Humberger Menu

นโยบาย “นำเข้าขยะพลาสติก” หากรัฐกลับลำ คนรับกรรมคือซาเล้ง

creator
ศิริวรรณ สิทธิกา
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • การนำเข้าเศษพลาสติกจะส่งภาพลักษณ์ให้ไทยกลายเป็น ‘ถังขยะโลก’ ทำให้ราคาขยะในประเทศที่ถูกกดลง จนธุรกิจรับซื้อขยะจำนวนหนึ่งต้องปิดกิจการ สวนทางกับจำนวนขยะในประเทศที่นับวันจะยิ่งมากขึ้น เพราะรายได้ในการซื้อขายขยะไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
  • การคัดค้านการนำเข้าเศษพลาสติกที่ยืดเยื้อมากว่าหนึ่งปี กับการกลับมติของภาครัฐที่ขยายเวลานำเข้าขยะพลาสติกออกไปอีก 5 ปี นำมาซึ่งคำถามของภาคประชาสังคม ประชาชน และผู้ประกอบการจัดการขยะในประเทศ ด้วยส่งผลกระทบโดยตรงทั้งด้านสิ่งแวดล้อม และอาชีพของชาวซาเล้ง ซึ่งเป็นหน่วยย่อยสำคัญในการจัดการขยะ
  • มาดูทางออกที่ผู้คัดค้านนำเสนอ และแนวทางที่กรมควบคุมมลพิษได้เตรียมการ หลังการทวงถามของตัวแทนเครือข่ายที่มีต่อมติซึ่งยังไม่มีข้อยุติ


“ซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า และคนเก็บขยะ เราทำงานให้กับประเทศชาติโดยที่ไม่มีใครมองเห็นมานานแล้ว 

“พวกเรารู้เสมอว่าเราต่ำต้อยแค่ไหน ภาครัฐไม่เคยเห็นค่าของประชาชนกลุ่มนี้ พวกเราอยู่ในมุมมืดที่คนมองว่า แกก็คือขยะ ไม่ได้มีคุณค่าอะไรเลย 

“ขณะที่เรารวมตัวกันเป็นสมาคมแล้ว แต่คุณก็ปิดกั้นไม่ให้เราเข้าประชุม ทั้งที่เราเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง คุณปิดหูปิดตา ไม่ให้เราออกเสียง ไม่ให้เราฟังอะไรเลย เพราะเราเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อย เราไม่ควรเก็บขยะให้คุณใช่ไหม

“ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากเก็บขยะพลาสติก แต่เราเก็บไม่ได้ เพราะหลังจากที่คุณให้นำเข้ามา ราคามันจะตกต่ำ เป็นกลไกของมันอยู่แล้ว ประชาชนทั้งประเทศควรจะรู้ว่า การที่ภาครัฐจะจรดปากกาเพื่ออนุมัติให้นำขยะเข้ามาแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น คุณได้ทำลายคนจนๆ อีกเป็นล้านคนในประเทศที่มีอาชีพเก็บขยะ และกลุ่มซาเล้งก็รู้แล้วว่า เขาคงไม่ได้เก็บพลาสติกแล้ว”



รุ่งทิวา ฝัดศิริ ตัวแทนผู้ประกอบการซาเล้ง กล่าวด้วยความเสียใจจากการถูกกีดกันไม่ให้มีส่วนร่วมในการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2564 ทั้งที่เคยมีรายชื่อได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและแสดงความคิดเห็น ในฐานะตัวแทนเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคม 108 องค์กรที่คัดค้านนำเข้าขยะ/เศษพลาสติก ซึ่งมีการประชุมผ่านแอปพลิเคชัน Zoom และถูกปิดกั้นการเข้าถึงขณะการประชุมกำลังดำเนิน ก่อนที่กรมควบคุมมลพิษจะออกมาชี้แจงผ่านหน้าโซเชียลว่า ไม่ได้กีดกัน แต่เป็นระเบียบการประชุม ซึ่งจะมีองค์ประชุมเป็นคณะอนุกรรมการเท่านั้น

ปฏิเสธไม่ได้ว่า กลุ่มผู้ประกอบการซาเล้ง และร้านรับซื้อของเก่า รวมถึงคนเก็บขยะ คือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงทางอาชีพ หากคณะอนุกรรมการการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ มีมติให้ขยายเวลาการนำเข้าเศษพลาสติกจากต่างประเทศต่อไปอีก 5 ปี จนถึงปี พ.ศ. 2569 ทั้งจากเดิมที่มีเคยมติห้ามนำเข้าภายในปี พ.ศ. 2563 และได้รับการคัดค้านจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง และยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เช่นกัน

ท่ามกลางเสียงคัดค้านที่ยังคงรักษาระดับ เราขอคลี่ให้เห็นที่มาที่ไป ว่าทำไมพวกเขาเหล่านี้จึงคัดค้านการนำเข้าเศษพลาสติกโดยเด็ดขาด และพวกเขาเสนอทางออกเพื่อให้ทุกส่วนยังคง ‘ได้’ เอาไว้อย่างไร และทางฝ่ายรัฐให้คำมั่นเอาไว้อย่างไร หลังการประชุมครั้งที่ผ่านมา



ก่อนปัญหาจะเรื้อรัง 

ว่ากันด้วยเรื่องนำเข้าเศษพลาสติก ประเทศไทยเริ่มมีกฎหมายควบคุมการนำเข้าเศษพลาสติกอย่างจริงจังเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยกระทรวงพาณิชย์ ว่าห้ามนำเข้าเศษพลาสติกหรือสิ่งใดที่ใช้ไม่ได้แล้วจากพลาสติกเข้ามาในประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมประกาศเกณฑ์ว่า เศษพลาสติกที่จะนำเข้ามาต้องมีขนาดที่ตัดแล้วยาวไม่เกิน 2 เซนติเมตร และต้องสะอาด เพื่อส่งเข้ากระบวนการหลอมได้โดยไม่ต้องทำความสะอาดอีก และอนุญาตให้นำเข้าจากประเทศที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาบาเซลเท่านั้น

จากนั้นมาในปี พ.ศ. 2551 กรมโรงงานอุตสาหกรรมก็ได้ออกประกาศฉบับใหม่ ซึ่งในประกาศฉบับนี้ ได้ตัดข้อความที่ให้นำเข้าจากประเทศที่ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาบาเซลออก โดยในขณะนั้น สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งใน 12 ประเทศ ที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน และเป็นประเทศที่ขยะพลาสติกสูงมาก และก็ส่งออกขยะพลาสติกมากเช่นกัน 

เหตุการณ์เริ่มงวดเข้ามาอีก เมื่อประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกในการรีไซเคิลขยะพลาสติก ประกาศห้ามนำเข้าพลาสติกจากต่างประเทศ เมื่อปี 2561 ตามนโยบายลดนำเข้าขยะจากต่างประเทศ เพราะต้องรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องใหญ่มากของจีนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องฝุ่น PM 2.5 ระบบนิเวศเสื่อมโทรม ไปจนถึงนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่ต้องไม่ละเลยสิ่งแวดล้อม 



จุดเปลี่ยนทางนโยบายของจีนก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ประเทศไทยจับกุมอายัดเศษพลาสติกที่นำเข้าโดยสำแดงเท็จ หรือพ่วงเอาขยะพลาสติกที่สกปรกเข้ามาด้วย และพบว่าโรงงานที่ผิดกฎหมายจำนวนมากเป็นโรงงานจากจีน ซึ่งย้ายฐานที่ตั้งโรงงานรีไซเคิลพลาสติกไปยังประเทศอื่นแทน ด้วยเหตุจากประกาศห้ามนำเข้าขยะจากต่างประเทศของรัฐบาลจีน

สถานการณ์นี้เองที่ทำให้เกิดการรณรงค์คัดค้านจากภาคประชาชน และยื่นหนังสือถึงกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนั้น รัฐบาลตอบรับและมีมติห้ามไม่ให้นำเข้าเศษพลาสติกเข้ามาในประเทศไทยภายในปี 2563 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จากรายงานช่วงปี 2555-2560 ที่ประเทศไทยเคยนำเข้าเศษพลาสติก 3 หมื่นตันถึงกว่า 6 หมื่นตันต่อปี ตัวเลขกลับเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 แสนตันในปี 2561 และลดลงในปี 2562 ลงมาเป็น 3 แสนตันหลังจากมีการเคลื่อนไหวคัดค้าน 

และในปี 2563 ซึ่งเป็นปีสิ้นสุดการนำเข้า มียอดการนำเข้าเศษพลาสติก 1.5 แสนตัน และยังมีการนำเข้าต่อเนื่องสูงมาถึงปี 2564 ทั้งที่สิ้นสุดโควตาแล้ว พร้อมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มธุรกิจนำเข้าเศษพลาสติกและอุตสาหกรรมรีไซเคิล ที่ขอให้ขยายเวลาการนำเข้าไปถึงปี 2569 รวมทั้งเปิดช่องว่างทางกฎหมายที่เอื้อให้นานาชาติส่งเศษพลาสติกเข้ามารีไซเคิลเพื่อส่งออก ในพื้นที่ที่เป็นเขตปลอดอากรได้อย่างเสรี (ฟังแถลงการณ์อย่างละเอียดได้ทางเพจ มูลนิธิบูรณะนิเวศ)

นี่เป็นประมวลเหตุการณ์อย่างย่อ ที่นำมาสู่การคัดค้านที่ยังไม่เห็นข้อยุติในวันนี้ ทั้งจากเครือข่าย 108 องค์กร และประชาชนกว่า 3 หมื่นรายชื่อ ที่ส่งเสียงผ่านแคมเปญคัดค้านนำเข้าเศษพลาสติกบนเว็บไซต์ change.org



เมื่อรัฐกลับลำ คำถามจึงเซ็งแซ่

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการ มูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวถึงความวิตกกังวลที่ทำให้เกิดการรวมตัวกันของเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนว่า ประเด็นสำคัญแรกสุดคือเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งในช่วงสองถึงสามปีมานี้ ปัญหา PM 2.5 ในไทยที่สูงขึ้นนั้น มาจากอุตสาหกรรมรีไซเคิลเป็นอันดับต้น ตามรายงานของกรมโรงงานอุตสาหกรรมพบว่า มีข้อมูลความต้องการนำเข้าเศษพลาสติกในโรงงาน 46 แห่ง กำลังผลิตรวม 5.3 แสนตันต่อปี ต้องการเศษพลาสติกนำเข้ากว่า 6.8 แสนตันต่อปี ขณะเดียวกัน ก็ยังมีความพยายามเข้ามาตั้งโรงงานรีไซเคิลจากประเทศจีนอยู่ในหลายพื้นที่

“เราจะแก้ปัญหามลพิษได้ เราก็ต้องย้อนกลับมาควบคุมอุตสาหกรรมรีไซเคิลให้มีจำนวนจำกัด การจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่ล้นประเทศอยู่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพ ก็ต้องย้อนกลับมาแก้ที่ต้นทางว่าเราจะลดปริมาณขยะพลาสติกในประเทศได้อย่างไร 

“การคัดแยก การลดที่ต้นทาง สำคัญมาก มันเชื่อมโยงถึงชีวิตความเป็นอยู่และบทบาทที่สำคัญของกลุ่มร้านรับซื้อของเก่าและกลุ่มซาเล้ง และจะต้องปิดกั้นการนำเข้าเศษพลาสติกที่เป็นขยะในต่างประเทศ ซึ่งเขาต้องการกำจัดออกเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมในประเทศของเขา ด้วยการส่งออกไปยังประเทศอื่นเพื่อกำจัดแทน จึงไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยเราจึงยังปล่อยให้มีการนำเข้า การยืดเวลาให้นำเข้าจึงเป็นการขยายเวลาในการทำลายสิ่งแวดล้อมของไทย ทำลายสุขภาพของคนไทย รวมถึงทำลายศักดิ์ศรีบางอย่างของคนไทยด้วย

“การจะยุติปัญหานี้ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งปลาเล็กปลาใหญ่ในส่วนของผู้ประกอบการว่าจะเข้ามายกระดับมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพการแยกขยะภายในประเทศได้อย่างไร เพื่อไม่ให้ขยะพลาสติกในประเทศไม่กลายเป็นขยะ แต่เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่จะป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมรีไซเคิล ทำให้การรีไซเคิลบ้านเราตั้งอยู่บนฐานของวัตถุดิบในประเทศ ไม่ใช่รับเอาขยะจากต่างประเทศเข้ามา” 



จากหัวใจชาวซาเล้ง

การนำเข้าเศษพลาสติกซึ่งมีข้อได้เปรียบด้านราคาสำหรับกลุ่มธุรกิจรีไซเคิล กำลังส่งผลกระทบอย่างมาต่อการจัดการปริมาณขยะในเมืองไทย ด้วยราคาที่ถูกกดลงจากเดิมจนอยู่ไม่ได้ และส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการซาเล้งในประเทศไทยกว่า 1.5 ล้านครัวเรือน ตามตัวเลขประมาณการของ ชัยยุทธิ์ พลเสน นายกสมาคมซาเล้งและรับซื้อของเก่า ทั้งที่กลุ่มซาเล้งคือหน่วยจัดการขยะหน่วยย่อยที่สำคัญอย่างยิ่งในการช่วยควบคุมปริมาณขยะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

“เมื่อมีการนำเศษพลาสติกเข้ามา พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้เสียภาษี อากรก็แทบไม่ได้เสีย เพราะเป็นการนำเข้ามาแบบวางมัดจำ เมื่อรีไซเคิลเสร็จแล้วส่งออกก็ขอคืนได้ การนำเข้าจึงมีราคาไม่แพง ก็มีผลต่อราคาของร้านรับซื้อของเก่า ที่ก็ต้องซื้อซาเล้งในราคาถูกลง ซาเล้งก็ลำบาก ขวดใสหรือขวด PET ร้านของเก่ารับซื้อได้ในราคากิโลฯ ละ 3-4 บาท ซาเล้งจะซื้อจากชาวบ้านได้แค่ 1-1.50 บาท แล้วซาเล้งหนึ่งคันขนขวดใสได้ 40-50 กิโลฯ ก็เต็มคันแล้ว สุดท้ายแล้วเมื่อราคาลงมาแบบนี้ คนก็ไม่อยากเก็บอยากคัด ก็เกิดผลกระทบต่อการจัดการขยะในบ้านเรา ที่ต้องใช้เงินภาษีไปกับการกำจัดขยะประมาณตันละ 1,700 บาท ในขณะที่กลุ่มซึ่งยังได้ประโยชน์จากการนำเข้าคือโรงงานอุตสาหกรรม ที่นำเข้ามาล้าง บด โม่ แปรรูปเป็นเมล็ดพลาสติกเพื่อส่งขายต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่”

ชัยยุทธิ์ ถ่ายทอดความอัดอั้นว่า นอกจากความเป็นอยู่ที่รายได้ตกลงไป ร้านรับซื้อของเก่าหลายแห่งจำเป็นต้องปิดกิจการ เพราะเมื่อขยะขายไม่ได้ ทุกอย่างก็ล่มสลาย จึงมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของเหล่าผู้ประกอบการทั้งร้านรับซื้อของเก่าและซาเล้ง 

“เราไม่ได้กีดกันที่จะให้มีโรงงานเข้ามาตั้งในประเทศไทย เราก็อยากให้ไทยเจริญ แต่มันเกิดคำถามว่า การจะตั้งโรงงานในเมืองไทย ท่านต้องสำรวจอยู่แล้วว่ามีวัตถุดิบเพียงพอหรือไม่ ถ้ามีพอก็ตั้ง แต่ถ้ามีไม่พอ ทำไมให้ตั้ง ทำไมไม่ตั้งในแหล่งวัตถุดิบเสียเลย จะเอาข้ามน้ำข้ามทะเลมา แล้วก็หิ้วออกไป เพราะอะไร เพราะไทยคือถังขยะของโลกใช่หรือไม่ ซาเล้งคือคนทำงานที่ไม่มีเงินเดือน ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ทำงานเสี่ยงต่อเชื้อโรค แต่เขาก็เก็บขยะให้สะอาดที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ซาเล้งไม่ใช่คนสกปรกนะครับ ของสกปรกเขาก็ไม่เอา เขามีชีวิตจิตใจ

“การที่ท่านบอกว่าขยะที่ไทยสกปรก ของนำเข้ามาสะอาด ราคาไม่แพง เรื่องราคาไม่แพงผมไม่เถียง แต่สะอาดนี่ต้องไปดูเอาว่า เปิดตู้คอนเทนเนอร์ออกมาแล้วเป็นยังไง คำตอบมีอยู่แล้วว่าขยะ 6 แสนกว่าตันที่หายไปคืออะไร”



ขยะ 6 แสนตันที่ชัยยุทธิ์พูดถึง คือส่วนต่างของเศษพลาสติกที่นำเข้ามาซึ่งเริ่มนับตั้งแต่ปี 2561 สรุปรวมถึงปี 2563 มีการนำเข้าขยะมากถึง 1,026,886 ตัน แต่ส่งออกไป 412,256 ตัน เขาตั้งข้อสังเกตว่า เท่ากับยังเหลือทิ้งอยู่บนแผ่นดินไทยอีก 614,630 ตัน ใช่หรือไม่ 

“เรารู้อยู่ในใจและชัดเจนว่า ขยะพวกนี้ยังอยู่ในเมืองไทย จะอยู่ด้วยการเผาทิ้ง ฝังกลบ หรือสต๊อกไว้ที่ใดไม่ทราบได้ แต่เมื่อเราเจอผลกระทบแล้ว เราขออนุญาตเสนอวิธีแก้ปัญหา เราไม่ได้ขอให้หยุดการนำเข้าตลอดกาล แต่ขอดึงเบรกมือไว้ชั่วคราว แล้วปรับเอาวัตถุดิบที่มีอยู่ในไทยอยู่แล้วมาใช้แปรรูป เพื่อให้ขยะในเมืองไทยลดลง ส่วนตัวเลขที่ค้างอยู่ 6 แสนกว่าตัน ถ้าค้างอยู่ที่ไหนก็เอามาแปรรูปแล้วส่งออกเป็นเม็ด ลองทำดูแล้วติดตามทุกๆ ไตรมาส จะทำให้เศษพลาสติกเมืองไทยโล่ง แล้วเรามาดูกันว่า เฉพาะที่เรามีอยู่มันพอหรือไม่ พอก็ลุยต่อ ที่ไม่พอก็มาคุยกันว่าจะเปิดนำเข้าในอนาคตอย่างไร เข้ามาแล้วโรงงานได้อะไร เมืองไทยได้อะไร เช่น การจ้างงานหรือการเสียภาษี” 

เช่นเดียวกับที่ เปรม พฤกษ์ทยานนท์ ผู้ก่อตั้งเพจ ‘ลุงซาเล้งกับขยะที่หายไป’ ซึ่งเติบโตมากับธุรกิจรับซื้อขยะ ให้ความเห็นว่า “เราต้องแก้ปัญหาในบริบทที่ถูกต้อง ไม่ใช่การยื้อเวลา ถ้าต้นเหตุของมันคือขยะในประเทศมีไม่เพียงพอ ก็ต้องไปปรับปรุงตรงนั้น ให้เวลาของกระบวนการรีไซเคิลในประเทศปรับตัวสักสองปี ห้ามนำเข้าขยะอีกสองปี แล้วดูว่าไหวไหม ถ้าไม่ไหวค่อยนำเข้า ไม่ใช่นำเข้ามาก่อน เพราะถ้านำเข้ามาก่อน คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือซาเล้ง พอมีของทดแทนที่ราคาถูกว่า แล้วคุณบอกว่าสะอาด กระบวนการในประเทศล่มแน่นอน ที่ผ่านมาเราพยายามให้ความร่วมมือ ให้ข้อมูล แต่เราไม่ได้รับความร่วมมือกลับมา เช่น ภาคอุตสาหกรรมต้องการพลาสติกแบบไหน สเปกยังไง จะใช้ของไทยเท่าไร ของนอกเท่าไร ก็ไม่ได้รับคำตอบ” 



คำตอบจากกรมควบคุมมลพิษ

ภายหลังจากที่เครือข่ายฯ 108 องค์กร และสมาคมซาเล้ง ไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 2/2564 จึงยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงจุดยืนในการ ‘คัดค้านการนำเข้าเศษพลาสติกโดยเด็ดขาด’ เมื่อวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา  ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษก็ชี้แจงในเพจของมูลนิธิบูรณะนิเวศว่า 

‘ที่ประชุมได้มีมติมอบหมายกรมควบคุมมลพิษหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงแนวทางเลือกด้านเงื่อนไขระยะเวลาการห้ามนำเข้าเศษพลาสติก จัดทำข้อดี ข้อเสีย โดยกำหนดแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ก่อนเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณาและเสนอคณะรัฐมนตรี แนวทางการดำเนินงาน 3 ทางเลือก มีดังนี้

แนวทางที่ 1 ห้ามนำเข้าเศษพลาสติก ในปี 2564 ตามมติคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5 (กขป.5) แนวทางที่ 2 ห้ามนำเข้าเศษพลาสติก ในปี 2569 ตามมติคณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 แนวทางที่ 3 ห้ามนำเข้าเศษพลาสติก ในปี 2566’

ในขณะที่ อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวชี้แจงต่อตัวแทนเครือข่ายว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ ยังจะต้องรวบรวมข้อมูลอีกมากเพื่อประกอบการตัดสินใจ และจะเชิญสมาคมซาเล้งฯ และเครือข่ายฯ มาร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและความเห็นอีกครั้งก่อนที่จะประชุมอนุกรรมการฯ ครั้งต่อไป โดยกรมควบคุมมลพิษตั้งใจที่จะแต่งตั้งสมาคมซาเล้งฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ ต่อไปด้วย



อ้างอิง: มูลนิธิบูรณะนิเวศ 


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ศิริวรรณ สิทธิกา
คนเล่าเรื่องที่ชอบหาเรื่องมาเล่า ด้วยความเชื่อว่าเรื่องเล่าดีๆ จะช่วยนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

Follow