวัตถุดิบที่ใกล้ที่สุด หรือหากเล็งเห็นว่าที่ไหนมีวัตถุดิบที่น่าใช้ ก็เข้าไปตั้งโรงงานผลิตและขายในตลาดนั้นเลย 

“ถ้าจะเลี้ยงคนทั้งโลกแล้วต้องมารอวัตถุดิบจากแหล่งเดียว เป็นไปไม่ได้ ถ้าวัตถุดิบมีคุณภาพได้มาตรฐาน สะดวกในการขนส่ง เราใช้ได้หมด ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ เป็นแหล่งเนื้อหมูคุณภาพดี เราก็อาจเลือกไปตั้งโรงงานแปรสภาพเนื้อหมูผลิตเป็นอาหารพร้อมรับประทานที่นั่นเลย ผลิตออกมาก็ส่งไปขายในตลาดแถบนั้น ไม่ต้องขนส่งไปไกล” เจ้าสัวเล่า 


‘ทรู’ ธุรกิจโทรคมนาคม หนึ่งเสาหลักของซีพีในปัจจุบัน 

สำหรับธุรกิจที่กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์อยู่ในขณะนี้ คือธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคม ก่อนจะเป็น บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย (ที่กำลังพยายามจะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 โดยการควบรวมกิจการกับบริษัทอันดับ 3) ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมของเครือซีพีมีความเป็นมาหลายทศวรรษ พร้อมๆ กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของเมืองไทย 

จากบริษัทที่ทำธุรกิจเกษตรและอาหาร ซีพีเข้าสู่ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมได้อย่างไร? 

ธนินท์ เจียรวนนท์ เล่าจุดเริ่มต้นของซีพีกับธุรกิจโทรคมนาคมว่าเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ที่รัฐบาลเห็นว่าต้องมีการวางรากฐานด้านโทรคมนาคมโดยการขยายจำนวนเลขหมายโทรศัพท์ แต่จะให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยทำทั้งหมดคงจะไม่ไหว ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2533 รัฐบาลจึงได้เชิญชวนภาคเอกชนร่วมลงทุนในการขยายเลขหมายโทรศัพท์จำนวน 3 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ

โครงการนี้ได้รับความสนใจจากบริษัทโทรคมนาคมระดับโลก 5 รายยื่นข้อเสนอเข้าร่วมลงทุน นับเป็นโครงการประมูลที่มีมูลค่าการลงทุนใหญ่ที่สุดในโลกโครงการหนึ่งในยุคนั้น แต่ไม่มีบริษัทไทยเข้าร่วมยื่นข้อเสนอเลย 

พอดีกับในช่วงนั้นธนินท์มอบหมายให้ทีมงานคนสำคัญของซีพีไปศึกษาลู่ทางการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ และคนนั้นเสนอว่าน่าจะลงทุนในธุรกิจด้านโทรศัพท์พื้นฐาน ในตอนแรกธนินท์ตัดสินใจว่า “ไม่เอา” แต่ก็เปลี่ยนใจเข้าร่วมประมูล เพราะเห็นว่าคนไทยยังมีโทรศัพท์ใช้น้อยเกินไป เฉลี่ย 33 คนต่อ 1 เลขหมาย ขณะที่ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ ประชาชน 2 คนมีโทรศัพท์ใช้ 1 เลขหมาย แม้แต่มาเลเซียก็เฉลี่ย 10 คนมีโทรศัพท์ใช้ 1 เลขหมายแล้วในตอนนั้น 

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2533 ซีพียื่นข้อเสนอเบื้องต้นขอเป็นผู้ดำเนินโครงการขยายโทรศัพท์ 3 ล้านเลขหมาย และได้รับเลือก แต่ก่อนการลงนามในสัญญาจะเกิดขึ้น มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จึงต้องเจรจากันใหม่หลายครั้งกินเวลายาวนาน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเป็นสัญญาที่ว่า ซีพี โดย บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ที.เอ. ทำโครงการในกรุงเทพฯ จำนวน 2 ล้านเลขหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 2539

ซีพีเอาชนะบริษัทต่างชาติทั้ง 5 รายมาได้อย่างไร เจ้าสัวธนินท์ไม่ได้บอก บอกแต่เพียงว่า มี “ข้อเสนอที่ดีที่สุด” 

เมื่อเจอวิกฤติต้มยำกุ้งใน พ.ศ. 2540 หนี้ที่ ที.เอ. กู้มาลงทุนในโครงการนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล ธนินท์ต้องเดินสายเจรจากับเจ้าหนี้หลายราย โดยมีศุภชัย เจียรวนนท์ ช่วยพ่อเจรจา หลังจากนั้น ที.เอ. เจอศึกหนักอีก ทั้งมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ดีกว่าเทคโนโลยีที่ ที.เอ. ใช้ และอีกไม่นานก็มีโทรศัพท์มือถือเข้ามาแทนที่โทรศัพท์บ้าน 

“ถ้าเรายังยึดติดกับเทคโนโลยีเดิมๆ คือ โทรศัพท์พื้นฐาน ก็มีแต่จะถดถอยและตายไปในที่สุด คุณศุภชัยจึงตัดสินใจเข้าสู่การต่อสู้บทใหม่ นั่นคือ ธุรกิจโทรศัพท์มือถือ”

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการบริหาร เครือซีพี และประธานกรรมการ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 

 

ผู้ให้บริการจาก 2 เพิ่มเป็น 3 และจาก 3 กำลังจะกลับไปเป็น 2 

“ย้อนกลับไปช่วงนั้น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีผู้ลงทุนอยู่แล้ว 2 ราย ซึ่งเงินลงทุนในธุรกิจนี้ต่ำกว่าโทรศัพท์พื้นฐานมาก เมื่อเรามีประสบการณ์ในโทรศัพท์พื้นฐานที่ทำยากมากๆ แล้ว ถ้าเราเข้าไปเป็นผู้ลงทุนรายที่ 3 ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือก็จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ค่าบริการก็จะถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์ ซีพีจึงตัดสินใจลงทุนโทรศัพท์มือถือเป็นรายที่ 3” ธนินท์เล่าความหลัง 

ที.เอ. ร่วมกับกลุ่มออเร้นจ์ บริษัทสื่อสารชั้นนำจากประเทศอังกฤษ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ‘ที.เอ. ออเร้นจ์’ ขึ้นมาเพื่อดำเนินธุรกิจโทรศัพท์มือถือ

“เมื่อเรามาลงทุนโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อัตราค่าบริการโทรศัพท์มือถือถูกลง แต่การเข้ามาในธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว 2 รายนี่เหนื่อยมาก นอกจากนี้ 3 ปีให้หลัง เมื่อฟรานซ์ เทเลคอม (France Telecom) จากประเทศฝรั่งเศสเข้ามาซื้อกิจการของออเร้นจ์ และมีนโยบายลงทุนเฉพาะประเทศในยุโรป ออเร้นจ์จึงได้ถอนทุนออกจากเมืองไทยไป เราจึงต้องซื้อหุ้นจากออเร้นจ์กลับมา นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือ มีการเปลี่ยนชื่อจาก เทเลคอมเอเชีย เป็น ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ และเปลี่ยนชื่อ ที.เอ. ออเร้นจ์ เป็น ‘ทรูมูฟ’ อย่างที่คุ้นหูกันอยู่ในปัจจุบัน” 

ธนินท์บอกว่า ทรูผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ณ ตอนที่เขียนหนังสือเขาก็ยอมรับว่า “ยังไม่ได้เป็นผู้นำ” ซึ่งสาเหตุไม่ใช่เพราะไม่มีทุน แต่เป็นเพราะก่อนหน้านั้นทรูลงทุนขยายเครือข่ายไม่ได้ เพราะหมดสัญญา 2G อีกทั้งยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเทคโนโลยี 2G ไปสู่ 3G แต่กลับมีคำสั่งชะลอการประมูลโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้คนไทยได้ใช้ 3G ล่าช้าไป 3 ปี และในระหว่างนั้นทรูจึงเสียเปรียบคู่แข่งที่ได้เปรียบในเรื่องโครงข่าย 2G

.

นี่คือเรื่องราวแนวคิด “ต้องครบวงจร” และแนวคิดการทำธุรกิจต่างๆ ของเจ้าสัวธนินท์ที่อยู่เบื้องหลังการขยายธุรกิจแบบครอบจักรวาลของเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือเครือซีพี 

เรื่องราวที่ว่ามานี้คือเรื่องที่เจ้าตัวเล่าเอง แน่นอนว่าเมื่อมองจากต่างมุม สิ่งที่เห็นก็ย่อมต่างจากมุมมองของคนทั่วไปในสังคมค่อนข้างมาก ในแง่มุมของนักธุรกิจมองว่าการทำครบวงจรจะทำให้ธุรกิจเข้มแข็ง การทำธุรกิจหลากหลายเป็นการกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาส แต่มุมมองของคนในสังคมมีแต่คำถามว่า จำเป็นขนาดไหนที่บริษัทที่มั่งคั่งบริษัทหนึ่งจะต้องทะเยอทะยานทำธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม และต้องการเป็นรายใหญ่ในทุกธุรกิจที่ทำ อีกทั้งยังทำครบวงจรจนแทบจะไม่เหลือพื้นที่ให้รายย่อยเลย 

ในกรณีทรูกับดีแทคนั้น หากย้อนอ่านความคิดของเจ้าสัวธนินท์ที่เขียนถึงการเกิดขึ้นมาของทรู (ออเร้นจ์) ว่า “ย้อนกลับไปช่วงนั้น ธุรกิจโทรศัพท์มือถือมีผู้ลงทุนอยู่แล้ว 2 ราย ซึ่งเงินลงทุนในธุรกิจนี้ต่ำกว่าโทรศัพท์พื้นฐานมาก เมื่อเรามีประสบการณ์ในโทรศัพท์พื้นฐานที่ทำยากมากๆ แล้ว ถ้าเราเข้าไปเป็นผู้ลงทุนรายที่ 3 ในธุรกิจโทรศัพท์มือถือก็จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ค่าบริการก็จะถูกลง ประชาชนได้ประโยชน์ ซีพีจึงตัดสินใจลงทุนโทรศัพท์มือถือเป็นรายที่ 3”  ก็ย่อมชวนให้ตั้งคำถามว่า หากวันนั้นคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนดังที่เขียนไว้ แล้วไฉนวันนี้จึงคิดจะทำให้จำนวนผู้ให้บริการ 3 รายลดกลับลงไปเหลือ 2 ราย ซึ่งไม่ได้ส่งผลดีต่อประชาชน-ผู้บริโภคเลย 


อินโฟกราฟิก : สิริลักษณ์ ตะเภาหิรัญ

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow