Humberger Menu

เมื่อคนทำงานถูกบังคับฉีดวัคซีน COVID-19

creator
วิทย์ บุญ
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ช่วงต้นเดือน ก.ย. 2021 สหรัฐฯ ประกาศมาตรการระดมฉีดวัคซีน COVID-19 ซึ่งจะครอบคลุมแรงงานของประเทศถึง 2 ใน 3 ตามแผนนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน ขึ้นไปต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ครบโดสให้พนักงาน และบังคับให้คนทำงานภาครัฐต้องฉีดวัคซีนทุกคน
  • นายจ้าง-ภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ต้องการให้คนทำงานฉีดวัคซีนเพื่อกลับเข้าสู่โหมดการดำเนินงานแบบปกติ หลังจากที่ปี 2020 เศรษฐกิจเกือบหยุดชะงักจากการระบาดของ COVID-19 พบมี ‘การบังคับ’ ให้พนักงานฉีดวัคซีน รวมทั้งมีการเลิกจ้างผู้ที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนบ้างแล้ว
  • สำหรับบ้านเรา นายจ้างสามารถออกคำสั่งให้พนักงานเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ก็ต่อเมื่อพนักงานมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเท่านั้น และหากใช้ข้ออ้างที่พนักงานไม่ยอมฉีดวัคซีนเลิกจ้าง ก็ต้องจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย

เดิมที วัคซีนป้องกัน COVID-19 ถือเป็นความหวังของมนุษยชาติในการฝ่าฟันวิกฤติระดับโลก แต่ปัจจุบันพบว่าในหลายภูมิภาค-สังคม-ท้องถิ่น ต่างมีปฏิกิริยาต่อการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันไป

ในช่วงแรกๆ ที่วัคซีนป้องกัน COVID-19 ออกมา การเรียกร้องของคนทำงาน โดยเฉพาะคนทำงานด่านหน้า (ภาคสาธารณสุข และภาคบริการต่างๆ) ส่วนใหญ่ร้องขอฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคร้าย แต่เมื่อมีการกระจายวัคซีนได้ถึงจุดหนึ่ง สถานการณ์ร้องขอวัคซีนของคนทำงานก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีวัคซีนล้นเหลือ

สำหรับกลุ่มประเทศรายได้สูง มีปัญหาน่าปวดหัว คือ การต่อต้านการฉีดวัคซีน และหากพิจารณาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับ ‘นายจ้าง-คนทำงาน’ (ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ) พบว่าความต้องการของนายจ้างกับคนทำงานมักจะไม่ตรงกันในเรื่องนี้

ในสหรัฐอเมริกา เมื่อช่วงต้นเดือน ก.ย. 2021 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศมาตรการระดมฉีดวัคซีน COVID-19 ซึ่งครอบคลุมแรงงานของประเทศถึง 2 ใน 3 ตามแผนการนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ กำหนดให้ผู้ประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คน ขึ้นไปต้องฉีดวัคซีน COVID-19 ครบโดสให้แก่พนักงาน หรือต้องตรวจหาเชื้อให้กับผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนทุกสัปดาห์ โดยคาดว่ามาตรการนี้จะครอบคลุมคนทำงานในภาคเอกชนประมาณ 80 ล้านคน ส่วนคนทำงานภาครัฐ จะมีการบังคับให้ต้องฉีดวัคซีนทุกคน หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกสอบสวนทางวินัยซึ่งอาจนำไปสู่การถูกเลิกจ้าง แต่ถ้าหากมีเหตุผลด้านสุขภาพที่ไม่อาจรับวัคซีนได้ ก็ต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองทุกสัปดาห์แทน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2021 กระทรวงสาธารณสุขและบริการประชาชนของสหรัฐฯ (HHS) ออกคำสั่งบังคับให้เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขมากกว่า 25,000 คน ต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนา กลุ่มที่ต่อต้านวัคซีน และผู้ที่มีอาการป่วยบางอย่าง อาจได้รับการยกเว้น ซึ่งต้องทดแทนด้วยการแสดงผลตรวจเชื้อที่เป็นลบเป็นประจำ

และในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นายจ้างในสหรัฐฯ ต้องการให้พนักงานฉีดวัคซีนมากขึ้นเพราะอยากฟื้นธุรกิจอีกครั้ง หลังจากปี 2020 ธุรกิจจำนวนมากไม่สามารถดำเนินงานได้ปกติ ทำให้ในปีนี้บริษัทต่างๆ ออกข้อกำหนดให้พนักงานฉีดวัคซีน เช่น 

  • อัลฟาเบต (Alphabet) บริษัทแม่ของกูเกิล ให้พนักงานประจำออฟฟิศในสหรัฐฯ จะต้องฉีดวัคซีนครบโดส

  • เฟซบุ๊กออกกฎบังคับให้พนักงานในสหรัฐฯ ต้องเข้ารับวัคซีนก่อนกลับเข้าไปในสำนักงาน 

  • เน็ตฟลิกซ์บังคับให้ทีมงานกองถ่ายในสหรัฐฯ ต้องฉีดวัคซีน

  • ส่วนซิตี้กรุ๊ปก็ประกาศเมื่อเดือนสิงหาคม 2021 ว่าพนักงานจะต้องฉีดวัคซีนก่อนกลับมาทำงานที่สำนักงาน 

  • แมคโดนัลด์กำหนดให้พนักงานในส่วนสำนักงานทุกคนต้องฉีดวัคซีนภายในวันที่ 27 กันยายน 2021 (แต่ข้อกำหนดบังคับนี้ไม่ได้ใช้กับคนทำงานในร้านอาหาร) 

  • สายการบินเดลตาแอร์ไลน์ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2021 ว่าให้พนักงานใหม่ทุกคนในสหรัฐฯ ต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้าทำงาน

  • สายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ระบุว่า พนักงานที่ปฏิเสธการฉีดวัคซีนจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าทำงานตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม และจะถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง หรือต้องเข้าสู่กระบวนการเลิกจ้าง โดยมีข้อยกเว้นให้กับผู้ที่มีเหตุผลทางการแพทย์ ซึ่งจะมีแพทย์เป็นผู้พิจารณาคำร้องขอ ส่วนผู้ที่ไม่สามารถฉีดวัคซีนด้วยเหตุผลทางศาสนาจะแยกไปพิจารณาคำร้อง ทั้งนี้พนักงานที่ถูกปฏิเสธคำขอยกเว้น จะต้องฉีดวัคซีนภายใน 5 สัปดาห์หรือถูกเลิกจ้าง

นอกจากนี้ จากการสำรวจบริษัท 961 แห่ง ในสหรัฐฯ ที่จ้างพนักงานเกือบ 10 ล้านคน เมื่อช่วงเดือน สิงหาคม 2021 พบว่าบริษัทเกือบร้อยละ 52 กำหนดให้พนักงานต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส ภายในไตรมาส 4/2021 และจากการสำรวจโดย Gallup poll พบว่า ในช่วงเดือน สิงหาคม 2021 นายจ้างในสหรัฐฯ ต้องการให้พนักงานฉีดวัคซีนมากขึ้น เป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 19 จากก่อนหน้านี้ มีเพียงร้อยละ 9 ในเดือนกรกฎาคม 2021 และร้อยละ 6 ในเดือนมิถุนายน 2021

การเลิกจ้างพนักงานด้วยเหตุผลไม่ให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีนก็มีแล้วเช่นกัน ในเดือนสิงหาคม 2021 สื่อชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง CNN เลิกจ้างพนักงาน 3 คน เนื่องจากเดินทางเข้าสำนักงานโดยยังไม่ได้ฉีดวัคซีน ทั้งนี้ มีการเปิดเผยบันทึกที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ CNN สื่อสารกับพนักงานว่า ทางบริษัทมีนโยบายกำหนดให้พนักงานต้องฉีดวัคซีนก่อนเข้ามาทำงานในสำนักงานหรือทำงานในพื้นที่ร่วมกับพนักงานคนอื่นๆ โดยทุกคนในแผนกข่าว แผนกกีฬา และผู้ทำงานในสตูดิโอที่เข้ามาทำงานจะต้องฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น

ความต้องการของนายจ้างนี้กลับสวนทางกับคนทำงาน จากการสำรวจโดยวอชิงตันโพสต์ และ เอบีซี นิวส์ โพล ที่สำรวจคนทำงานที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน 1,066 คน ช่วงวันที่ 20 ส.ค. - 1 ก.ย. 2021 พบว่า มีเพียงร้อยละ 16 เท่านั้นที่จะยอมฉีดวัคซีนหากนายจ้างกำหนดให้ต้องฉีดวัคซีนจึงจะสามารถเข้าสำนักงานได้ ร้อยละ 35 ระบุว่าจะขอได้รับการยกเว้นด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือศาสนา และร้อยละ 42 ระบุว่าจะลาออกหากนายจ้างบังคับให้ฉีดวัคซีน และคนทำงานร้อยละ 72 ระบุว่า พวกเขาจะลาออก หากนายจ้างไม่ยอมผ่อนปรนให้เมื่อพวกเขาขอยกเว้นการฉีดวัคซีนด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือศาสนา

ปฏิกิริยาต่อการถูกบังคับฉีดวัคซีนของคนทำงานก็เข้มข้นขึ้น มีทั้งการประท้วง ฟ้องร้อง และถึงขั้นตัดสินใจลาออกจากงาน เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2021 กลุ่มครูและสหภาพแรงงานพนักงานโรงเรียนในนครนิวยอร์กกว่า 1,000 คน รวมตัวกันประท้วงข้อบังคับฉีดวัคซีน ที่จะส่งผลให้ครูและพนักงานของโรงเรียนประมาณ 148,000 คน ต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรกภายใน 27 ก.ย. 2021 นี้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งหรือเลิกจ้าง ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ค. 2021 พนักงาน 117 คน ของโรงพยาบาล Houston Methodist ในรัฐเทกซัสได้ยื่นฟ้องศาลว่า การที่โรงพยาบาลกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องแสดงหลักฐานว่าฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 1 เข็มไม่เช่นนั้นจะถูกเลิกจ้าง เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบโดยกฎหมาย และล่าสุด บุคลากรในแผนกสูติกรรมของโรงพยาบาล Lewis County ที่ตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐนิวยอร์กหลายคนลาออก สืบเนื่องจากไม่พอใจต่อคำสั่งบังคับฉีดวัคซีนของโรงพยาบาล ผลกระทบจากการลาออกนี้ทำให้โรงพยาบาลต้องระงับการทำคลอดทุกรายเป็นการชั่วคราวหลังจากวันที่ 24 ก.ย. 2021 เป็นต้นไป

สำหรับประเทศไทย นายจ้างสามารถออกคำสั่งให้ลูกจ้างเข้ารับการตรวจ COVID-19 หรือฉีดวัคซีนได้ ก็ต่อเมื่อลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเท่านั้น

รองอธิบดีและโฆษกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีนายจ้างมีประกาศหรือคำสั่งให้ลูกจ้างทุกคนเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือเข้ารับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (การฉีดวัคซีน) เพื่อป้องกันโรคในกรณีที่ลูกจ้างมีความเสี่ยงหรือต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ COVID-19 แม้มีเจตนาเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด แต่ไม่ปรากฏว่า มีกฎหมายให้อำนาจนายจ้างดำเนินการดังกล่าวได้ 

อีกทั้งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มอบอำนาจให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ที่จะสั่งให้ลูกจ้างที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อตามเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เช่น ผู้สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ COVID-19 เป็นต้น เข้ารับการตรวจจากแพทย์ หรือเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ตามวัน เวลา และสถานที่ที่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกำหนดไว้

ดังนั้น หากนายจ้างห้ามไม่ให้ลูกจ้างที่ไม่ผ่านการตรวจหรือไม่ได้ฉีดวัคซีนเข้าทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง และหากมีพฤติการณ์ใดๆ ที่แสดงว่าเป็นการเลิกจ้างลูกจ้าง นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย 

อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ COVID-19 นายจ้างอาจมีคำสั่งให้ลูกจ้างเข้ารับการตรวจจากแพทย์ หรือคำสั่งให้ลูกจ้างเข้ารับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคเพื่อป้องกันโรคเป็นการเฉพาะรายได้ ถือว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่มีลักษณะกำหนดขึ้นเพื่อคัดกรองป้องกัน เฝ้าระวัง รักษา ควบคุม ไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 อีกทั้งยังป้องกันสุขภาพของบุคคลอื่น จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย หากลูกจ้างไม่ปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่มีเหตุอันสมควร ก็ถือว่าลูกจ้างฝ่าฝืนคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา 119 (4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จนถึงตอนนี้ สถานการณ์ในประเทศไทย ยังไม่พบกรณีที่คนทำงานในบ้านเราขัดแย้งกับนายจ้างในประเด็นปฏิเสธการฉีดวัคซีนทั้งหมด (อาจจะมีแต่การเลือกยี่ห้อ) หากแต่ความเคลื่อนไหวของคนทำงานในบ้านเราจะให้น้ำหนักไปทางการเรียกร้องให้ได้ฉีดวัคซีนมากกว่า ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำทั่วโลก ที่เข้าถึงวัคซีนได้น้อยกว่ากลุ่มประเทศรายได้สูง


อ้างอิง:

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
วิทย์ บุญ
‘แรงงานรับจ้างอิสระ’ สนใจประเด็นแรงงาน และทำงานเรื่องนี้ร่วมกับสื่อ องค์กรพัฒนาเอกชน สถานศึกษา ฯลฯ มาตั้งแต่ปี 2549 จวบจนปัจจุบัน

Follow