Humberger Menu

ออสเตรเลียโมเดล ลดค่าไฟด้วย ‘พลังงานหมุนเวียน’

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
ป่าเหนือต้นหนาว ไปเดินเท้าให้เมฆห่มที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา
Summary
  • ในไตรมาส 3 ที่ออสเตรเลีย ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังลม พลังแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ รวมกันอยู่ที่เกือบ 1 ใน 3 ของความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ หรือที่ร้อยละ 31.7
  • สถิติใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการพลังงานของออสเตรเลียคือ การผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนช่วยลดค่าไฟทั่วออสเตรเลียลงจนเหลือศูนย์หรือติดลบได้นาน 30 นาที
  • ออสเตรเลียวางแผนยุติการใช้ถ่านหินในปี 2040


เรียกว่าเป็นสถิติใหม่ที่คนใช้ไฟในออสเตรเลียพอยิ้มออกได้บ้าง สวนทางกับประเทศไทยที่เตรียมปรับขึ้นค่าไฟรับปีใหม่ (แต่ถ้าใครมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับยกเว้นถึงกันยายน พ.ศ. 2565) เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนช่วยลดค่าไฟทั่วออสเตรเลียในช่วงไตรมาส 3 ของปี ช่วงเดือนกันยายน ลงจนเหลือศูนย์หรือติดลบได้นาน 30 นาที

ข่าวดีนี้มาจากรายงานล่าสุดของเอโม (Australian Energy Market Operator: AEMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตลาดพลังงานของออสเตรเลีย

ขณะที่เดือนสิงหาคมเป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูใบไม้ผลิที่อากาศยังเย็นอยู่บ้าง และเป็นช่วงที่ประเทศกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์เนื่องจากต้องการควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ทั้งในวิกตอเรียและนิวเซาท์เวลส์ ส่งผลให้ค่าแก๊สและค่าไฟฟ้าของประชาชนสูงขึ้น

ในไตรมาส 3 ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังลม พลังแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำ รวมกันอยู่ที่เกือบ 1 ใน 3 ของความต้องการใช้ไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ หรือที่ร้อยละ 31.7 และในวันที่ 24 กันยายน ปริมาณไฟฟ้าจากพลังหมุนเวียนรวมกันอยู่ที่ร้อยละ 61.4 ของความต้องการใช้ไฟฟ้า อยู่เป็นเวลา 30 นาที ตั้งแต่เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายโมงครึ่ง ซึ่งนับเป็นสถิติใหม่

ขณะที่สัดส่วนการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงแก่โรงไฟฟ้าตกลงครึ่งหนึ่งเป็นครั้งแรกในช่วงไตรมาส 3 ส่วนอัตราการใช้แก๊สธรรมชาติยังคงลดลงจากปีก่อนหน้า

กิจการผลิตไฟฟ้าได้ชื่อว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจัดการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนรวดเร็วที่สุดอย่างหนึ่ง ขณะเดียวกัน นี่คือกิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนราว 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับกิจกรรมของทั้งประเทศ จึงเป็นสาเหตุที่ออสเตรเลียให้คำมั่นในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ว่าภาคพลังงานจะลดการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับปี 2005 จากร้อยละ 26 เป็นร้อยละ 28 ให้ได้ภายในปี 2030

การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกหรือ COP26 ซึ่งจะเปิดฉากขึ้นในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ ที่กลาสโกว์ สกอตแลนด์ สหประชาชาติผลักดันให้ประเทศสมาชิกกลุ่ม OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันมี 38 ประเทศ ยุติการใช้พลังงานถ่านหินภายในปี 2030 และประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก OECD หยุดใช้ในปี 2040

ขณะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศผู้ส่งออกเชื้อเพลิงถ่านหินไปยังชาติต่างๆ อย่างเช่น ญี่ปุ่น 6,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ, จีน 2,500 ล้าน, เกาหลีใต้ 2,100 ล้าน, ไต้หวัน 1,900 ล้าน, อินเดีย 500 ล้าน และที่อื่นๆ ราว 2,700 ล้านดอลลาร์

นอกจากการส่งออก ประเทศยังคงใช้ถ่านหินภายในประเทศและตามแผนพลังงานเดิม คือจะยุติการใช้ถ่านหินในปี 2040 นี่คืออุตสาหกรรมมูลค่ารวมแล้วกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ที่ไม่น่าจะยกเลิกได้ง่ายดาย หากไม่เตรียมการเปลี่ยนผ่านสำหรับผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนได้เสียอย่างเหมาะสมเพียงพอ

รายงาน ‘บลูอีโคโนมี’ (Blue Economy) ซึ่งรัฐบาลร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ พลังงานและทรัพยากร สนับสนุนการศึกษาวิจัย พบว่าฟาร์มกังหันลมอาจเป็นคำตอบสู่การเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ

แหล่งพลังลมของออสเตรเลียถือว่ามีศักยภาพอันดับต้นๆ ของโลก เมื่อเทียบกับแถบทะเลเหนือของอังกฤษและทวีปยุโรปที่ใช้ประโยชน์จากพลังลมในแผ่นดินใหญ่มากกว่าพลังลมนอกชายฝั่ง

เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ออสเตรเลียเพิ่งมีการแนะนำร่างกฎหมายอนุญาตการผลิตไฟฟ้าจากพื้นที่นอกชายฝั่งในสภาฯ ครั้งแรก นับว่าเป็นนิมิตหมายด้านพลังงานที่ดี

ขณะเดียวกัน มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาหลายส่วนอยู่ในข่ายต้องปรับปรุง อาทิ ไม่ปกป้องสิ่งแวดล้อมเพียงพอและเกณฑ์ด้านความปลอดภัยยังไม่เพียงพอ ไม่ให้ผู้มีส่วนได้เสียอย่างชนพื้นเมืองได้แสดงความเห็น รวมถึงกรณีที่ชุมชนในพื้นที่ไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรเนื่องจากมีแนวโน้มสร้างห่างจากชายฝั่งมากกว่าเดนมาร์ก ซึ่งเน้นสร้างฟาร์มกังหันห่างชายฝั่งไม่เกินระยะ 16 กิโลเมตร และบริษัทต้องเสนอหุ้นอย่างน้อยร้อยละ 20 ให้ประชาชนในท้องถิ่น

 

อ้างอิง: theguardian.com, smh.com.au, smh.com.au, blueeconomycrc.com.au, theconversation.com

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow