บิว จักรพันธ์ กับชีวิตหลังม่านของนักแสดงขวัญใจ : เมื่อแฟนซีรีส์วายไทยต้องตื่นจากฝันหวาน ด้วย ‘ภาพ’ ความจริงอันเกินรับไหว
...
LATEST
Summary
- Moving Frame เป็นคอลัมน์ความเรียงว่าด้วยมุมมอง-ความรู้สึกที่ เฟรม ธีพิสิฐ บรรณาธิการไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมของไทยรัฐพลัส มีต่อ ‘ภาพ’ ของเหตุการณ์รอบข้างที่กำลังเคลื่อนไหวในสังคมไทยและสังคมโลก โดยเชื่อมโยงเข้ากับประสบการณ์และสื่อบันเทิงที่เขาได้สัมผัสมาตลอดชีวิต
- โดยในสัปดาห์นี้ เฟรมชวนย้อนมอง ‘ภาพ’ ความจริงอันเกินรับไหวจากข้อพิพาทที่ บิว จักรพันธ์ นักแสดงหนุ่มชื่อดังจากแวดวงซีรีส์วายบ้านเรา ถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงกับอดีตแฟนสาวของเขา ซึ่งค่อยๆ ปรากฏให้เห็นผ่านแฮชแท็กบนทวิตเตอร์ จนทำให้แฟนคลับต้องตื่นจากฝันกันไปหลายราย
...
1
“ผมเองก็แค่มนุษย์คนนึง ผมยอมรับว่า ผมไม่ได้เป็นคนที่สมบูรณ์แบบ”
บิว-จักรพันธ์ พุทธา นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังมาจากซีรีส์วายอย่าง ‘คินน์พอร์ช เดอะ ซีรีส์’ (KinnPorsche The Series) เอื้อนเอ่ยประโยคนี้ออกมาระหว่างการไลฟ์คอนเฟอเรนซ์ความยาวไม่กี่นาที ผ่านช่องทางโซเชียลฯ ของค่าย Be On Cloud เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มกราคม
คำแถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากเกิดข้อพิพาทใหญ่โตในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า บิว จักรพันธ์ อาจเคยลงมือ ‘ทำร้ายร่างกาย’ อดีตแฟนสาวที่เป็นนักเขียนนิยายต้นฉบับของซีรีส์ที่แจ้งเกิดเขา และก็ทำพฤติกรรมนี้ซ้ำๆ จนคล้ายกับเป็นเรื่อง ‘ปกติ’ ในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ – ซึ่งตรงข้ามกับตัวละคร พีท บอดี้การ์ดหนุ่ม และเหยื่อ ‘ผู้ถูกกระทำความรุนแรงใส่’ ที่เขารับบทในซีรีส์โดยสิ้นเชิง
โดยอดีตแฟนสาวคู่กรณียังอ้างว่า เธอต้องสูญเงินให้แก่นักแสดงหนุ่มไปมหาศาลกับการปลุกปั้นให้เขาโด่งดัง ผ่านค่าใช้จ่ายน้อยใหญ่ต่างๆ ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน แถมเขายังมีพฤติกรรม ‘คบซ้อน’ ในระหว่างนั้นอีก จนสร้างความเจ็บปวดทั้งทางร่างกายและจิตใจให้เธอ ตามที่ได้ออกมากางหลักฐานให้ทุกคนได้เห็นกันผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว และทั้งนี้ เธอก็ยังเตรียมที่จะดำเนินการฟ้องร้องชายหนุ่มตามกระบวนการทางกฎหมายในชั้นศาลด้วย
แฟนคลับเหล่านี้ได้ถูกปลุกให้ตื่นจาก ‘ฝันหวาน’ ก่อนหน้า ทั้งจากบทบาทในจอซีรีส์ และบทบาทหน้าจอในช่วงที่กำลังโด่งดัง ซึ่งเต็มไปด้วยความน่ารัก สดใส และสวยงาม เพื่อที่จะได้มาพบกับ ‘ภาพความจริง’ ในชีวิตนอกจอของนักแสดงหนุ่มคนโปรดของพวกเขา ซึ่งอาจมีด้านที่ไม่น่าอภิรมย์รวมอยู่ด้วย อย่างที่คงไม่เคยมีใครจินตนาการไปถึง
ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คนที่ติดตามเหตุการณ์นี้ผ่านโลกโซเชียลฯ อย่างทวิตเตอร์ จึงได้เห็นแฮชแท็กต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ บิว จักรพันธ์ โดยเฉพาะ #บิวทำร้ายร่างกายผู้หญิง ที่เคยขึ้นถึงหลักล้านทวีตมาแล้ว ซึ่งในบรรดาความเห็นเหล่านั้น ก็มีทั้งฝั่งที่ออกมาโจมตีนักแสดงหนุ่ม และพยายามขุดคุ้ยหลักฐานเพิ่มเติมต่อยอดจากคำกล่าวอ้างของอดีตแฟนสาวของเขา และฝั่งที่ออกมาปกป้องนักแสดงหนุ่ม พร้อมยืนยันว่าจะอยู่เคียงข้างเขา และต้องการรอพิสูจน์ความจริงทั้งหมดในชั้นศาลเสียก่อน
อย่างไรก็ดี ‘ภาพ’ ความจริงจากหลักฐานที่ปรากฏออกมาบางส่วนนั้น มันก็ดู ‘จริง’ มากเสียจนแฟนคลับอีกเป็นจำนวนไม่น้อย เกินจะทานทนและยอมรับไหว
แฟนคลับของ บิว จักรพันธ์ หลายคนจึงทยอยออกมาประกาศถอนตัวจากการเป็น ‘มัมหมี’ หรือแม่ทูนหัวของเขา ผ่านโซเชียลฯ ของตนกันเป็นแถว แม้ว่าบิวและค่ายต้นสังกัดอย่าง Be On Cloud จะออกมาแถลง ‘ยุติบทบาท’ การเป็นนักแสดงในสังกัดของเขา ผ่านไลฟ์และคำประกาศที่เป็นลายลักษณ์อักษรบนโซเชียลฯ แล้วก็ตาม
คล้ายกับแฟนคลับเหล่านี้ได้ถูกปลุกให้ตื่นจาก ‘ฝันหวาน’ ก่อนหน้า ทั้งจากบทบาทในจอซีรีส์ และบทบาทหน้าจอในช่วงที่กำลังโด่งดัง ซึ่งเต็มไปด้วยความน่ารัก สดใส และสวยงาม เพื่อที่จะได้มาพบกับ ‘ภาพความจริง’ ในชีวิตนอกจอของนักแสดงหนุ่มคนโปรดของพวกเขา ซึ่งอาจมีด้านที่ไม่น่าอภิรมย์รวมอยู่ด้วย อย่างที่คงไม่เคยมีใครจินตนาการไปถึง
2
ผมอาจเข้ามาคลุกคลีอยู่ในแวดวง ‘ซีรีส์วายไทย’ ได้เพียงไม่กี่ปี แต่มันก็นานพอที่จะได้เห็นข้อพิพาทที่มุ่งโจมตีผลงาน-บุคลากรในวงการ หรือแม้กระทั่งก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในข้อพิพาทนั้นๆ เสียเอง
ไม่ว่าจะเป็นตอนที่มีคนกล่าวหาว่า ซีรีส์วายไทยไม่ได้ช่วยผลักดันอะไร และหากินอยู่บนอัตลักษณ์ของผู้คนที่มีความหลากหลายทางเพศ จนเป็นที่มาของกระแสความเกลียดชังของคนในโลกโซเชียลฯ บางส่วนที่มีต่อแวดวงนี้ ซึ่งก็ดูจะเลยเถิดไปไกล จนทำให้ผมที่ไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหานั้นเสียทั้งหมด ต้องเข้าร่วมวงถกเถียงผ่านบทความ และกลายเป็นบทสนทนาใหญ่โตในโซเชียลฯ อยู่พักหนึ่ง
หรือจะเป็นประเด็นร้อนคล้ายๆ กันก่อนหน้าที่จะถูกส่งไม้ต่อมาถึงข้อพิพาทของ บิว จักรพันธ์ ก็คือ ตอนที่มีคนออกมาแฉว่า โอม-ภวัต จิตต์สว่างดี นักแสดงซีรีส์วายอีกคนจากช่อง GMMTV เคยมีพฤติกรรมล้อเลียน-รังแกเพื่อนร่วมชั้นที่มีอาการออทิสติกในสมัยที่เขายังเป็นนักเรียนมัธยม ซึ่งก็มีทั้งคนที่ออกมาเสนอแนะให้สังคม -ทั้งค่ายต้นสังกัดและผู้ชม- แบน โอม ภวัต และกดดันให้เขาออกจากวงการบันเทิงไปเสีย เช่นเดียวกับที่ศิลปินเกาหลีใต้หลายคนเคยต้องถูกสังคมกดดันให้สำนึกผิดและออกจากวงการไป หากสืบพบว่าพวกเขาเคยมีพฤติกรรมที่เลวร้ายในอดีตมาก่อน
และก็มีทั้งคนที่ออกมาบอกว่า พฤติกรรมไม่เหมาะสมในอดีตเหล่านี้ของโอม เป็นผลมาจากความคึกคะนองของเขาในตอนที่ยังเป็นเพียง ‘เด็กชาย’ ที่ทำอะไรลงไปโดยปราศจากความยั้งคิด แถมเจ้าตัวก็ยังออกมาเขียนขอโทษและแสดงความเสียใจต่อการกระทำนี้ในอดีตไปเรียบร้อยแล้วด้วย คนในโลกโซเชียลฯ จึงไม่ควรเรียกร้องเลยเถิดจนถึงขั้นให้เขาต้องลาออกจากวงการ
ด้วยการตอบโต้จากแฟนคลับเช่นนี้เอง จึงทำให้อีกหลายคนมองว่า ‘ติ่ง’ หรือแฟนคลับของนักแสดงซีรีส์วายไทยนั้น เอาแต่หน้ามืดตามัวปกป้อง ‘เมน’ หรือนักแสดงที่ตัวเองรัก จนหลงลืม ‘ความเป็นมนุษย์’ ที่ควรต้องรู้จักแยกแยะถูก-ผิด ดี-ชั่ว และนักแสดงที่ทำตัวไม่ดี -ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน- ก็ไม่สมควรมีพื้นที่ หรือถูกให้ค่าในวงการบันเทิง
และข้อพิพาทของ บิว จักรพันธ์ ในเวลานี้ ก็ดูจะยิ่งเข้ามาตอกย้ำถึงคำถามดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ว่าอาจต้องถึงเวลาชำระสะสางนักแสดงที่มีพฤติกรรมเบื้องหลังอันไม่เหมาะสม ทั้งจากแนวคิดเหยียดเพศ ไปจนถึงพฤติกรรมบูลลี่คน ในวงการซีรีส์วายไทย ซึ่งปัจจุบันสามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล จนทำให้นักแสดงชายหลายคนมองว่าเป็น ‘บ่อเงินบ่อทอง’ ในการสร้างรายได้และชื่อเสียงเพียงชั่วข้ามคืน
ไม่ว่าจะมีนักแสดงชายในโลกซีรีส์วายไทยที่เราต้องตั้งคำถามถัดจากนี้อีกกี่คนก็ตาม
3
เราอาจยังไม่รู้ว่า บทสรุปจากข้อพิพาทระหว่าง บิว จักรพันธ์ กับอดีตแฟนสาวจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน และสุดท้ายแล้ว ใครจะพูด ‘ความจริง’ ต่อสาธารณชนไปมากน้อยกว่ากันเท่าไร
แต่สิ่งที่ผู้ชม -หรือแฟนคลับ- อย่างเราควรรู้แจ้ง และควรปลุกตัวเองให้ ‘ตื่น’ ได้แล้วในยามนี้ ก็คือ เราต้องเข้าใจเสียทีว่า ‘ภาพ’ ที่ศิลปินแสดงออกมาให้เราเห็นผ่านสื่อต่างๆ นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นความจริงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มไปได้
เพราะถึงที่สุดแล้ว มันยังคงมี ‘ชีวิตหลังม่าน’ ของนักแสดงขวัญใจที่เราไม่อาจรู้ -เพราะตัวศิลปินเองไม่ได้อนุญาตให้เรารับรู้- ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วยเสมอ
เราสามารถส่งมอบความรัก และคอยเป็นกำลังใจให้ศิลปินที่เรารักได้ แต่ขณะเดียวกัน เราก็ต้องรู้จักมีสติเพื่อมองให้เห็นด้วยว่า ความรักแบบไหนของเราที่จะไม่ไปทำร้ายเขา โดยส่งเสริมตัวศิลปินให้ยิ่งถลำลึกไปกับการกระทำบางอย่างของเขาที่อาจสร้างผลกระทบอันเลวร้ายให้กับผู้อื่นได้
การรักศิลปิน ก็เหมือนกับการรักใครสักคนในชีวิตจริงของเรานั่นแหละ หากเขาทำผิด หรือหลงทางอยู่ในความมืดมิด เราก็ควรที่จะสะกิดให้เขารู้ ไม่ใช่เอาแต่คอยโอบกอดโดยปราศจากการตักเตือน
และสุดท้าย หากไม่สามารถรักเขาได้อีกต่อไปแล้ว เราก็ควรก้าวออกมาจากความสัมพันธ์นั้นเสีย
สิ่งที่ผู้ชม -หรือแฟนคลับ- อย่างเราควรรู้แจ้ง และควรปลุกตัวเองให้ ‘ตื่น’ ได้แล้วในยามนี้ ก็คือ เราต้องเข้าใจเสียทีว่า ‘ภาพ’ ที่ศิลปินแสดงออกมาให้เราเห็นผ่านสื่อต่างๆ นั้น ไม่มีทางที่จะเป็นความจริงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มไปได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว มันยังคงมี ‘ชีวิตหลังม่าน’ ของนักแสดงขวัญใจที่เราไม่อาจรู้ -เพราะตัวศิลปินเองไม่ได้อนุญาตให้เรารับรู้- ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วยเสมอ
ถึงแม้ประโยคที่ บิว จักรพันธ์ พูดว่า มนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ ‘ไม่สมบูรณ์แบบ’ จะเป็น ‘ความจริง’ ที่เราไม่อาจละเลยหรือปฏิเสธได้
แต่ผมก็ยังคิดว่า สิ่งที่ ‘มนุษย์ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ’ อย่างพวกเราน่าจะทำได้มากกว่านั้น ก็คือ การรู้จักที่จะก้มหน้ายอมรับในการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเอง และพยายามแก้ไขมันให้ถูกต้อง
โดยเลิกโทษโลก โทษคนอื่น หรือโทษปัจจัยรอบข้าง ที่เรามองว่ามันช่าง ‘ใจร้าย’ กับตัวเราเสียเหลือเกิน แต่เพียงอย่างเดียว
