Humberger Menu

N15 Technology ผู้หาทางออกให้ ‘ขยะไร้ทางไป’ ถูกใช้เป็นประโยชน์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ศิริวรรณ สิทธิกา
LineCopy

LATEST

+
ป่าเหนือต้นหนาว ไปเดินเท้าให้เมฆห่มที่เส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา
Summary
  • การคัดแยกคือการจัดการต้นทางที่ดีที่สุดในระบบการจัดการขยะ ขยะรีไซเคิลถูกนำไปแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ ส่วนขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จะถูกนำไปฝังกลบ ถึงอย่างนั้นสิ่งที่ต้องยอมรับอย่างจำนนก็คือ ขยะในเมืองไทยยังไม่มีการจัดการที่ดีพอ และมีขยะจำนวนมากทั้งที่รีไซเคิลได้และรีไซเคิลไม่ได้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบจัดการ จึงสร้างมลภาวะให้สิ่งแวดล้อมมหาศาล
  • N15 Technology ผู้ประกอบการธุรกิจจัดการขยะอุตสาหกรรม อาสารับจัดการขยะกำพร้าไร้ทางไปเหล่านี้ ด้วยการนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงใช้ในโรงงาน และแนวคิดของเขาก็ได้รับการตอบรับจากผู้ร่วมอุดมการณ์ เกิดจุดรับขยะกำพร้ากระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้ขยะไร้ประโยชน์เหล่านี้มีค่าจนสิ้นอายุขัย

ภาพ: เอกลักษณ์ ไม่น้อย

“เราไม่ได้คิดหรอกว่าจัดการแต่ละครั้งจะคุ้มหรือเปล่า จะได้ขยะมาเยอะรึเปล่า คิดว่าสัก 20 คน เราก็ไปรับได้ ไม่เป็นไร”

สมบูรณ์ กิตติอนงค์ ผู้จัดการโรงงานแปรรูปขยะ N15 Technology วางมือชั่วคราวจากการช่วยขนถ่ายขยะจากรถของผู้คัดแยกและรวบรวมส่งต่อเข้ามาที่จุดรับเพื่อสนทนากับเรา 

เรานัดพบกับเขาที่จุดรับขยะกำพร้าแบบไดรฟ์ทรู ที่ธรรมสถานวัดพระรามเก้า ในวันนั้นมีรถเข้ารอต่อคิวส่งขยะไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงมากถึง 371 คัน กับจำนวนขยะกำพร้า 6.4 ตัน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ นับจากการจัดในครั้งแรกๆ ที่มีจุดนัดในซอยพระรามเก้า 41 และกระจายจุดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในกรุงเทพฯ นนทบุรี และปทุมธานี โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทุกครั้งจากการบอกกล่าวและส่งต่อผ่านสื่อโซเชียล 


สมบูรณ์ กิตติอนงค์ 

 

การนัดรับ-ส่งขยะไปกำจัดเพื่อแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง ตั้งต้นจากการทำงานของ N15 เมื่อปี 2562 โดยไอเดียของสมบูรณ์ที่ก่อนหน้านั้นเขาพบเห็นสภาพเสื่อมโทรมของบ่อขยะ และบ่อขยะที่ไม่ถูกสุขลักษณะอยู่เป็นจำนวนมาก ภาพที่เห็นทำให้เขาคิดต่อว่าทำอย่างไรจึงจะมีวิธีจัดการกับขยะที่เป็นบ่อเกิดมลพิษเหล่านี้ได้ 

“จากบ่อขยะเหล่านี้ ถ้าน้ำท่วม ขยะจะไปไหน สุดท้ายปลายทางก็ลงทะเล เต่าปลาเห็นก็มากิน แล้วทำให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินอาหาร อย่างที่เราเห็นว่ามีสัตว์ทะเลเสียชีวิตจากขยะพลาสติกเป็นจำนวนมาก เราคิดว่าถ้าเรามีส่วนช่วยตรงนี้ได้ก็น่าจะดีต่อสังคม อย่างน้อยลดสภาพที่ไม่น่าดูของบ่อขยะ ช่วยลดมลพิษทางสายตาได้ กับอีกเหตุผลหนึ่งคือการเผาขยะทิ้งข้างทางมันก่อให้เกิดมลพิษจริงๆ แต่ถ้าเราเอาขยะเหล่านี้ไปเผาในโรงงานใหญ่ๆ ที่มีการควบคุมมลพิษ ควบคุมการเกิดฝุ่น PM 2.5 มีการบำบัดก๊าซพิษที่เป็นกรดต่างๆ ก็จะเป็นการส่งกำจัดที่ไม่สร้างมลพิษ

“จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากการที่ผมได้ช่วยงานโครงการ Go Green Road ของ เอสซีจี เคมิคอลส์ ที่ร่วมกับ ดาว เคมิคอล และ ซีพี ออลล์ ซึ่งเอาถุงพลาสติกไปหลอมรวมกับยางมะตอยเพื่อทำถนนจากพลาสติกรีไซเคิล ผมได้เห็นว่าสิ่งที่เขาต้องการคือขยะพลาสติกที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก คือต้องการพลาสติกเชื้อเดียว เป็นโพลีเอสเตอร์ แต่ในขยะจริงๆ มันมีหลายเชื้อ ทั้ง PP, PET, PE, PS, PU ซึ่งคนที่ตั้งใจแยกละเอียดขนาดนั้นหาได้ยาก หรือต่อให้ตั้งใจแยกแล้วก็ยังคงแยกถูกแยกผิด แม้จะมีหลายที่ที่ต้องการเอาพลาสติกพวกนี้ไปรีไซเคิลก็ทำได้ยาก เพราะเมืองไทยไม่ได้มีการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ผมเลยขอเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับคนที่ไม่สามารถคัดแยกขยะได้ละเอียด”



ความคิดนี้เกิดขึ้นตั้งแต่สมบูรณ์ทำงานอยู่ที่ปูนซีเมนต์นครหลวง กระทั่งนำไปสู่การจัดหาขยะไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานปูนที่จังหวัดสระบุรี เมื่อย้ายงานมาอยู่บริษัท เอ็น 15 เทคโนโลยี จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นอันตราย โดยการคัดแยกและแปรรูปขยะเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ส่งต่อไปยังโรงงานปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าขยะ เขานำโมเดลนี้ดำเนินต่อ ด้วยหวังเป็นตัวช่วยในการจัดการขยะที่รีไซเคิลไม่ได้และไร้หนทางไปต่อ ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการที่ดี ขยะพลาสติกเหล่านี้จะยังคงอยู่ร่วมโลกกับเราไปอีกหลายร้อยปี โดยที่เพิ่มจำนวนขึ้นในทุกวัน 

การรับจัดการขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ หรือที่นิยามกันว่า ‘ขยะกำพร้า’ เริ่มเป็นที่รับรู้ในกลุ่มแคบๆ ก่อนจะกลายเป็นความหวังของผู้ร่วมอุดมการณ์ ซึ่งไม่อยากให้ขยะรีไซเคิลไม่ได้ที่ตัวเองเป็นคนสร้าง หลุดลอดไปสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม 

“มีคุณครูท่านหนึ่งจากนครศรีธรรมราชโทรมาหาผมว่ารับจริงเหรอ รับไปแล้วก่อให้เกิดมลพิษไหม รับตัวนั้นตัวนี้ไหม แล้วเขาบอกจะส่งมาให้ เราคิดในใจว่าเขาจะส่งเหรอ เพราะมันมีค่าใช้จ่าย หลังจากนั้นเขาโทรมาติดตามตลอดว่าขยะมาถึงหรือยัง เพราะเขากลัวว่าขยะที่ส่งมาจะไปตกหล่นทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่น โอ้โห เรารู้สึกว่าเขาน่ารักมาก ผมเลยสร้างเพจเพื่อครูท่านนี้เลย”



สมบูรณ์เปิดเพจ N15 Technology และเปิดรับขยะกำพร้าจากคนที่ตระหนักถึงผลกระทบของขยะไร้ทางไปมากำจัด เริ่มจากให้คนส่งมาทางไปรษณีย์ หรือนำมาส่งที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร กระทั่งรับฝากไว้ที่บ้านตนเอง 

กองขยะกำพร้าที่เริ่มต้นจากไม่กี่กล่องทวีขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนให้เห็นว่ามีคนอีกมากที่สนใจปัญหาขยะไร้ทางไปเหล่านี้ กระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบกับ ธีรเมศร์ จิรอารีย์ชัย ซึ่งเสนอให้ใช้บ้านพักย่านพระรามเก้าของเขาเป็นจุดไดรฟ์ทรู โครงการ ‘Drive Thru to Clean Energy’ จึงเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2564 โดยสื่อสารกับผู้ร่วมแนวคิดเดียวกันผ่านเพจ ‘รักษ์กันคนละนิด’ และหยุดกิจกรรมไปช่วงหนึ่งเมื่อเกิดการระบาดหนักของโควิด-19 ก่อนจะเริ่มโครงการใหม่อีกครั้ง หลังเรียนรู้การรับมือกับโรคระบาดว่าควรมีวิธีจัดการอย่างไร 

วิธีการของพวกเขาคือเปิดจุดรับส่งแบบไดรฟ์ทรู โดยผู้นำขยะมาส่งไม่ต้องลงจากรถ เพียงลงทะเบียนเข้าร่วมและเขียนข้อความแสดงจำนวนขยะที่นำมา เปิดรถให้ทีมงานขนย้ายขยะโดยผู้นำส่งไม่ต้องลงจากรถ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ขับรถออกได้เลย เพื่อให้คันที่เข้าคิวอยู่ได้ขนถ่ายขยะในรูปแบบเดียวกัน 



จากครั้งแรกที่ใช้รถกระบะใส่คอกสูงวิ่งไปกลับพระรามเก้าถึงอมตะนครหลายรอบ ปรับเปลี่ยนมาสู่รถหกล้อ กระทั่งกลายเป็นรถสิบแปดล้อในปัจจุบัน เหล่านี้เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มีขยะกำพร้าอยู่มากแค่ไหน และมีคนอยากใส่ใจอยากจะกำจัดให้ถูกที่ถูกทางมากเพียงใด จนเกิดจุดรับใหม่ๆ ตามมาอีกหลายจุดทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ จุดพระรามเก้า พระรามสอง เทคโนธานีคลองห้า บางกระสอ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ และกำลังจะมีจุดรับเพิ่มขึ้นอีกในย่านรังสิตและบางนา 

“จากที่เห็นว่ามีคนต้องการส่งต่อเยอะ แต่เราไม่มีเจ้าภาพ เราเลยเขียนในเพจว่าถ้าใครอยากให้ใช้สถานที่เราก็อยากไปนะ ซึ่งเจ้าภาพไม่ต้องทำอะไรเลย แค่ขอให้มีสถานที่ที่รถวิ่งทะลุออกไปได้ง่าย มีร่มพอกันแดดกันฝนให้คนทำงานได้ มีห้องน้ำสักหน่อย เพราะเราทำงานกันเช้าถึงเที่ยง ก็มีคนเสนอตัวมาเยอะ แต่ในต่างจังหวัดเรายังไม่สามารถทำได้ เพราะความคุ้มค่าในการจัดกิจกรรมอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตร แม้เราไม่ได้คิดว่าทำแล้วต้องได้กำไร แต่ถ้าไกลมากจะไม่คุ้มค่าขนส่ง เพราะเราต้องใช้เวลานานในการไปกลับ”



ถึงตรงนี้ สมบูรณ์นำเสนอทางออกที่สามารถจัดการได้สำหรับนักคัดแยกขยะในต่างจังหวัด โดยต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนว่า “ผมมองไปถึงกลุ่มขนส่งเจ้าต่างๆ ถ้าเรามีขยะกำพร้า แล้วเจ้าของธุรกิจขนส่งมองว่าสิ่งนี้เป็นกิจกรรมที่ดี เป็นการทำเพื่อสังคม ผมว่ามันเป็นโมเดลที่ทำได้ เพราะบางทีรถวิ่งไปส่งของภาคเหนือ ขากลับมาเขาตีรถเปล่า ถ้าเอาขยะเหล่านี้กลับมาได้ก็จะเป็นเรื่องดี 

ส่วนใครที่ต้องการจะส่งขยะกำพร้ามาทางไปรษณีย์ไทย ล่าสุดได้รับการสนับสนุนให้สามารถส่งได้ด้วยกล่องสองขนาด โดยกล่องขนาด จ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ราคาเหมาจ่าย 85 บาทต่อกล่อง และกล่องขนาด ฉ น้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม ราคาเหมาทั่วประเทศ 125 บาทต่อกล่อง ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 



ขยะกำพร้าเหล่านี้เมื่อถูกส่งไปยัง N15 จะถูกคัดแยกอีกครั้งเพื่อแยกวัสดุเผาไม่ได้ที่อาจหลุดติดเข้ามาออกด้วยระบบลม จากนั้นนำเข้าเครื่องบดย่อยเพื่อแปรสภาพขยะให้เหลือขนาดประมาณ 5 เซนติเมตร แล้วส่งต่อไปเป็นเชื้อเพลิงที่เตาเผาของโรงงานปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี 

“มีคนตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงรับขยะบางชนิดที่ยังรีไซเคิลได้มาเป็นเชื้อเพลิงด้วย ต้องยอมรับว่า ในเชิงทฤษฎีว่ามันสามารถรีไซเคิลได้จริง แต่ในเชิงธุรกิจมันไม่ถูกนำมารีไซเคิล เพราะมันไม่มีมูลค่า และมันมีความไม่บริสุทธิ์ของพลาสติก เช่น เป็นเชื้อผสม มีสติกเกอร์ หรือมีเศษอาหารเขาก็ไม่เอาแล้ว ที่รับรีไซเคิลจริงอาจมีสักแค่สามเจ้า แต่ก็อยู่ไกลเกินกว่าคนที่รับซื้อจะเอาไปส่ง เพราะมันไม่คุ้มในเชิงธุรกิจ แต่จะบอกว่าการเผาเป็นปลายทางที่ดีที่สุดใช่ไหม สำหรับผมยังมองว่าไม่ใช่ แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมในปัจจุบันและจับต้องได้” 



นอกจากคำถามนี้ก็ยังมีคำถามในเชิงผลประโยชน์ที่ได้รับ เขาคลี่ภาพออกมาให้เห็นว่า ขยะกำพร้า 1 ตัน ก็ให้เชื้อเพลิง 1 ตัน และหากเทียบกับความร้อนแล้ว ขยะกำพร้าที่คัดแยกมาอย่างดี จะให้ความร้อน 4,000-5,000 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม เทียบเท่ากับถ่านหิน หรือสูงกว่าถ่านหินเล็กน้อย

“ถ้าเทียบเป็นเงิน ผมขายโรงปูนได้ตันละ 1,000 บาท คือกิโลละบาท ผมเคยถูกตั้งคำถามว่า N15 ได้เงินจากตรงนี้ ทำไมไม่จ่ายค่าขยะที่เขาส่งไป ในความเป็นจริงแล้วมูลค่าตรงนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับค่ารถ ค่าแรงงานที่เราต้องมีคนมาขนย้าย เราไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ เพราะเราไม่ได้มีกำไรจากตรงนี้ เรามีกำไรจากธุรกิจของเราอยู่แล้ว เรามีขยะอุตสาหกรรมปีละ 40,000-60,000 ตัน เทียบกับตรงนี้ปีที่แล้วเราได้มา 72 ตัน คือ 72,000 บาทเท่านั้นเองที่เราได้ต่อปี บางคนเข้าใจว่ามีมูลค่าเยอะ แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะมาร์จินมันต่ำมาก” 

มูลค่าที่ได้จึงไม่อาจนับด้วยรายได้ที่เกิดจากการขายเชื้อเพลิง หากแต่คือคุณค่าในการเป็นหน่วยจัดการขยะ ที่เข้ามาแก้ปัญหาเรื่องระบบการจัดการในเมืองไทย และการคัดแยกที่ไม่สามารถทำได้อย่างละเอียดพอสำหรับการนำพลาสติกบริสุทธิ์ไปรีไซเคิลต่อ 

“สมัยที่ผมทำเพจครั้งแรก ผมคิดว่าผมบ้าอยู่คนเดียว ทะเลาะกับคนในบ้านเรื่องเก็บขยะไว้ในบ้าน เราเองก็รู้สึกอายที่จะบอกใครว่าทำเรื่องขยะ แต่หลังจากทำเพจก็เริ่มมีคนเข้ามาให้กำลังใจ เราไม่ได้บ้าคนเดียวนี่ มีคนที่อยากจะมีส่วนร่วมหรืออยากคัดแยกขยะแล้วหาทางไปให้มันเยอะมาก เรารู้สึกว่ามันมีประโยชน์ต่อสังคม คนก็เริ่มตระหนักมากขึ้น 

“ตอนผมจะจบมหาวิทยาลัย อาจารย์ท่านหนึ่งเคยบอกผมว่า ต่อไปเชื้อโรคจะร้ายแรงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกจะละลาย แล้วมันก็เป็นจริง เราเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อยๆ มีบางคนบอกว่าทำไปทำไม คุณเป็นแค่มดตัวหนึ่งในโลก แล้วจะไปต่อสู้กับภัยธรรมชาติได้ยังไง ผมไม่รู้หรอก แต่ผมทำแล้วสบายใจ ทำแล้วไม่ได้เดือดร้อนใคร แล้วมันดีกับสังคม ดีกับประเทศชาติ ดังนั้นทำไปเถอะ”


ติดตามนัดหมายของจุดรับขยะกำพร้าได้ที่ Facebook: N15 Technology

ขยะแบบไหนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงได้

ขยะกำพร้าที่ N15 รับกำจัดเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิง อาทิ ซองขนม ถุงน้ำยาในครัวเรือน กระดาษเคลือบมัน กระดาษติดสก็อตเทป กล่องอาหาร กระดาษทิชชูเฉพาะที่ไม่ผ่านการเช็ดเลือดหรือปฏิกูล ฟอยล์ ขวดน้ำยา หลอดยาสีฟัน หลอดกาแฟ ขวดบรรจุครีม เศษผ้าเก่า ชุดชั้นใน กล่องโฟม ปากกา แผ่นซีดี บัตรเครดิต บัตรเอทีเอ็ม เศษหมากฝรั่ง ลูกบอลเก่า พวงมาลัยแห้ง ตุ๊กตาเจ้าที่ ยาหมดอายุ ซองกันชื้น ชุดตรวจ ATK ของผู้ไม่ป่วย หน้ากากอนามัยของผู้ไม่ป่วย เจลลดไข้ พลาสเตอร์ยา โดยอุปกรณ์ที่ต้องระมัดระวังเรื่องสุขอนามัยจะต้องใส่ถุงมัดก่อนส่ง ฯลฯ หรือคัดแยกให้ง่ายขึ้นกว่านั้นก็คือ ขยะใดๆ ที่สามารถตัดให้ขาดและเผาให้ติดไฟได้ ก็สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินได้ 

ส่วนที่ไม่รับกำจัด เนื่องจากเป็นขยะที่ไม่สามารถนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงทดแทน ได้แก่ พลาสติกประเภท PVC เช่น สายไฟ ท่อประปา สายยาง หนังเทียม สติกเกอร์บางประเภท ฯลฯ ขวดแก้ว กระเบื้อง เศษเหล็ก ลวด ขยะติดเชื้อต่างๆ กระเบื้อง แก้ว หิน ท่อนไม้ สังกะสี หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ร่มกันฝน ตลับหมึกเครื่องพิมพ์ต่างๆ เป็นต้น

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ศิริวรรณ สิทธิกา
คนเล่าเรื่องที่ชอบหาเรื่องมาเล่า ด้วยความเชื่อว่าเรื่องเล่าดีๆ จะช่วยนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

Follow