Humberger Menu

เงินเฟ้อ-นโยบายการเงิน-เงินดิจิทัล โจทย์ท้าทายของ ‘เจอโรม พาวเวลล์’ กับการเป็นประธาน Fed สมัยต่อไป

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นลิศา เตชะศิริประภา
LineCopy

LATEST

+
ส่องมุมมองนักวิเคราะห์ทั่วโลก กังวล ‘โอไมครอน’ ฉุดการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
Summary
  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) หรือ เฟด ธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อระบบการเงินโลก ไม่ว่าจะประกาศทิศทาง กำหนดนโยบายทางการเงินใดๆ หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวของการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ก็ย่อมส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และการเติบโตหรือชะลอตัวเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่เสมอ
  • ไบเดน ให้เหตุผลในการที่เขาตัดสินใจเลือกพาวเวลล์เป็นประธานเฟดสมัยที่สอง ว่า ความเป็นผู้นำที่มั่นคงและเด็ดขาดของพาวเวลล์ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างแข็งแกร่ง ทั้งยังเกิดการจ้างงานเพิ่มกว่าที่คาดไว้ และสามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้ อีกทั้งต้องการเสถียรภาพ และความเป็นอิสระในการดำเนินการบนสภาวะความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้
  • แม้พาวเวลล์จะสามารถทำหน้าที่ประธานเฟดได้ดีในการฟื้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ แต่ใน 4 ปีนับจากนี้ เขาอาจจะต้องเจอโจทย์ที่ท้าทายมากกว่าเดิม


ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) หรือ เฟด ธนาคารกลางที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อระบบการเงินโลก ไม่ว่าจะประกาศทิศทาง กำหนดนโยบายทางการเงินใดๆ หรือแม้แต่ความเคลื่อนไหวของการแต่งตั้งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ก็ย่อมส่งผลต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และการเติบโตหรือชะลอตัวเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่เสมอ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ท่ามกลางการจับตาของทั้งกูรูด้านเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ และนักลงทุน คือ โจ ไบเดน (Joe Biden) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสนอชื่อ เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อเป็นสมัยที่ 2 หลังจากที่พาวเวลล์จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 ที่จะถึงนี้

หากย้อนกลับไปก่อนหน้าที่ไบเดนจะประกาศชื่อคนที่เขาเลือกให้เป็นประธานธนาคารสหรัฐฯ สมัยต่อไป มีทั้งนักการเมือง นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันออกมาให้ความเห็นที่หลากหลายต่อการเลือกประธานเฟดคนใหม่ที่จะส่งผลต่อนโยบายทางการเงินสหรัฐฯ และภาพรวมเศรษฐกิจในอนาคตอีก 4 ปี ข้างหน้า

เชลดอน ไวท์เฮาส์  (Sheldon Whitehouse) และ เจฟฟ์ เมอร์คลีย์ (Jeff Merkley) สองวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ออกมาแสดงความเห็นที่ไม่ต้องการให้เจอโรม พาวเวลล์ ดำรงตำแหน่งประธานเฟดต่อเป็นสมัยที่ 2 เนื่องจากพวกเขามองว่า พาวเวลล์เพิกเฉย และตอบสนองต่อวิกฤติสภาพอากาศไม่เพียงพอ และยังบอกอีกว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องแต่งตั้งประธานเฟดที่จะสามารถปฏิบัติตามหน้าที่ในการปกป้องระบบการเงินได้ และต้องมีมุมมองในเรื่องการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นความรับผิดชอบของผู้กำหนดนโยบายทุกๆ คน

เอลิซาเบธ วอร์เรน (Elizabeth Warren) วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ออกมาแสดงความเห็นก่อนหน้านี้ว่า พาวเวลล์ คือ ‘บุคคลอันตราย’ ทำลายระบบธนาคารสหรัฐฯ การที่พาวเวลล์ผ่อนคลายกฎระเบียบในภาคธนาคารจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี 2008-2009 พร้อมกับสนับสนุนให้ไบเดนเลือก ลาเอล เบรนนาร์ด (Lael Brainard) หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเฟดแทน

นักวิเคราะห์บางคนบอกว่า หากเบรนนาร์ด ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเฟด ทิศทางการดำเนินการกำหนดนโยบายของเฟดจะผ่อนคลาย (Dovish) มากขึ้น นั่นหมายความว่า เฟดอาจจะใช้เวลานานขึ้นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือปรับนโยบาย ถ้าเทียบกับการอยู่ภายใต้ประธานเฟดคนปัจจุบัน ซึ่งตลาดคาดว่าธนาคารกลางจะเริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า

แซม สโตวอลล์ (Sam Stovall) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนของ CFRA Research ระบุว่า ผลงานในสมัยแรกของพาวเวลล์นั้นถือว่าดีกับตลาดหุ้น โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภายใต้การบริหารงานของประธานเฟดทั้งหมดที่เพิ่มขึ้น 8.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งหากพาวเวลล์ได้รับการเสนอชื่อ เชื่อว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นและบอนด์ปรับตัวขึ้น ขณะที่หากเป็นชื่อของเบรนนาร์ด ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่แน่นอน ส่งผลลบต่อตลาด แต่จุดยืนของเธอที่มีทิศทางคล้ายกับพาวเวลล์ก็อาจจะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นได้เหมือนกัน 

จิม คารอน (Jim Caron) ผู้จัดการการลงทุนจาก Morgan Stanley มองว่า ไม่ว่าพาวเวลล์ หรือเบรนนาร์ดจะได้รับเลือกให้เป็นประธานเฟด ทิศทางการดำเนินนโยบายต่างๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าไรนัก เพราะทั้งสองมีความคล้ายกันคือ การดำเนินนโยบายแบบสายพิราบ (Dovish) ที่สามารถดำเนินนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และยอมให้เงินเฟ้อปรับขึ้นได้บ้าง

แม้จะมีหลากหลายเสียงออกมาแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ แต่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองไปทางเดียวกันว่าไบเดนน่าจะเลือกพาวเวลล์นั่งเป็นประธานเฟดต่อเป็นสมัยที่สอง ด้วยเหตุผลด้านความต่อเนื่องของนโยบายทางการเงิน รวมถึงพาวเวลล์เองยังเป็นที่เคารพนับถือในวอลล์สตรีท และนักลงทุนก็พอใจกับกลยุทธ์การสื่อสารของพาวเวลล์มาก หากเปลี่ยนคนใหม่ก็อาจจะสร้างความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลให้ตลาดสั่นคลอน และเพิ่มความซับซ้อนในการสร้างความมั่นใจที่ยากอยู่แล้วให้กับนักลงทุนที่มีความกังวลว่าเฟดจะยกเลิกนโยบายฉุกเฉินที่มีขึ้นก่อนหน้านี้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

แม้จะไม่ผิดคาด แต่การที่ไบเดนเลือกพาวเวลล์ให้ดูแลระบบธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อไปอีกสมัย ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ค่อยได้เกิดขึ้นบ่อยนักที่ผู้นำชุดปัจจุบันจะตัดสินใจให้ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดก่อนหน้าอยู่ในตำแหน่งต่อไป

แล้วอะไรคือเหตุผลให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลือกพาวเวลล์ เป็นประธานเฟดต่อกันแน่

ไบเดนให้เหตุผลในการที่เขาตัดสินใจเลือกพาวเวลล์เป็นประธานเฟดสมัยที่ 2 ว่า ความเป็นผู้นำที่มั่นคงและเด็ดขาดของพาวเวลล์ มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างแข็งแกร่ง รวมทั้งมีการจ้างงานเพิ่มกว่าที่คาดไว้ และสามารถต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อได้ 

อีกทั้งไบเดนต้องการเสถียรภาพและความเป็นอิสระในการดำเนินการบนสภาวะความไม่แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งพาวเวลล์นั้นตอบโจทย์

ที่ผ่านมาแม้พาวเวลล์จะสามารถทำหน้าที่ประธานเฟดได้ดีในการฟื้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในยามวิกฤติ แต่ใน 4 ปีนับจากนี้ เขาอาจจะต้องเจอโจทย์ท้าทายที่จะเกิดขึ้นมากกว่าเดิมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การจัดการไม่ให้เงินเฟ้อสูงมากเกินไป ซึ่งเฟดอาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้เพื่อสกัดกั้นการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการ 

หรือหากกรอบการทำงานใหม่ของเฟดกำหนดให้คงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อให้ตลาดแรงงานแข็งแกร่งมากขึ้น เฟดก็อาจจะต้องปรับกฎระเบียบทางการเงินให้เข้มงวดขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะทำให้เกิดวิกฤติได้ ซึ่งผู้นำเฟดต้องพิจารณาเสถียรภาพทางการเงินโดยรวมมากขึ้น

ในขณะเดียวกันสิ่งที่ประธานเฟดต้องเผชิญคือคำถามที่ว่า เฟดควรออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเองหรือไม่ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาพาวเวลล์ยังไม่ได้พูดถึงหรือให้คำมั่นสัญญาใดๆ 

หรือแม้กระทั่งพาวเวลล์ต้องเจอกับความกดดันในการทำความเข้าใจและจัดการกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ก่อนหน้านี้เขาถูกวิจารณ์ถึงการเพิกเฉย และตอบสนองต่อวิกฤติสภาพอากาศที่ไม่เพียงพอ

รวมถึงปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติและเพศจะฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งวุฒิสมาชิกพรรครีพลับลิกันระบุว่า เฟดยังดำเนินการไม่มากพอ อีกทั้งยังกล่าวถึงโครงการซื้อพันธบัตรของเฟดว่าทำให้กลุ่มคนรวยมีฐานะดีขึ้น เนื่องจากทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้น ซึ่งการดำรงตำแหน่งของพาวเวลล์นี้ก็อาจจะช่วยปรับเปลี่ยนเครื่องมือของเฟดเพื่อทำให้ช่องว่างเหล่านั้นลดลงได้

ก่อนที่พาวเวลล์จะเผชิญปัญหาที่ท้าทายกับการเป็นประธานเฟดสมัยที่ 2 หากวุฒิสภาให้การรับรองแล้ว ที่แน่ๆ ทิศทางในเร็วๆ นี้ จากรายงานการประชุมประจำเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่เปิดเผยโดยกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ระบุว่า เฟดมีความพร้อมที่จะเร่งเวลาในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เร็วกว่าที่คาดไว้ หากตัวเลขเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง 

หากเฟดดำเนินการดังกล่าว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับไทยคือ เงินบาทมีแนวโน้มที่จะกลับมาอ่อนค่าตามทิศทางแข็งค่าขึ้นของดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นลบต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย หรือ Fund flow รวมทั้งส่งผลให้แนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และดอลลาร์สหรัฐฯ กลับเป็นขาขึ้น ย่อมส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลไทยและต้นทุนการกู้ยืมนั้นปรับสูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวช้ากว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ท่ามกลางความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดที่ยังอยู่ในระดับสูง

 

อ้างอิง : Reuters1, Reuters2, cnn, cnbc, ap, krungsrisecurities

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นลิศา เตชะศิริประภา
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow