“อย่าเอ่ยชื่อคนคนนั้น ผมไม่ชอบ” ท่าทีที่ไม่เคยเปลี่ยนของ พลเอกประยุทธ์
...
LATEST
Summary
- พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ของขึ้นหลังจากนักข่าวเอ่ยชื่อ ทักษิณ ชินวัตร แล้วท่านผู้นำตอบกลับแบบเดือดๆ ว่า “อย่าไปพูดถึงคนคนนั้นผมไม่ชอบ” แล้วเดินออกจากโพเดียมทันที
- แม้หลังๆ จะเห็นว่า พลเอกประยุทธ์ พยายามเก็บอารมณ์แล้ว แต่ใครๆ ก็ดูออกว่าท่านเก็บทรงไม่อยู่ จนหลายต่อหลายครั้งท่านเองนั่นแหละที่ออกมาขอโทษประชาชนว่า “ผมก็เป็นของผมแบบนี้”
- ช่วงใกล้เลือกตั้ง และคะแนนนิยมกำลังตก หากพลเอกประยุทธ์ไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ผลการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงอาจเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ
...
ห่างหายจากการเขียนถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เจ้าของมีมโซเชียลฯ ในตำนานไม่รู้กี่ร้อยต่อกี่ร้อยมีม นับตั้งแต่ทำรัฐประหาร 2557 ไปเสียนาน ไม่ใช่อะไร-ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง-ก็เริ่มรู้สึกเบื่อๆ ท่านเหมือนกัน เขียนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบคำถามสื่อมวลชนไปหลายครั้งก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น จนคนเขียนเองก็เริ่มท้อไปแล้วเหมือนกัน
ล่าสุดท่านก็ผลิตผลงานชุดใหม่ออกมาอีกแล้วในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา
คือนักข่าวเขาก็ถามไปตามวาระ ตามความสนใจในประเด็นสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการเมือง เพราะหลายอย่างยังไม่มีความชัดเจน ทั้งเรื่องการผ่านงบประมาณจำนวนมาก กำหนดการยุบสภา การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ฯลฯ
ครั้นพอผู้สื่อข่าวถามกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาวิเคราะห์ว่าที่รัฐบาลยังไม่ยุบสภา เนื่องจากพรรครวมไทยสร้างชาติยังไม่พร้อมในหลายๆ เรื่อง พอได้ยินชื่อ ‘ทักษิณ’ เท่านั้นแหละ ก็เหมือนเป็นทริกเกอร์ให้ท่าน ‘ขึ้น’ (อีกแล้ว) ทันที
เพราะ พลเอกประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์แล้วเดินออกจากโพเดียมทันทีพร้อมกล่าวว่า “อย่าไปพูดถึงคนคนนั้นผมไม่ชอบ” พอนักข่าวเขาถามย้ำว่านี่เป็นการดึงเกมยุบสภา เพื่อให้รวมไทยสร้างชาติมีความพร้อมหรือไม่ นายกฯ ของเราไม่ตอบพร้อมขึ้นรถออกไปทันที
คือถ้าใครได้ดูคลิปนี้ก็คงไม่แปลกใจไปจนถึงชินชา เพราะหลายปีที่ท่านครองอำนาจมา ท่านนายกฯ ก็เป็นของท่านแบบนี้มาตลอด ใครพูดอะไรไม่ถูกใจไม่เข้าหูเข้าหน่อยเป็นอารมณ์เสีย สีหน้าท่าทางกิริยามารยาทเปลี่ยนทันที ช่วงแรกๆ นี่มีระเบิดอารมณ์ใส่นักข่าวและคนรอบข้างด้วย แม้หลังๆ จะเห็นว่าท่านพยายามเก็บอารมณ์แล้ว แต่ใครๆ ก็ดูออกว่าท่านเก็บทรงไม่อยู่ จนหลายต่อหลายครั้งท่านเองนั่นแหละที่ออกมาขอโทษเสียงอ่อยขอให้เปียวชน (ประชาชน) เข้าใจว่า “ผมก็เป็นของผมแบบนี้”
แต่ประเด็นก็คือ เรา-ในฐานะเปียวชน (ประชาชน) ของท่าน - ต้องถามตัวเองกันเสียหน่อยว่า มันใช่เรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจกับท่านและกับตัวเราเองไหมว่าท่านเป็นแบบนี้ท่านเปลี่ยนตัวเองไม่ได้
เวลาที่นักข่าวเขาถามท่านนายกฯ เขาก็ทำหน้าที่สื่อมวลชน ถามในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ การทำงานของรัฐบาล ฯลฯ ทั้งหมดก็เกี่ยวโยงกับประชาชนทั้งนั้น โอเค มันอาจคำถามทิ่มแทงใจท่านบ้าง แต่เขาก็ถามเพราะคิดว่าคงมีประชาชนอยากรู้ ชอบหรือไม่ชอบ ถูกใจ-ไม่ถูกใจ ท่านก็ควรตอบ
และที่สำคัญท่านควรตอบด้วยท่าทีที่แสดงออกถึงวุฒิภาวะของคนเป็นผู้นำที่มาจากระบอบประชาธิปไตย
ไม่ใช่เอะอะพอไม่ถูกใจก็ใช้อำนาจเข้าข่ม วางตัวเป็นผู้บังคับบัญชาผ่านน้ำเสียงและกิริยามารยาทที่ผู้นำชาติอื่นๆ เขาไม่ทำกัน ผู้นำที่ดีเขากลืนความไม่พอใจลงคอเสมอและเลือกตอบคำถามด้วยสติและคิดอยู่เสมอไม่ว่าจะพูดอะไรออกไป
นี่เป็นเรื่องพื้นฐานสามัญเหลือเกินสำหรับคนเป็นผู้นำประเทศ สามัญในระดับที่ว่าเวลาที่พูดถึงเรื่องนี้เรายังต้องถามตัวเองเลยว่าทำไมเรายังต้องพูดถึงเรื่องนายกฯ ควรวางตัวยังไง ซึ่งใครๆ ก็ควรจะรู้นี้ด้วยนะ
เอาจริงๆ ถ้าพลเอกประยุทธ์ตระหนักถึงสถานการณ์และคะแนนนิยมในตัวท่านที่ตกต่ำถึงขีดสุดอย่างตอนนี้ดี ท่านน่าจะรู้ว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ท่านต้องปรับตัวเอง หากอยากอยู่ในสมรภูมิการเมืองนี้ต่อไป
เพราะหากท่านเงี่ยหูฟังเสียงของประชาชนให้ดีๆ โดยไม่ผ่านการบอกเล่าของคนใกล้ชิดที่อาจบอกท่านไม่หมด ท่านจะรู้ว่าคนที่รักท่านเหมือนเมื่อตอนทำรัฐประหาร เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นานนั้นแทบไม่เหลือแล้ว ตอนนี้คนเขาเอือมท่านกันหมด
แถมตอนที่ท่านเปิดตัวพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งคนก็คาดหวังว่าท่านจะมีอะไรใหม่ๆ มาเซอร์ไพรส์นั้น ปรากฏว่าท่านก็ไม่มีนโยบายอะไรที่จับต้องได้ หรือแม้แต่สร้างความฮือฮามานำเสนออีก
มีก็แต่คำถามซ้ำซากว่าคนไทยจะไปกับผมไหม ไปด้วยกันกับผมไหม
ถ้าท่านไม่ตระหนักตรงนี้ ไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง ผลการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงอาจเป็นโทษต่อตัวท่านมากกว่าเป็นคุณ
เริ่มจากปรับรีแอคใหม่เวลามีคนเอ่ยชื่อคนที่ท่านไม่ชอบ ไม่อยากได้ยินก่อนเลย
