Humberger Menu

รู้จัก ‘ซังคะโย’ เจ้าดอกโครงกระดูก กลีบบางใสในสายฝน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
รู้ไหม น้อง ‘วัว’ ก็มี ‘หัวใจ’ ...เพราะพวกมันสื่อ ‘ความรู้สึก’ ให้กันได้ด้วยเสียง ‘มอ’
Summary
  • ซังคะโย หรือ ‘ดอกโครงกระดูก’ (Skeleton Flower) มีคุณสมบัติทางกายภาพอันน่าอัศจรรย์ใจคือ กลีบดอกสีขาวของมันสามารถเปลี่ยนเป็น ‘โปร่งใส’ ได้ ทันทีที่สัมผัสกับน้ำฝนหรือน้ำค้าง โดยเส้นใยบนกลีบดอกขณะนั้น จะดูคล้ายกับ ‘โครงกระดูก’ ของสิ่งมีชีวิต
  • ชื่อสกุลในทางชีววิทยาของดอกโครงกระดูกอย่าง Diphylleia Grayi เคยถูกไอดอลชาวเกาหลีผู้ล่วงลับจากวง SHINee อย่าง จงฮยอน นำไปแต่งเป็นเพลงรักเศร้าๆ มาแล้ว แม้ว่าความหมายที่แท้จริงของดอกซังคะโยจะสื่อถึง ‘ความสุข’ ในห้วงเวลาที่เรามีใครสักคนมาคอยรักหรืออยู่เคียงข้างก็ตาม



‘จากกลีบดอกสีขาวที่เห็นเกลื่อนกล่นในยามอากาศปลอดโปร่งแจ่มใส กลับกลายเป็นกลีบบางใสน่าทะนุถนอมเมื่อยามต้องฝนในทันใด’ คือคุณสมบัติทางกายภาพอันน่าอัศจรรย์ใจของดอกไม้ที่ถูกเรียกว่า ซังคะโย (サンカヨウ), ยามะคะโย (山荷葉) หรือ ‘ดอกโครงกระดูก’ (Skeleton Flower)

ด้วยชื่อของซังคะโย เราก็คงพอจะเดาได้ว่าที่มาของมันคงหนีไม่พ้นประเทศญี่ปุ่น โดยรูปทรงดอกของไม้ยืนต้นที่มีขนาดสูงสุดได้เกือบถึงหนึ่งเมตรชนิดนี้ จะดูคล้าย ‘ร่ม’ ที่กางหงายขึ้น (เหมือนร่มใสๆ ที่เราเห็นคนนิยมใช้กันในญี่ปุ่น) มีเกสรเป็นสีเหลือง และมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น โดยจุดเด่นของมันจะอยู่ที่กลีบดอก ซึ่งจะมีสีขาวบริสุทธิ์เมื่ออากาศแห้ง และโปร่งใสราวกับแก้วคริสตัลหรือน้ำแข็ง เมื่อยามที่ฝนตกหรืออากาศเปียกชื้นเป็นน้ำค้าง จนเราสามารถเห็นเส้นใยบนกลีบดอกได้อย่างถนัดชัดเจน -หรืออีกนัยหนึ่งก็คือดูคล้ายกับ ‘โครงกระดูก’ ของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง- ซึ่งก็เป็นผลมาจากโครงสร้างเซลล์บนกลีบที่เกาะเกี่ยวกันอย่างหลวมๆ จนทำให้โมเลกุลน้ำแทรกซึมเข้าไปและมองเห็นเป็นส่วนที่โปร่งใส จนกว่าจะกลับมาแห้งนั่นเอง

กล่าวกันว่ามันจะเจริญงอกงามเป็นกลุ่มได้ดีในพื้นที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร แต่ก็ยังมีความชุ่มชื้นมากพอด้วย (เช่น บนภูเขาที่ครึ้มเขียวไปด้วยไม้ยืนต้นขนาดใหญ่) โดยจะพบเห็นได้แค่ในทวีปเอเชียตะวันออก (เช่น ญี่ปุ่น, จีน) หรือบางภูมิภาคที่เต็มไปด้วยเทือกเขาของโลกตะวันตก (เช่น สหรัฐอเมริกา) ซึ่งแน่นอนว่า พวกมันจะอวดโฉมเบ่งบานได้เฉพาะในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน และสามารถมีชีวิตทนทานอยู่ได้นานเป็นปี หากอาศัยในพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม กล่าวคือไม่ได้อยู่กลางที่โล่งแจ้งจนต้องปะทะกับแสงอาทิตย์โดยตรง และมีสภาพอากาศหรือผืนดินที่ไม่แห้งร้อนหรือชื้นแฉะจนเกินไป  



นอกจากนี้ ดอกโครงกระดูกยังมีชื่อสกุลในทางชีววิทยา คือ Diphylleia Grayi (ดีฟีลเลอา เกรอี) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรในวงศ์ Berberidaceae หรือกลุ่มพืชออกดอกที่เติบโตจากเหง้า (เช่น ขมิ้นต้น) ที่ถูกค้นพบในปี 1803 โดยชื่อเรียกยากดังกล่าวเคยถูกไอดอลชาวเกาหลีผู้ล่วงลับจากวง SHINee อย่าง จงฮยอน นำไปแต่งเป็นเพลงเด่นเพลงหนึ่งในอัลบั้ม The Collection: Story Op.1 รวมถึงตั้งเป็นชื่อนิยายรักแสนเศร้าชื่อเดียวกัน -อันเป็นนิยายเล่มแรกและเล่มสุดท้ายของเขา- เมื่อปี 2015 มาแล้ว โดยเขาใช้ดอกไม้แสนพิศวงดอกนี้มาถ่ายทอดความรู้สึกขณะที่ต้องต่อสู้กับชีวิตอันวุ่นวายภายนอกและสภาวะจิตที่ซึมเศร้าภายในของเขา เพื่อเป็นภาพแทนของปัญหาความสัมพันธ์ที่อาจมองไม่เห็น แต่ยังคง ‘มีอยู่’ เสมอมา รวมถึงเป็นการเผยให้เห็น ‘ตัวตนที่แท้จริง’ ของเขา ดุจเดียวกับดอกโครงกระดูกที่ดูโปร่งใสและเปราะบางเมื่อยามต้องสายฝน ซึ่งให้ความรู้สึกที่ทั้งงดงามและน่าเศร้าได้ในเวลาเดียวกัน

อนึ่ง ความหมายของดอกซังคะโยที่ถูกบอกต่อๆ กันมาในหมู่คนรักดอกไม้ ก็คือ มันมักถูกใช้เป็นตัวแทนของคำขอบคุณที่สื่อถึง ‘ความสุข’ ในห้วงเวลาที่เรามีใครสักคนมาคอยรักหรืออยู่เคียงข้าง โดยเปรียบกลีบที่บางใสจนสามารถมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งของมัน เข้ากับความสุขอันจริงแท้ที่ผู้ส่งมอบรู้สึกอยู่ลึกๆ ในใจ โดยแสดงให้ผู้รับมอบได้รับรู้ผ่านกลีบสวยๆ ของดอกไม้หายากที่มีคุณสมบัติพิเศษชนิดนี้นี่เอง


ภาพเปิดและภาพประกอบจาก: Ganref.jp/m/planttuner, Wikimedia Commons

อ้างอิง: Gardeningknowhow.com, Thespruce.com, Boredpanda.com, Wikipedia (1, 2)


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow