Humberger Menu

“ทุกการเคลื่อนไหวมีคุณูปการในตัวมันเองเสมอ” รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
LineCopy

LATEST

+
‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน
Summary
  • การชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร คือการชุมนุมที่มีโจทย์ใหญ่คือยืนยัน 10 ข้อเรียกร้อง และการปักหมุดคณะราษฎร 2563 ในเช้าวันถัดมา
  • จากการชุมนุมครั้งนั้น รุ้ง ปนัสยา คือหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหามาตรา 112 ก่อนที่คดีนี้จะทำให้ถูกควบคุมตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัว
  • หลังได้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขของศาล รุ้ง ปนัสยา ยังคงมีบทบาทอยู่กับกลุ่มแนวร่วมฯ เช่นเดียวกับความหวังที่ไม่เปลี่ยนไปว่า สักวันชัยชนะจะเป็นของประชาชน


วันที่ 19 กันยายน 2563 คือวันที่มีการชุมนุมใหญ่เกิดขึ้นที่ท้องสนามหลวง โดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ภายใต้ชื่อ ‘19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร’  

นัยสำคัญของการชุมนุมวันนั้นนอกจากขับไล่รัฐบาลคือการประกาศยืนยัน 10 ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันฯ ที่กลุ่มแนวร่วมฯ เคยประกาศไว้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต 

ตามมาด้วยการปักหลักชุมนุมค้างคืน และปักหมุด ‘คณะราษฎร 2563’ ที่สนามหลวง ในเวลาย่ำรุ่งของวันที่ 20 กันยายน และ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล จากกลุ่มแนวร่วมฯ เป็นผู้ยื่นหนังสือข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ไปยังคณะองคมนตรี ผ่าน พลตำรวจโทภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 

ด้วยเนื้อหาของการปราศรัยและโจทย์ใหญ่ของข้อเรียกร้อง ทำให้ในการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร มีผู้โดนคดี 112 หลายคน หนึ่งในนั้นคือผู้ประกาศ ‘ขยับเพดาน’ รุ้ง ปนัสยา 

ตลอดคลื่นการชุมนุมใหญ่รายวันในปี 2563 รุ้ง ปนัสยา ถือว่ามีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกับ เพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ และ ทนายอานนท์ นำภา แต่จากข้อหาในการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน ทำให้แกนนำหลายคนถูกจับกุม และถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยไม่ได้รับการประกันตัว 

รุ้ง ปนัสยา ถูกควบคุมตัวหลังอัยการส่งฟ้องคดีจากการชุมนุม 19 กันยา ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2564 โดยระหว่างนั้นได้มีการเรียกร้องจากผู้สนับสนุนให้คืนสิทธิประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีให้แกนนำทั้งหมด และให้ #ปล่อยเพื่อนเรา แต่การยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวก็ถูกปฏิเสธทุกครั้ง จนทำให้ เพนกวิน และรุ้ง ประกาศอดอาหาร 

6 พฤษภาคม 2564 หลังอดอาหาร 39 วัน จาก 59 วันที่ไร้อิสรภาพ รุ้ง ปนัสยา ก็ได้ประกันตัวภายใต้เงื่อนไขของศาล 

เพราะโควิด-19 ทำให้การพบปะพูดคุยทำได้ไม่ง่ายนัก ไทยรัฐพลัสจึงสนทนาผ่านหน้าจอกับ รุ้ง-ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ถึงเรื่องราวในหนึ่งปีที่ผ่านมา หลังการชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวง อันเป็นต้นทางของการจับกุมคุมขัง จาก 19 กันยา 63 ถึง 19 กันยา 64 รุ้ง ปนัสยา มองการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องของประชาชนอย่างไร


ตอนนี้คุณได้ติดตามการชุมนุมที่ดินแดงบ้างไหม

ติดตามค่ะ ติดตามอยู่ตลอด คอยสังเกตการณ์ผ่านทางออนไลน์บ้าง หรือให้เพื่อนๆ ลงไปพื้นที่บ้างค่ะ


คนที่ลงไปในพื้นที่ดินแดง สิ่งที่เขาเห็นคืออะไรบ้าง

วันนี้ก็ได้คุยกับเพื่อนๆ นะคะ ว่าเขาได้ไปคุยกับชาวแฟลตดินแดงมา แต่ว่าข้อมูลยังไม่สมบูรณ์นะคะ เพราะว่ามันมีหลายตึกมาก แล้วแต่ละตึกเป็นคนละกลุ่มกันเลย คือเขาจะไม่รู้จักกัน จะรู้จักกันแค่ในตึกเขาเท่านั้น 

แล้วก็พบว่าจริงๆ ...จากที่เพื่อนเราลงไปพูดคุยกันมา ทางกลุ่มอื่นไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ที่ทางเราได้ฟังมาก็คือช่วงแรกๆ ชาวบ้านในแฟลตดินแดงเขาก็รู้สึกโอเคกับการชุมนุม โอเคกับการที่จะปกป้องเด็กๆ ของเขา ซึ่งก็เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในแถวนั้นอยู่แล้ว แต่พอมันยืดเยื้อขึ้น ก็เริ่มมีคนที่ไม่ใช่ชาวแฟลตดินแดงจริงๆ (บางทีก็พูดยากเหมือนกันนะ) มันก็มีคนเข้าไปในเขตพื้นที่เขา แล้วก็มีคนไม่พอใจบางส่วนเกิดขึ้น 

แต่ถามว่าเขาเข้าใจไหม เราว่าเขาเข้าใจนะคะ ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ไม่ว่าจะการชุมนุมเอย หรือวิธีการต่อสู้ของเขาเอย เขาก็พร้อมที่จะดูแล ซัพพอร์ต ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมา นี่คือที่เราได้รับข้อมูลมา


เวลามีการชุมนุมกันเกิดขึ้นแล้วเกิดเหตุรุนแรง มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวบ้านหรือประชาชนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยเหมือนกันใช่หรือเปล่า

มีความเป็นไปได้ค่ะ อย่างขบวนเราเองก็ไม่ได้เห็นเหมือนกันไปหมดทุกเรื่อง ถึงจะไม่ใช่เรื่องความรุนแรงก็ตาม เพราะฉะนั้นมันปกติมากเลย กับคนที่ไม่ได้จะสมาทานการไต่เส้นสันติวิธีแบบนี้ เขามีบาร์ของเขา อาจจะบาร์ไม่เท่ากันในเรื่องของสันติวิธี ซึ่งมันก็เกิดขึ้นได้ 

แต่เราคิดว่าทุกคนน่าจะเข้าใจนะคะ ว่ามันเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเพราะอะไร ซึ่งเอาจริงๆ แล้ว พื้นที่ชุมนุมดินแดงก็ไม่ได้ไร้ประเด็นไปเสียทีเดียวนะ ประเด็นมันอยู่ในตัวเขาตลอด ถึงเขาจะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ว่าสารที่ออกมา เรารับรู้จริงๆ โดยที่เขาไม่ต้องมีการปราศรัยหรือว่าอะไรเลย เรารู้ว่าเขาต้องการให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกไป เรารู้ว่าเขาทนไม่ไหวแล้วกับการที่มีรัฐบาลบริหารจัดการแบบนี้ รวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่ดีขึ้น มันก็เป็นเหตุผลที่เขาต้องออกมา ซึ่งวิธีการต่อสู้แต่ละคนแตกต่างกัน 

อย่างตัวเราเองก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยกับชุมนุมดินแดงไปเสียทั้งหมด แต่เราก็ไม่ได้ต่อต้านเขา เราเข้าใจ เพราะการต่อสู้มันไม่จำเป็นต้องมีแนวทางเดียวเสมอไปก็ได้เหมือนกัน


ถ้าพูดถึงคำว่า ‘สันติวิธี’ มันควรอยู่ตรงไหนถึงเรียกว่าสันติ เช่น บางคนอาจจะบอกว่าเผาสิ่งของได้ แต่อย่าทำร้ายคน?

สันติวิธีมันนิยามยากเหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่าพื้นที่นั้น บริบท วัฒนธรรม หรือตัวบุคคลจะตีความมันว่ายังไง 

เรามองว่า อย่างการเผาสิ่งของ แน่นอน...มันเป็นสันติวิธี เพราะสิ่งของมันไม่ได้ลุกลาม อย่างเช่น เราถือรูปไว้ แล้วจุดไฟเผา มันก็จบที่การเผารูปแค่นั้นเอง หรือกระทั่งทำเป็นกองไฟขึ้นมาในเชิงสัญลักษณ์ ก็ทำได้เหมือนกัน 

บาร์ของเราเองมันขึ้นอยู่กับว่า เราต้องไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายใคร หรือทำให้ถึงแก่ชีวิต อันนี้คือบาร์สันติวิธีของเรา ซึ่งวิธีการหรือเครื่องมือทางสันติวิธีที่เราใช้กันมาเราก็ยังใช้ไม่หมดนะคะ มันมีหลายวิธีการมากๆ ที่สามารถจะใช้ได้ 

วิธีการสันติวิธีที่เราทำไปแล้วก็มีหลายอย่างมาก เช่น การเดินประท้วงบนถนน การถอดเสื้อผ้าออก ที่เราเห็นข่าวการชุมนุมที่ดินแดง เขาถอดเสื้อผ้าแล้วก้มลงกราบ ไม่ให้ คฝ. (ตำรวจควบคุมฝูงชน) เข้ามาสลายการชุมนุม การยื่นหนังสือ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ การชูป้าย การแขวนป้าย การสาดสี หรือกระทั่งการปาพลุควัน จุดพลุ ถ้ามองแบบนี้ จริงๆ มันก็เป็นสันติวิธีที่เรายอมรับนะคะ พลุควันไม่ทำร้ายใครอยู่แล้ว มันแค่ทำให้วิสัยทัศน์ถูกบดบัง หรือการจุดพลุยิงขึ้นไปบนฟ้า 

ประเทศไทยจุดพลุกันเป็นปกติอยู่แล้วในเทศกาลหรืองานปีใหม่ ถ้าการกระทำนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือถึงแก่ชีวิตของใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งเราหรือฝั่งเขาก็ตาม เรายังถือว่าเป็นวิธีที่โอเค



เปรียบเทียบการเคลื่อนไหวหนึ่งปีที่ผ่านมา หลัง 19 กันยาจนถึงปลายปีมีชุมนุมใหญ่หลายครั้งมาก แต่ในปีนี้เหมือนเป็นการชุมนุมกระจัดกระจาย ในนามกลุ่มนั้นบ้าง กลุ่มนี้บ้าง อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป และเป้าหมายของขบวนยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า 

เป้าหมายของเรายังอยู่ที่เดิม สิ่งที่เปลี่ยนไป เราคิดว่ามันก็เป็นพลวัตตามปกติ อย่างปีนี้เราไม่สามารถมาชุมนุมกันในสถานที่ที่คนแออัดมากๆ ได้ เพราะสถานการณ์โควิด-19 แน่นอนอยู่แล้วว่าเราไม่อยากให้ใครต้องมาสุ่มเสี่ยงกับเราขนาดนั้น เราพยายามป้องกันทุกคนอย่างถึงที่สุด ม็อบธรรมศาสตร์ฯ เองเราก็มีจุดตรวจโควิด-19 และพยายามสร้างมาตรการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้เสมอ รวมถึงเรื่องการไต่เส้นสันติวิธีเองก็ตาม อย่างปีที่แล้วเราจะไม่ได้เห็นการแสดงออกในเชิงนี้หรือนาฏยกรรมอย่างที่เกิดขึ้นมากเสียเท่าไร เราคิดว่ามันเป็นพลวัตตามสังคมไปโดยธรรมชาติ 

อย่างปีที่แล้ว จุดเด่นที่เราทำกันในม็อบมันคือการปราศรัยใช่ไหมคะ บางคนอาจมองว่าเขาไม่สามารถใช้วิธีการนี้ได้ ฉันพูดไม่เก่ง ฉันทำข้อมูลไม่ได้ ฉันวาดภาพไม่เป็น มันก็มีวิธีการของแต่ละคน อย่างที่ดินแดง ถามว่าเราเป็นห่วงไหม เราเป็นห่วง แต่เราก็เข้าใจว่ามันคืออีกมูฟเมนต์หนึ่งที่เพิ่มขึ้น แต่มันก็ต้องเน้นย้ำไว้เสมอ ว่าการไต่เส้นสันติวิธีทำได้นะคะ 

ทุกครั้งที่เราพูดถึงสันติวิธี หลักของเราเลยคือต้องให้การชุมนุมมีความชอบธรรมอย่างถึงที่สุด ที่จะทำให้การชุมนุมเกิดสารที่จะสื่อประเด็นออกไปได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่บางครั้งเมื่อมันเกิดเหตุการณ์ที่เสมือนจะเป็นความรุนแรงขึ้นมา มันทำให้คนบางกลุ่มหรือบางสังคมรู้สึกไม่โอเค พอมันเป็นอย่างนี้แล้ว สารที่เราจะสื่อออกไปให้คนทุกกลุ่มทราบมันก็จะถูกตัดทอนลงไปด้วย สิ่งนี้ก็ต้องระวัง 

การเกิดขึ้นของดินแดงเราคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของมัน และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อยู่แล้ว ไม่ใช่ความผิดปกติอะไร และเราต้องมายืนยันร่วมกันด้วยว่าสุดท้ายแล้วการสลายการชุมนุมในพื้นที่ดินแดงมันไม่เคยได้สัดส่วน การใช้อำนาจและกำลังของคนสองกลุ่มมันไม่เคยเท่ากัน ชาวบ้านมีแค่พลุ ประทัดเล็ก มีลูกแก้ว แต่ตำรวจมีแก๊สน้ำตา มีกระสุนยาง มีรถน้ำ หรือกระทั่งมีกระสุนจริงด้วย แต่แค่เขายังไม่ใช้ 

เราไม่สามารถโทษได้ว่าม็อบนี้ทำให้ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องพุ่งตรงไปร่วมกันอย่างชัดเจน คือเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนใช้อำนาจในการสลายการชุมนุมผิดสัดส่วน สิ่งที่เขาทำทุกครั้งมันไม่ได้เป็นไปตามหลักสากลแต่อย่างใด การจับกุมเด็ก มีภาพการใช้ปืนจ่อหัวผู้ชุมนุม การยิงผู้ชุมนุมขณะที่นั่งมอเตอร์ไซค์ ทำให้คนได้รับบาดเจ็บและอันตรายไม่น้อย 

ร้ายแรงที่สุดคือเด็กอายุ 15 ถูกยิงที่ สน.ดินแดง ตอนนี้ก็ยังไม่ฟื้นตัว และยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้ จริงๆ ตำรวจต้องเป็นคนตอบเราด้วยซ้ำไปว่าใครกันแน่ที่เป็นคนยิง หากเป็นตำรวจจริงๆ เขาก็ต้องได้รับบทลงโทษ ไม่ใช่ว่าพอเป็นตำรวจด้วยกันแล้วจะปกป้องกันแบบนี้

เราต้องพยายามพูดไปถึงจุดนี้ด้วย อย่าให้สังคมไปโทษม็อบดินแดงตรงนั้น ความโกรธเกรี้ยวที่เกิดขึ้นมามันไม่ใช่อยู่ๆ เขาโกรธกันขึ้นมาเอง แต่สิ่งที่เป็นที่มาของความโกรธ คือรัฐบาลนี้


ช่วงหลังๆ คนในระดับแกนนำผู้ชุมนุมอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ออกมามีบทบาทมากขึ้น นั่นคือแกนนำรุ่นเก่าจากการชุมนุม นปช. เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ย้อนมาที่บทบาทของคุณในการชุมนุมในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา คนมักจะเรียกคุณเป็นแกนนำ หรือผู้นำการชุมนุม คุณคิดว่าตัวเองเป็นแกนนำจริงหรือเปล่า 

แกนนำ... จริงๆ เราก็แอบคิดกับตัวเองบ่อยๆ เหมือนกันนะ ในตอนที่คนเรียกเราว่าเป็นแกนนำ เพราะตอนแรกที่เริ่มต้นมาคือเราเป็นผู้ปราศรัย แต่จะเรียกว่าแกนนำก็ได้ เพราะสิ่งที่เราพูดออกไปเรามีข้อเสนอร่วมด้วยเสมอ วันที่ 10 สิงหาคม (2563) ก็ชัดเจนที่สุดแล้ว กับ 10 ข้อเรียกร้องที่เราพูดถึง แปลว่าอะไร แปลว่าเราต้องรับผิดชอบต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้จนกว่ามันจะสำเร็จหรือมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 

เพราะฉะนั้น จะเรียกว่าแกนนำก็ได้ มันคือแกนนำโดยประเด็นค่ะ สำหรับเรานะ เราคิดว่าเราเป็นแกนนำเชิงประเด็น 


การเคลื่อนตัวของขบวนของการชุมนุม ระหว่างมีแกนนำกับไม่มีแกนนำ คิดว่ามันต่างกันไหม

มันต่างกันนะคะ คือต่างกันเกือบจะทุกอย่าง ยกเว้นประเด็น 

อย่างม็อบที่มีแกนนำ มีเวทีปราศรัย การจัดการมันจะ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ทุกอย่างมีการจัดการหมด ไม่ว่าจะเป็นตารางเวลา เวที ผู้ปราศรัย ประเด็นที่จะพูด กระทั่งการดูแลมวลชนมันก็มีการดูแลอย่างทั่วถึง พยายามสร้างมาตรการป้องกันอย่างดีที่สุด เพื่อไม่ให้มีใครมาทำอะไรร้ายแรงในม็อบของเราได้ 

ม็อบมันก็มีอยู่สองอย่าง ออร์แกนิก คือเกิดขึ้นเอง กับ ออร์แกไนซ์ ก็คือมีทีมงานเบื้องหลัง ถ้าเราจะพูดว่า REDEM เป็นออร์แกไนซ์ เราก็คงจะพูดได้ เพราะมีตัวองค์กรนำใช่ไหมคะ มีคนตั้งกลุ่มเทเลแกรมขึ้นมา หรือว่ามีการจัดการบ้าง แต่ถ้าเป็นออร์แกนิกจริงๆ เราไม่แน่ใจว่าดินแดงเป็นออร์แกนิกแบบนั้นด้วยหรือเปล่า แต่เมื่อดูจากการเคลื่อนไหว ส่วนตัวคิดว่าน่าจะใช่ 

ข้อแตกต่างคือ การยุติการชุมนุม อย่าง REDEM เขาจะมีเวลาที่ชัดเจน ถึงจะมาจากการโหวตของผู้ชุมนุม ยังไงก็มีคนดูแลเรื่องนี้อยู่ดี จะไปเมื่อไหร่ ไปที่ไหน ยุติเมื่อไหร่ แต่ที่ดินแดงจะไม่สามารถคาดเดาได้เลย ทีมเราเองก็พยายามสังเกตการณ์ทุกวัน แต่ก็ยังเดาไม่ถูกเหมือนกันว่าจะไปจบตอนไหน หรือเขาจะเลิกกันเมื่อไหร่ เราก็เลยคิดว่าม็อบดินแดงน่าจะพูดได้ว่ามีความเป็นออร์แกนิกที่สุดแล้วที่มีในตอนนี้ 

อีกอย่างคือ การสื่อสารประเด็นมันก็จะแตกต่างกันไป อย่างม็อบออร์แกไนซ์ มันจะมาจากตัวผู้พูดเป็นหลักใช่ไหม ไม่ว่าจะบนเวทีหรือการพีอาร์ แต่ถ้าออร์แกนิก มันจะไม่มีผู้พูด เรายังไม่เห็นออร์แกนิกที่มีผู้พูด เพราะฉะนั้นการสื่อสารประเด็นมันต้องมาจากการช่วยเหลือกันของประชาชนหรือผู้ชุมนุมเป็นผู้กระจายข่าวด้วยตัวของเขาเองผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ช่องทางโซเชียล การถือป้ายในที่ชุมนุม การตะโกนข้อเรียกร้องของตัวเองในที่ชุมนุม เราคิดว่าอันนี้น่าจะเป็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุด


กับเรื่องแกนนำ บางครั้งเวลาเกิดเหตุรุนแรงบานปลาย พูดตรงไปตรงมาก็คือเวลามีเหตุเกิดหลังการชุมนุมของ REDEM คนก็จะเรียกร้องให้แกนนำรับผิดชอบ เอาเข้าจริง แกนนำต้องเป็นผู้รับผิดชอบไปเสียทั้งหมดขนาดนั้นเลยหรือเปล่า

เราคิดว่ามันสืบเนื่องมาจากการที่ปกติประเทศไทยเป็นม็อบแบบมีแกนนำมาโดยตลอด อย่างกลุ่มเราเองก็เป็นม็อบแบบมีแกนนำ พอมันเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวที่ไร้แกนนำ เราคิดว่าคนน่าจะเอามาผสมกันว่าเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ความจริงมันไม่ใช่ ถ้ามันไม่มีแกนนำก็คือไม่มีจริงๆ ต้องพูดว่ามันไม่มีจริงๆ การถามหาความรับผิดชอบจากแกนนำจึงเป็นไปไม่ได้ 

อย่าง REDEM เท่าที่เราดูมันถือว่าทุกคนตัดสินใจร่วมกัน เท่าที่เราสังเกตนะ เพราะเขาจะมีกลุ่มเทเลแกรมที่เป็นกลุ่มเปิด มีการโหวตร่วมกันว่าจะเอาไงดี มันเป็นเชิงว่าพื้นที่นี้ให้ทุกคนรับผิดชอบร่วมกัน อยากเดินไปด้วยกันไหม หรือว่าอยากหยุดแล้ว อยากพูดในประเด็นอะไร หรืออยากไปที่ไหน นี่คือการตัดสินใจร่วมกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นการมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากแกนนำคงเป็นไปไม่ได้ 

อย่างการชุมนุมของเราเอง เราก็ไม่สามารถไปยุ่มย่ามเกินขอบเขต ที่เราทำได้คือติดตาม ช่วยกระจายข่าวสาร เราช่วยสื่อสารในสิ่งที่เขาสื่อสารกันอยู่ แต่จะให้ไปชี้ ไปทำนู่นทำนี่ พูดให้คนฟัง แน่นอนว่าในม็อบมันทำไม่ได้อยู่แล้ว


เพราะหน้าที่ของแกนนำไม่ใช่การออกคำสั่งให้คนทำนู่นทำนี่ใช่ไหม

ใช่ค่ะ คือ ‘แกนนำ’ พอใช้คำนี้แล้วมันค่อนข้างตีความยาก เอาที่เราเข้าใจนะ สมมติมองรุ้งคนนี้ ที่พยายามจะชี้เรื่องปฏิรูปสถาบันฯ พยายามชี้ประเด็นให้สังคมฟังว่าเราหรือทีมเราคิดอะไรอยู่ ทุกคนคิดเห็นเหมือนกันไหม ถ้าทุกคนคิดเห็นเหมือนกัน มันก็จะเห็นได้จากผู้ที่มาชุมนุมในม็อบที่มีเราด้วย คิดว่ามันเป็นแบบนั้นมากกว่า ไม่ใช่กองทัพ ไม่ใช่หัวหน้าที่จะชี้คนในเผ่าให้ไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ใช่แบบนั้น ถ้าคนจะเชื่อ เขาก็เชื่อ ถ้าไม่เชื่อ ...ก็ไม่เชื่อ มันไม่ใช่สิ่งที่เราจะไปบังคับใครได้ 



ก็เป็นเรื่องจริงที่สังคมต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ‘แกนนำ’ ไม่ได้หมายความว่าสามารถชี้นิ้วสั่งได้ทั้งหมด?

เราคิดเหมือนกัน เพราะว่าเราก็เสพโซเชียลใช่ไหมคะ เด็กวัยรุ่นก็เสพโซเชียลอยู่แล้ว เราก็ดูทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊ก อย่างเวลามีม็อบขึ้นมา แล้วรุ้งไม่อยู่ หรือใครไม่อยู่ ก็จะมีคนพยายามถามหา ว่าทำไมไม่ลงมาด้วย จริงๆ มันคนละเรื่องกัน 

อย่างที่บอกไปว่าเราเป็นคนสื่อสารประเด็น เราไม่ใช่คนที่จะไปสั่งว่าให้เกิดอันนี้ขึ้นนะ สั่งให้คนไปตรงนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เราทำ และเราทำไม่ได้โดยตัวของเราเองอยู่แล้ว มันไม่สามารถเป็นไปได้นะคะ เราพูดคุยกัน เราตัดสินใจร่วมกัน


ทบทวนหนึ่งปีที่ผ่านมา มีหลายคนที่ร่วมอยู่ในการเคลื่อนไหวต้องถูกจับกุมคุมขัง ซึ่งคุณเองก็เช่นกัน ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ด้วย ตอนนี้มีความกังวลเกี่ยวกับเพื่อนๆ ที่ต้องโดนจับอีกครั้งเมื่อเดือนสิงหาคมมากน้อยแค่ไหน

เป็นห่วงค่ะ เป็นห่วงมากๆ เพราะจริงๆ วันนั้นเราไม่ได้เตรียมใจกันเลย ไม่ได้เตรียมใจว่าเพื่อนจะต้องเข้าไป เรารู้ว่าโอกาสมันมี 50-50 แน่นอนว่าเราคาดหวัง 50 เปอร์เซ็นที่เพื่อนจะได้กลับมามากกว่า แต่พอเป็นอย่างนี้ก็เสียใจเหมือนกันนะ มันมีแต่ความเป็นห่วงว่าเพื่อนจะอยู่ยังไง อยู่ได้ไหม 

และสิ่งที่เรากลัวก็เกิดขึ้น คือเพื่อนติดโควิด-19 กันเป็นแถบ เหลือแค่พี่อานนท์ (ทนายอานนท์ นำภา) กับณัฐชนน (ณัฐชนน ไพโรจน์) สองคนที่ไม่ได้ติดโควิด-19 แต่คนอื่นติดหมดแล้ว มันก็มีช่วงที่เขาต้องอยู่คนเดียว อยู่ในคุกนี่ทรมานนะ มันลำบาก ลำบากทั้งทางกาย ทางใจ และความเป็นอยู่ 

ถ้าคนที่ห่วงที่สุดคงมีอยู่สองคน แต่ห่วงจริงๆ คือ ณัฐ ณัฐชนน แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เขาเป็นคนพิการ ต้องใช้ขาปลอม จริงๆ มันมีประเด็นตั้งแต่ที่ณัฐเคยเข้าคุกไปพร้อมกับเรารอบแรกที่ธัญบุรี เจ้าหน้าที่มองว่าขาปลอมสามารถใช้เป็นอาวุธได้ ตอนแรกจะไม่ให้เอาเข้าไป ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ณัฐต้องใช้ไม้ค้ำสองข้างตลอดเวลา แล้วห้องน้ำในคุกไม่มีชักโครกนะ มีแต่แบบนั่งยอง แล้วลองนึกดูว่าคนขาพิการข้างหนึ่งจะนั่งยองได้ยังไงโดยที่ไม่มีเครื่องช่วยเหลือ ไม่มีราวจับ มันไม่มีจริงๆ แล้วจะใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง 

แต่สุดท้ายตอนนั้นอนุโลมให้ ตอนนี้ก็ยังอนุโลมให้อยู่ ก็ถือว่าขอบคุณมากๆ ที่เข้าใจ ไม่งั้นก็น่าจะลำบากกว่านี้ แต่กระนั้นเองถึงจะมีขาปลอมก็ยังลำบากอยู่ดี 

ณัฐลื่นล้มบ่อยนะ เข้าใจว่าลื่นล้มเพราะพื้นที่อาบน้ำหรือห้องน้ำไม่มีการเช็ดให้แห้งอยู่แล้ว ไม่ได้มีใครมาดูแลความสะอาดตรงนี้ ทำให้ณัฐต้องใช้ความพยายามในการทรงตัวอย่างมากที่จะให้ตัวเองลุกขึ้น แต่ก็พลาดเยอะเหมือนกัน ทำให้เจ็บตัวโดยใช่เหตุ 

จริงๆ แล้วทางเรือนจำทุกที่เขาก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่ายังไงมันก็ต้องมีผู้ต้องขังที่เป็นคนพิการเข้ามาบ้าง อาจจะไม่เยอะ แต่แค่คนเดียวก็ต้องให้ความสำคัญมากพอที่จะทำให้เขาใช้ชีวิตอยู่ในนั้นได้ เพราะการลงโทษเพียงอย่างเดียวที่เขาควรได้รับคือการกักขังอิสรภาพ ไม่ใช่การทรมานทางอื่นด้วย ทรมานทางกายทางใจ อย่างที่เป็นอยู่ในคุกไทยจนถึงทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นจะเป็นห่วงณัฐเป็นพิเศษ 

ส่วนเพนกวิน (พริษฎ์ ชิวรักษ์) ก็เป็นห่วงเหมือนกัน เพราะเขาก็เป็นโรคหอบ และตอนนี้ก็ยังไม่หาย แม่ของเพนกวินมาบอกเมื่อวานว่าเพนกวินปวดไมเกรนทุกวันเลย และยังมีอาการหอบหืด ต้องพ่นยา เราไม่แน่ใจว่าเขาจะเป็นลองโควิด (long COVID หรือผลระยะยาวจากการติดโควิด-19) หรือเปล่า  

และเพื่อนเราไม่ควรไปอยู่ในนั้นตั้งแต่แรก สิ่งที่ทำเป็นการชุมนุม เป็นการแสดงออก แสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ว่าเป็นประเด็นใดก็ตาม แต่ประเทศไทยไม่ยอมจนถึงวันนี้ แม้มันเปิดกว้างขึ้น แต่ก็ยังไม่ยอมอยู่ดี กระทั่งว่าใครที่ตัวจี๊ดๆ มากๆ ก็จะจับเข้าคุกไปเสียอย่างนั้น 

เราคาดหวังนะว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ดีกว่านี้ได้ เราสามารถมีเสรีภาพมากกว่านี้ได้ เรามีสิทธิเท่าเทียมกันได้กว่านี้ แต่วันนี้มันไม่ใช่ พวกเราถึงออกมาชุมนุมเรียกร้องกัน แต่ว่ารัฐกลับตอบโต้เราด้วยการจับขัง เราคิดว่าทุกคนน่าจะเห็นว่ามันเลวร้ายยังไง


ตอนที่ทนายอานนท์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข และ ไมค์-ภาณุพงศ์ จาดนอก และอีกหลายคนได้ประกันตัว ทนายอานนท์เปิดห้องคลับเฮาส์ ฟังดูแล้วตอนเข้าไปสภาพจิตใจย่ำแย่กว่าที่คิดมาก?

แย่มาก ถามว่าเราตอนนี้สภาพจิตใจโอเคไหมหลังจากออกมาจากคุก เราจะไม่ตอบว่าเราโอเค มันยังมีความเจ็บปวดอยู่กับตัวเองเสมอ หรือกระทั่งตอนเรานอนบางทีก็ยังฝันร้ายว่าเราเข้าไปอีกแล้ว หรือว่าไปอยู่ในนั้นมา มันส่งผลต่อสภาพจิตใจของคนมากๆ เลยแหละ 

มนุษย์ต้องการอิสระ ต้องการที่ทำกิจกรรมร่วมกันในกลุ่มสังคมที่ตัวเองอยู่ แต่อยู่ดีๆ โดนจับมาอยู่ในที่ไม่คุ้นเคย แล้วยังถูกกระทำอย่างไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อีก ทำให้ทุกคนที่อยู่ในนั้นสภาพจิตใจย่ำแย่หมด มันมีคนร้องไห้ทุกวัน มีคนเกรี้ยวโกรธ มีคนเครียดอยู่ตลอดเวลา คนที่อาจจะทำตัวเฮฮา แต่ข้างในพังไปหมดแล้วก็มี แต่พอมันเป็นอย่างนี้เราคิดว่าคนในเรือนจำน่าจะรู้ แต่ว่าจิตแพทย์ไม่เคยมีเพียงพอ รุ้งไม่เคยได้รับบริการเลย 

ทุกคนเลยที่ออกมาหรือคนที่ยังอยู่นั้น มันไม่มีใครเลยที่จะแฮปปี้สักคนเดียว ถึงเขาจะบอกกันว่าเขาอยู่ได้ เขาสบายดี เขายังหัวเราะได้ แต่มันก็เป็นแค่ชั่วครู่ชั่วคราว ลึกลงไปข้างในมันเจ็บปวดและขมขื่นมากๆ กับการที่ต้องเข้าไปในนั้นเพียงแค่ฉันอยากจะเรียกร้องชีวิตที่ดีขึ้นให้กับทุกคน


ทุกวันนี้ยังกลัวอยู่ไหมว่าในอนาคตอาจจะมีโอกาสต้องกลับเข้าไปอีก

แน่นอนว่ามันมีความกลัวค่ะ ไม่มีใครอยากเข้าไปอยู่แล้ว สิ่งเราต้องการคือทำเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ ทำข้อเรียกร้องสำเร็จให้ได้ ทำให้ประชาธิปไตยเกิดขึ้น เราต้องการแค่นั้น ไม่มีใครหรอกค่ะที่อยากเข้าคุก 

แต่ว่ากลัวไปก็เท่านั้น ถามว่ายอมให้ตัวเองกลัวไหม ยอมนะ จะไม่ปิดกั้นความรู้สึกตัวเอง เพราะมันจะเครียดกว่าเดิม ถ้ากลัวก็บอกกลัว ถ้าเครียดก็บอกเครียด ถ้าเสียใจก็จะบอกว่าเสียใจ และคิดว่าสิ่งนี้ทุกคนน่าจะลองทำดู เพราะมันเฮลตี้กับจิตใจตัวเองมากๆ 

เรารู้นะว่ายังไงวันหนึ่งมันต้องมีโอกาสแน่ๆ ที่จะเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ที่กำลังทำคือการใช้ชีวิตที่เราต้องการอย่างมีคุณค่า และมีคุณค่าที่สุดคือการที่เรายังเคลื่อนไหวอยู่ อาจไม่ได้เห็นรุ้งปราศรัยมาก แต่ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้หยุดแต่อย่างใด ไม่ได้ทิ้งข้อเรียกร้องเหล่านั้นด้วย ยังมีคนพูดถึงรุ้งอยู่ทุกวัน แค่เราลองสับเปลี่ยนคนบ้าง ให้คนอื่นลองขึ้นไปบ้าง ดูว่าเขาทำได้ไหม มันก็แค่การให้โอกาสคนอื่นบ้าง 

เราไม่ได้หยุด และคิดว่ามันคงดีที่สุดถ้าเราไม่ได้หยุด และวันใดวันหนึ่งเราเข้าคุกไป เราคงไม่เข้าไปแล้วเสียใจ


หลังจากโดนอะไรมาหลายอย่างในช่วงปีที่ผ่านมา คุณยังคาดหวังว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาจากฝั่งประชาชนอยู่ไหม

แน่นอนว่าเราหวัง และเราเชื่อจริงๆ ว่าวันใดวันหนึ่งประชาชนชนะแน่ๆ แน่นอน แต่เราไม่อาจบอกได้ว่ามันคือเมื่อไหร่ หรือวันไหน หรือว่าอีกนานเท่าไร แต่ทำไมเราถึงคาดหวังอยู่ ทั้งที่โดนมาขนาดนี้แล้ว เราเห็นการเคลื่อนไหวในทุกๆ วัน ทุกที่ ไม่ว่าสเกลเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม การเคลื่อนไหวมันไม่มีเวลาหยุดของมันเลย 

ถ้าสมมติว่าเราเห็นม็อบหยุด วันนี้ไม่มีม็อบ ถามว่าการเคลื่อนไหวที่อื่นมีไหม ถ้ามี...ที่ไหน ก็ที่ประชาชนทุกคนนั่นแหละที่เคลื่อนไหวด้วยตัวเองร่วมกันทุกวัน โดยการพูด การตั้งประเด็น การตั้งคำถามในโซเชียล เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือสร้างห้องคลับเฮาส์คุยกัน หรือใครที่วาดรูป แต่งเพลงเพื่อประชาธิปไตย ใช้ความสามารถของตัวเองในทุกวัน 

เพราะประชาชนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มันเลยทำให้เราค่อนข้างที่จะเห็นความหวังว่ามันเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงตอนนี้ก็ได้เห็นมากว่ามันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรในเชิงโครงสร้าง หรือมันมีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่มันมีนัยสำคัญผ่านการเมืองในฝั่งรัฐบาลหรืออะไรก็ตาม แต่การเปลี่ยนแปลงในระดับวัฒนธรรมมันเกิดขึ้นแล้ว คือการที่เราสามารถพูดเรื่องสถาบันฯ อย่างเปิดเผยมากขึ้น หรือกระทั่งว่าเราสามารถที่จะออกไปชุมนุมได้โดยที่คนไม่ได้สงสัยว่าการชุมนุมคืออะไร และชุมนุมไปเพื่ออะไร การที่เราเห็นเด็กตัวเล็กมากๆ ออกมาชุมนุมกัน เพราะการชุมนุมเรียกร้องสิทธิ์ การพูด การวิพากษ์วิจารณ์มันกลายเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมของคนรุ่นนี้ไปแล้ว มันมีความเปลี่ยนแปลงไประดับนั้นแล้ว และสะเทือนไปถึงส่วนอื่นเหมือนกัน 

สิ่งที่ประชาชนทำกันมามันมีผลนะ เราอาจไม่ได้เห็นเชิงประจักษ์หรือเป็นรูปธรรมขนาดนั้น แต่เชื่อไว้เถอะ มันมีความระส่ำระสายอยู่เสมอจากทุกการกระทำของประชาชน มันมีความสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นเราไม่อยากให้คนคิดเลยว่าชุมนุมแล้วได้อะไร ไม่เห็นได้อะไรเลย สันติวิธีไปเพื่ออะไรไม่เห็นได้อะไรกลับมาเลย เราได้มันกลับมาเสมอ เพียงแค่มันจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน แต่ทุกการเคลื่อนไหวมีคุณูปการในตัวมันเองเสมอ



ถ้าเปรียบเทียบกับการทำงานของระบบรัฐสภา การเมืองในระบบยังพอเป็นความหวังได้อยู่ไหม

มันมีความหวังเล็กๆ นะสำหรับเรา เราก็ดีใจที่มี ส.ส. เข้าไปพูดเรื่องตั๋วช้าง เรื่องสถาบันฯ เรื่องงบประมาณ กระทั่งพูดถึงพวกเราตอนที่เรายังอยู่ในเรือนจำ ถึงมันก็ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้ทำให้เราจะชนะได้ แต่ถามว่ามันมีคุณูปการไหม มันมีมากๆ ขอบคุณมากที่ทำอย่างนี้ มันทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชนมีความหวังมากขึ้นที่จะเคลื่อนไหวกันต่อ 

สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลไม่ใช่รัฐบาลฝั่งประชาธิปไตย มันคือฝั่งทหาร คือฝั่งเผด็จการ ถ้าจะคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการในรัฐบาลชุดนี้ ...มันก็คงไม่ เราถึงต้องมีข้อเรียกร้องคือการให้ประยุทธ์ลาออก หรือกระทั่งข้อเสนอของหลายกลุ่มคือยุบสภาฯ แล้วเลือกตั้งใหม่ไปเลย เพราะเรารู้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีหวัง เราต้องการรัฐบาลชุดใหม่ที่รับใช้ประชาชนจริงๆ เข้าใจความต้องการ ความเดือดร้อน ได้ยินเสียงของประชาชนในประเทศที่เลือกตัวเองมาเป็นผู้แทน ว่าเขาต้องการอะไร และนำเรื่องนั้นไปจัดการต่อ นั่นคือหน้าที่ของคุณในฐานะผู้แทนราษฎร


อย่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่ผ่านมา คล้ายว่ามันจะเป็นเกมมากกว่าครั้งก่อนๆ จนประชาชนคนดูส่ายหัว

อภิปรายฯ ครั้งล่าสุดมันคือครั้งที่สามแล้ว อย่างครั้งหนึ่งและครั้งสอง เราว่ายังดูมีหวังนะ เพราะจำได้ว่าตอนอภิปรายฯ มันเป็นวันสอบ เรานั่งกินข้าวที่โรงอาหารแล้วก็ดูอภิปรายฯ ไปด้วย เพราะเราอยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อนจะเข้าสอบด้วยซ้ำไป 

เราหวังจริงๆ ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลง จะมีอะไรที่เข้าทางฝั่งประชาธิปไตยบ้าง แต่ครั้งล่าสุดไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว มันสะท้อนจริงๆ ว่าความสนใจของผู้คนต่อเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจลดต่ำลง เพราะเขารู้และมองว่ายังไงก็ไม่ออก ยังไงเสียงไว้วางใจก็มากกว่า เรารู้สึกว่าความหวังในสภาฯ มันค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ทุกวินาทีเลย


ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนที่ต่อต้านรัฐบาลแทบจะสิ้นหวังต่อการเมืองในระบบ เพราะคิดว่าผ่านครั้งนี้ไปได้ ก็แทบไม่เหลือทางไหนเลยที่จะทำให้นายกฯ ออกไปได้ นอกจากเราก็ต้องชุมนุมขับไล่ต่อไป?

ใช่ เพราะการเมืองในสภาไม่มีหวังแล้ว ถึงต้องลงมาเดินบนถนน เป็นเหตุผลว่าทำไมเรายังม็อบอยู่ทุกวันนี้ ยังเคลื่อนไหวอยู่ถึงวันนี้ ทำไมดินแดงต้องออกมาแบบนั้น เพราะมันไม่มีหวังในสภาฯ ประชาชนต้องออกมาสู้กันเอง ทำให้ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้น


คุณเคยกล่าวในบทสัมภาษณ์หนึ่ง ว่าที่เลือกเรียนคณะสังคมวิทยาเพราะเป็นคนขี้สงสัยและอยากหาคำตอบ ตอนนี้ยังสงสัยอะไรแบบนั้นอยู่หรือเปล่า 

แล้วแต่ประเด็นด้วยนะ ส่วนตัวเราค่อนข้างสนใจมองดูคนว่าเขาทำอะไร คิดอะไรอยู่ น่าจะทำอะไรต่อ หรือเขามีแนวโน้มที่จะพูดหรือทำอะไรออกมา เราชอบสังเกตคน ก็เลยคิดว่าการเรียนในสาขานี้ค่อนข้างเหมาะ เพราะในการวิจัยบุคคลหรือลงพื้นที่มันต้องใช้ทักษะการสังเกตแบบนี้เข้าร่วมด้วย มันไม่สามารถเอาแค่คำพูดหรือข้อมูลมาได้ แต่มันต้องมีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมหรือการลงไปหาข้อมูลเชิงลึกด้วย


ทักษะการตั้งคำถาม ถ้าว่ากันตรงๆ มันก็ควรจะเป็นลักษณะที่คนไทยต้องมีเหมือนกัน?

ใช่ จริงๆ มันควรจะเป็นอย่างนั้นนะ สงสัยอะไรก็ถาม ตอบได้ก็ตอบ ตอบไม่ได้ก็เดี๋ยวไปหาคำตอบ 

การศึกษาไทยมันค่อนข้างทำลายเด็กมากเลยนะ เราเจอกับตัวเอง และคิดที่อ่านอยู่ก็น่าจะเคยเจอ ไม่เข้าใจก็ถาม คุณครูคะ อันนี้คืออะไรคะ แล้วก็โดนไล่ให้ไปอ่านหนังสือ ไม่ได้อ่านหนังสือมาละสิ ไม่ได้ฟังที่ฉันพูดละสิ มันไม่ใช่ ฟังก็ฟัง แต่มันไม่เข้าใจ พอโดนตอกกลับมา ก็ทำให้เกิดความกลัวที่จะถาม ผลได้สองทางคืออาจจะไปหาคำตอบเอง หรือว่าไม่หาเลย ไปหาเองก็ดีไป แต่คุณครูก็ควรที่จะเป็นคนสนับสนุนเรื่องนั้นด้วย กับคนที่โดนตอกกลับมาบ่อยๆ ก็จะกลายเป็นว่า โอเค... ฉันไม่เรียนแล้ว ก็มี มันถึงมีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษาไปเรื่อยๆ มันก็มีปัจจัยนี้อยู่ในนั้นด้วยเหมือนกัน เพราะว่าการศึกษาแบบไทยๆ มันไม่เป็นมิตรกับผู้เรียนเลย ถ้าเราไม่เจอครูดีๆ หรือครูที่เข้าใจนักเรียนจริงๆ 

ปัญหาใหญ่เลยคือการศึกษาไทยมันทำให้ผู้เรียนไม่ได้พัฒนาตัวเอง มันถึงมีคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร ชอบอะไร หรือถนัดอะไร พอเป็นอย่างนั้น มันทำให้ยากมากในการพัฒนาทักษะตัวเองต่อไป กระทั่งวัยมหาวิทยาลัย วัยทำงาน หรือการใช้ชีวิตของเขา มันถูกเริ่มต้นมาจากระบบการศึกษา สถาบันครอบครัวโดยรวมทั้งสิ้น มันหล่อหลอมคนให้เป็นอย่างนั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือโครงสร้างที่สร้างให้สังคมมีหน้าตายังไง หรือมีคุณภาพมากแค่ไหน



คนที่เคยผ่านระบบการศึกษาแบบเก่ามา หรือมีวิธีคิดในแบบอื่น เราจะมีวิธีปรับ mindset หรือค่อยๆ ชวนออกมาพูดคุยกันอย่างไร

มันต้องใช้เวลา ต้องเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจริงๆ ต้องทำให้ตัวเขาเองรู้สึกปลอดภัย ถ้าเขายังกังขาอยู่ ไม่ไว้ใจ ไม่เชื่อใจ ยังมีความเคอะเขินหรือกลัวอยู่ มันไม่มีทางที่จะทำให้คนกล้าออกมาพูด หากเขาไม่ได้อยากพูดเอง ต้องเป็นพื้นที่ที่เราทุกคนจะไม่ตัดสินกัน ไม่แซะหรือด่ากัน ทำร้ายกัน เพียงแค่เขาตั้งคำถามขึ้นมา 

การรับฟังและการพยายามทำความเข้าใจ มันเป็นหลักสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยไปต่อได้ สังคมเราไปต่อได้ เมื่อคนในประเทศมีอิสระที่จะพูดหรือวิจารณ์อะไรได้ เราเชื่อเหลือเกินว่าสังคมนี้จะพัฒนาไปได้อีกไกลมาก คนเก่งในประเทศไทยไม่น้อย แต่โอกาสที่จะให้เขาได้ไปถึงจุดที่ใฝ่ฝันมันน้อยและยากมาก


พูดถึง ‘พื้นที่ปลอดภัย’ สายประชาธิปไตยเองบางครั้งก็ชอบแซะหรือด่าทอ เหมือนกับไม่พยายามดึงคนมาเป็นพวก หรือไม่ต้อนรับคนเห็นต่าง คิดอย่างไรกับเรื่องนี้

นัยหนึ่งเราเข้าใจถึงความอึดอัดนั้น เข้าใจถึงความคับแค้น ความโกรธ แต่ในทางหนึ่ง เรามองว่าถ้ามันไม่จำเป็นขนาดนั้น ไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้วการที่เราจะไปถึงเป้าหมายได้ การรวมคนเพื่อให้มาเห็นด้วยกับเรามันสำคัญมากๆ การที่เราโอบรับคนที่อาจจะเคยเห็นต่างกันมาก่อน เราเชื้อเชิญให้เขามาเป็นขบวนการเดียวกับเรา พูดหรือเชื่อในเรื่องเดียวกับเรามันสำคัญมาก ทำให้การต่อสู้ของเราไปถึงเป้าหมายได้ 

คนที่กลับใจมีเยอะนะคะ เท่าที่เห็นมา อย่าง ลูกนัท (ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย) เป็นตัวอย่างประจักษ์หนึ่งที่ทำให้เราได้เห็นว่าคนกลับใจได้จริงๆ เมื่อคนมันตาสว่างแล้ว เห็นแล้วมันก็คือเห็น 

เราไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรในการกีดกันใครออก หรือด่าทอใครโดยไม่จำเป็น ...ก็อาจจะจำเป็นบ้างในการเรียกสติ แต่เชียร์ให้คนโอบอุ้มเชื้อเชิญกันมากกว่า อย่าไปกีดกันใครเลย


เพราะการต่อสู้ในแนวทางนี้ คำว่า ‘แนวร่วม’ สำคัญที่สุด?

ใช่ สำคัญที่สุด เพราะมันคือการเคลื่อนไหวภาคประชาชน และมันคือภาคประชาชนจริงๆ ไม่มีใครมาซัพพอร์ต ไม่ได้มีพวกเป็นทหาร ตำรวจ เรามีแค่เรา ประชาชนมีแค่ประชาชนด้วยกัน การขยายแนวร่วม การร่วมมือ การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน การรับฟัง การให้ความเห็นกัน สำคัญมากในการจะไปต่อ


คิดว่าหลังช่วงโควิด-19 ซาลง คนจะออกมากันอีกไหม

เชื่อมากว่าคนน่าจะมากันเยอะ เผลอๆ อาจจะเยอะกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ เพราะสถานการณ์ตอนนี้มันตึงกว่าปีที่แล้วมาก เพราะมีสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมา คนจึงไม่สามารถออกมาได้อย่างสบายใจ รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค แต่เราเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์มันดีขึ้น โควิดซาลงแล้ว หรือว่าเศรษฐกิจดีขึ้นบ้าง เราเชื่อว่าคนจะกลับมาอย่างถล่มทลาย


นอกจากการเคลื่อนไหวต่อเนื่องกับแนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ ทราบมาว่ามีโครงการที่ทำกับแอมเนสตี้ด้วย 

เป็นโครงการ Write for Rights คือทำเคสของเราในการออกแคมเปญออกมา หนึ่งในนั้นคือการเรียกร้องให้ถอนข้อกล่าวหาที่มีมาทั้งหมด หรือการระดมทุนเพื่อใช้เคสของเราไประดมทุนให้ประเทศเล็กๆ หรือกลุ่มกิจการประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้มีทุนมาก สามารถใช้เงินก้อนนี้ด้วยได้ ซึ่งคิดว่าน่าจะมีกิจกรรมตามมาอีก


ตอนนี้ทางแอสเนสตี้ก็พยายามสื่อสารเรื่อง พ.ร.บ.ซ้อมทรมานอุ้มหาย ที่คุณไปร่วมในคลับเฮาส์ (บทสัมภาษณ์เป็นการพูดคุยเมื่อวันที่ 14 กันยายน ล่าสุด สภาผู้แทนฯ เห็นชอบผ่านวาระ 1 ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายแล้วเมื่อ 16 กันยายน)

เราคาดหวังจริงๆ นะ ว่าอย่างน้อยรับหลักการก่อน มันจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ทำให้เรื่องซ้อมทรมาน เรื่องอุ้มหาย มันถูกตีตราไปเลยว่าเป็นเรื่องที่ผิด ทำให้สามารถป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มีการรับผิดชอบต่อครอบครัวผู้สูญเสีย มันก็จะง่ายขึ้น แล้วก็มีกระแสจากประเทศต่างๆ มาแสดงความยินดีมากที่ได้ยินว่าจะมีกฎหมายนี้เกิดขึ้น และคาดหวังว่ามันจะสำเร็จ เพราะนับเป็นก้าวที่ใหญ่มาก สำหรับการรักษาสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย      


Illustration: Nuttal-Thanapohn Dejkunchorn                      


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
บรรณาธิการสายสังคมการเมือง

Follow