Humberger Menu

เพราะประเทศไม่มีขา เราจึงต้องออกเดินเอง

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ประชาชน
LineCopy

LATEST

+
‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน
Summary
  • พจน์ย้ายไปอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่อายุ 18 ทว่าก็ยังตั้งปณิธานว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี แต่เมื่อเขาในวัย 30 กว่า ได้สัญชาติแล้วมาเขียนเล่าแสดงความดีใจ กลับต้องแปลกใจที่มีคนไม่ชอบ กว่าจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น


หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องแต่ง


ผมมาอยู่ที่อเมริกาได้สักสิบปีแล้ว เริ่มแรกก็มาทำงานเล็กๆ น้อยๆ ก่อน อย่างงานตักไอศกรีมขายในร้านไอศกรีม มันไม่ใช่งานเบาๆ นะคุณ เพราะไอศกรีมมันแข็ง ตักบ่อยๆ เข้า ข้อมืออักเสบก็มีเหมือนกัน

ผมทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แรกๆ ก็ทุนพ่อกรูนี่แหละ แต่อยู่ๆ ไป เมืองไทยมีปัญหาเศรษฐกิจ พ่อกรูเลยไม่ส่งต่อแล้ว การเรียนไปด้วยหาเงินเรียนไปด้วย เลยเป็นเรื่องจำเป็นต้องทำ จากตักไอศกรีมก็ขยับขยายไปอย่างอื่น ซึ่งก็ไม่พ้นงานร้านอาหารนั่นแหละ แต่พออยู่ไปๆ ภาษาดีขึ้น ก็เริ่มกล้าไปสมัครร้านอาหารอื่นๆ นอกจากร้านอาหารไทย แล้วพอจับพลัดจับผลู สุดท้ายก็ได้งานทำที่นี่ เลยอยู่ยาว แล้วก็เพิ่งได้สัญชาติเมื่อไม่นานมานี้นี่เอง

แต่เรื่องที่อยากเล่าก็คือ พอได้สัญชาติแล้ว ผมไปเขียนเล่าไว้ในโซเชียลมีเดีย (ก็แหม! คนมันดีใจนี่หว่า แล้วก็ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรกับเขาสักเท่าไร เรื่องคนไทยชอบไล่คนไทยด้วยกันออกนอกประเทศ) ก็ต้องแปลกใจ ที่เห็นคนไม่รู้จักมาตอบเชิงกระแหนะกระแหน ทำนองว่าเป็นพวกชังชาติหรือเปล่า ได้สัญชาติอื่นแล้วก็ไปเลย ไม่กลับมาดูดำดูดีประเทศตัวเอง อะไรแบบนั้น

เฮ้ย! ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าจะไม่กลับไปไทยน่ะ แค่บอกว่าดีใจที่ได้สัญชาติอเมริกันเฉยๆ

ที่รู้สึกประสาทเสียมากก็คือ มีคนด่าด้วยว่า ได้สัญชาติอเมริกันแล้วอย่ากลับมาใช้ภาษาไทยอีกนะ ให้ใช้แต่ภาษาอังกฤษ แล้วก็มีอีกบางคนบอกว่า ขอให้สละสัญชาติไทยไปเลยนะ แล้วเอาใบสละสัญชาติมาโชว์ด้วย

อะไรกันวะ

ก่อนหน้านี้ ผมเคยเจอรุ่นพี่คนไทยคนหนึ่ง เขาเพิ่งย้ายมาอยู่อเมริกาตอนอายุได้ 37 ปีเท่านั้นเอง มาทำงานประเภทขับรถ เขาบอกผมว่า มาอยู่ที่นี่ก็เพื่อ ‘ลองดู’ เผื่อว่าชีวิตมันจะดีขึ้นบ้าง เพราะอยู่ไทยก็ไม่น่าจะมีอะไรดีขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่แล้ว เขาหมายถึงตัวเขาเอง เพราะเรียนก็น้อย เส้นสายอะไรก็ไม่มี ค่าที่อยู่ค่ากินอะไรก็แพง เขาบอกว่าถ้าเทียบกับที่นี่ แม้ราคาของหลายอย่างจะแพงกว่า แต่ค่าแรงที่ได้ก็ยังทำให้อยู่ได้และมีเงินเหลือเก็บด้วย

เขาดูสบายๆ ไม่กลัวอะไร บางทีอาจเพราะอยู่ในชุมชนคนไทย และมีนายจ้างเป็นคนไทยด้วยมั้ง ผมว่า เลยไม่ต้องปรับตัวมากนัก โดยเฉพาะในเรื่องภาษา แต่ถ้าเป็นผมนี่ ผมจะกลัว เพราะการเริ่มต้นใหม่ตอนอายุ 37 ปีนี่ ไม่น่าเป็นเรื่องง่ายเท่าไร

แต่ข้อได้เปรียบของคนอเมริกันอย่างหนึ่งก็คือ ประเทศมันใหญ่ คนสามารถย้ายไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่เหมาะสมกับตัวเอง อยากอยู่ริมทะเลก็ได้ บนเขาก็ได้ ที่ราบสูง ริมแม่น้ำอะไรมีหมด อยากอยู่เมืองใหญ่ก็มีให้อยู่ อยากอยู่เมืองเล็กก็มีให้อยู่ จะอยู่กับคนที่คิดแบบขวาก็ได้ จะอยู่ในแถบร้อนหน่อยก็ได้ หนาวมากๆ ก็มีให้เลือกหมด

ไอ้เรื่องการเลือกได้นี่ ผมว่าสำคัญ เพราะการย้ายไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับตัวเอง จะทำให้เรามีความสุขกับชีวิตมากขึ้น แต่เราไม่ค่อยรู้หรอกว่าที่ไหนมันเหมาะกับเราบ้าง บางคนก็เลยต้องย้ายไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะฟังดูเหมือนคนไร้บ้าน แต่ในอีกด้านก็คือ มันทำให้เราไม่ต้อง ‘ถูกขัง’ อยู่ในสัญชาติ เชื้อชาติ วัฒนธรรม และความคิดของผู้คนที่อาจจะไม่สอดคล้องกับตัวตนของเรา

เหมือนคนที่มาตอบอะไรแปลกๆ ในทวิตเตอร์ของผมนั่นแหละ คือผมเดาเอาว่า ไล่ผมออกนอกประเทศไม่ได้ (เพราะผมออกมาแล้ว) ก็เลยทำอะไรไม่ได้ นอกจากแขวะๆ ด่าๆ ซึ่งก็ตลกดี

มันเหมือนกับว่า พอมีคนบางคนไปอยู่ที่อื่นได้จริงๆ โดยเฉพาะในประเทศที่คนเหล่านั้นคิดว่าดีกว่า (ทั้งที่ที่ไหนๆ ในโลกมันก็มีปัญหาของมันทั้งนั้นแหละคุณ) คนที่ชอบไล่คนอื่นออกนอกประเทศก็จะเกิดความอัดอั้นตันอกขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง การแสดงความดีใจแบบแขวะๆ ที่คนอย่างผมได้สัญชาติอื่น จึงเป็นอาวุธทิ่มแทงย้อนกลับ เพราะเหมือนคนเหล่านี้หมดท่าไม้ตายแล้ว คิดอะไรต่อไม่ออก จึงถึงขั้นต้องไถลต่อไปอีกว่า - อย่ามาใช้ภาษาไทยนะ หรือเอาใบสละสัญชาติมาให้ดูหน่อย

โธ่! ตอนนี้เราต่างก็เป็นพลเมืองโลกกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ จะไปซีเรียสจริงจังอะไรกันนักหนาล่ะคุณ ถ้าเลียนแบบหนังสือของนักเขียนดัง ก็ต้องบอกว่าประเทศไม่มีขานะ ประเทศออกเดินไปไหนๆ เองเพื่อหนีคนในประเทศไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ถ้าอยากหนีไปไหน ก็ต้องออกเดินทางไปเองนั่นแหละ แต่คนแบบผมนี่ จะไปอยู่ที่ไหนก็ตามที ก็ยังอยากกลับไปตายที่บ้านเกิดอยู่ดีนั่นแหละ

อย่าบอกนะ - ว่าห้ามกลับ!


พจน์ (หรือแพท - ตามที่เพื่อนๆ ในอเมริกาเรียก) 

พจน์ไปอยู่ที่โน่นตั้งแต่อายุสิบแปด เขาอยู่ยาวจนอายุเลยสามสิบปีแล้ว และตั้งปณิธานว่าจะกลับมาเยี่ยมบ้านทุกปี การได้สัญชาติเป็นเรื่องที่ one thing leads to another เรื่องหนึ่งพาไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ไล่ไปเรื่อยๆ มันเหมือนชะตาชีวิตที่ค่อยๆ ผลักดันเขาไปทีละขั้นทีละตอน แต่เมื่อเขาได้สัญชาติแล้วมาเขียนเล่าแสดงความดีใจ กลับต้องแปลกใจที่มีคนไม่ชอบ กว่าจะถึงบางอ้อว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง ก็ต้องเสียเวลาไปนั่งอ่านโพสต์เก่าๆ ของผู้คนมากมายอยู่เนิ่นนาน


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ประชาชน
ผู้คนจากหลากหลายพื้นเพ กับเรื่องเล่า-ที่เป็นเพียงเรื่องแต่ง-ของพวกเขา ผ่านคอลัมน์ Songs Without Words

Follow