Humberger Menu

ระหว่างพัฒนาพลังงานสะอาด เราจึงต้องลดปัจจัยโลกร้อนไปพลางๆ ด้วย ‘โรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์’ ใหญ่ที่สุดในโลก

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
รู้ไหม น้อง ‘วัว’ ก็มี ‘หัวใจ’ ...เพราะพวกมันสื่อ ‘ความรู้สึก’ ให้กันได้ด้วยเสียง ‘มอ’
Summary
  • ปัจจุบันมีโรงงานดูดจับอากาศโดยตรง 15 แห่งทั่วโลก สามารถดักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันได้มากกว่า 9,000 ตันต่อปี
  • โรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศและเก็บไว้ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์ และเพิ่งเปิดใช้งานไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2021 สามารถดูดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 4,000 ตันต่อปี
  • เทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่ต้องการของบริษัทขนาดใหญ่ในโลก เพราะมันจะช่วยลด carbon footprint ได้มากกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ และการหวังพึ่งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว


คาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลที่ถูกปล่อยจากอุตสาหกรรมและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ตั้งแต่ปศุสัตว์ ไปถึงยานพาหนะ และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลมหาศาล เป็นปัจจัยใหญ่ยักษ์ของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า ‘โลกร้อน’ 

พลังงานทางเลือกเป็นช่องทางให้ชาวโลกได้เห็นอนาคต แม้จะดำเนินไปอย่างช้าๆ แต่หลายประเทศก็ได้เริ่มเบนเข็มการใช้พลังงานออกห่างจากฟอสซิลไปไม่น้อยนั้น

เรื่องของอนาคต ตอนนี้เรามีปัญหาปัจจุบันที่ต้องแก้ นั่นคือการลดจำนวนคาร์บอนในอากาศ เพื่อชะลอความเสียหายของชั้นบรรยากาศไม่ให้ถูกทำลายมากกว่าเดิม

ปัจจุบันมีโรงงานดูดจับอากาศโดยตรง 15 แห่งทั่วโลก สามารถดักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์รวมกันได้มากกว่า 9,000 ตันต่อปี  ล่าสุดโรงงานดูดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ และเก็บไว้ใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ประเทศไอซ์แลนด์ และเพิ่งเปิดใช้งานไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2021

ไคล์มเวิร์คส เอจี (Climeworks AG) บริษัทสตาร์ทอัพจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรง ร่วมมือกับ คาร์บฟิกซ์ (Carbfix) บริษัทเก็บกักคาร์บอนในไอซ์แลนด์ พัฒนาโรงงานที่สามารถดูดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 4,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรถยนต์ 790 คันต่อปี

โรงงาน ‘ออร์กา’ (Orca) ซึ่งแปลว่า ‘พลังงาน’ ในภาษาไอซ์แลนด์ ประกอบด้วยตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ 8 ตู้ ภายนอกดูเหมือนตู้ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทั่วไป มีตัวกรองและพัดลมไฮเทคติดตั้งอยู่เพื่อแยกคาร์บอนไดออกไซด์ จากนั้นคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำไปผสมกับน้ำและปล่อยลึกลงไปใต้ดิน มันจะกลายเป็นหินอย่างช้าๆ 

นอกจากจะเป็นนวัตกรรมเพื่อลดความเสียหายของชั้นบรรยากาศ การขับเคลื่อนเทคโนโลยีก็ใช้พลังงานหมุนเวียนจากโรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ (geothermal power plant) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

ในการทำงาน ออร์กาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คืนกลับมาสู่อากาศเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่มันดูดจับเข้าไป ซึ่งบริษัทมีแผนจะนำคาร์บอนไปใช้ หรือหารายได้ต่อ เช่น ขายต่อให้กับโรงงานที่ผลิตน้ำอัดลม หรือบริษัทน้ำมัน วิธีหนึ่งคือสร้างท่อส่งเพื่อขนถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมา

ออร์กาเริ่มเปิดใช้งานแล้ว และพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าที่ยินดีจ่าย ปัจจุบันเทคโนโลยีการดูดจับอากาศยังมีราคาแพงและยังใหม่อยู่มาก ราคาการดูดคาร์บอนไดออกไซด์ 85-600 กิโลกรัมต่อปี อยู่ที่ประมาณ 8-55 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือถ้าคิดเป็นตันคือราว 1,100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

บริษัทเห็นแนวโน้มความต้องการมากขึ้น บริษัทไมโครซอฟท์สั่งซื้อบริการล่วงหน้าสำหรับดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1,400 ตันแล้ว โดยไม่เปิดเผยราคาที่จ่าย ขณะที่ช็อปปิฟาย (Shopify) ซื้อแล้ว 5,000 ตัน นักพัฒนาหวังว่าในอนาคตจะสามารถทำให้ราคาถูกลงกว่านี้ได้ เพราะบริษัทต่างๆ และลูกค้าหาทางลดรอยเท้าคาร์บอน (carbon footprint) ของตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นอีกก้าวที่สำคัญในการลดปริมาณคาร์บอน แต่นักสิ่งแวดล้อมก็ยังกังวลและมองอีกมุมว่า ตอนนี้กลายเป็นว่าเรากำลังพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ และใช้ทรัพยากรมากมายเพื่อหาทางแก้ปัญหาภูมิอากาศ แทนที่จะกดดันให้บริษัทเลิกใช้พลังงานฟอสซิลตั้งแต่แรก


อ้างอิง: grist.org/technology, reuters.com, theverge.com

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow