Humberger Menu

เทเลนอร์ขายกิจการในพม่า เพราะรัฐบาลบังคับเปิดช่องล้วงข้อมูลประชาชน?

creator
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • เทเลนอร์ บริษัทโทรคมนาคม ขายกิจการในพม่า หนึ่งในสาเหตุคือ ทางการพม่าพยายามเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารของประชาชน อันเป็นการขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมาย และหลักปฏิบัติทางธุรกิจของนอร์เวย์ สหภาพยุโรป และสากล
  • ไม่ใช่เฉพาะเทเลนอร์ แต่การใช้นโยบายผ่านบริษัทโทรคมนาคมเพื่อเป็นช่องทางล้วงข้อมูลการสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่ทางการพม่าทำอยู่ก่อนแล้ว
  • ธุรกิจของเทเลนอร์ตกไปอยู่ในมือของ M1 Group บริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลทหาร


บริษัท เทเลนอร์ (Telenor) ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจากนอร์เวย์ แถลงเมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องตัดสินใจขายกิจการในพม่าให้ M1 ซึ่งเป็นบริษัทของมหาเศรษฐีเลบานอนว่า เกิดจากการที่รัฐบาลทหารพม่าบังคับให้ติดตั้งอุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ เพื่อเข้าไปล้วงข้อมูลการสื่อสารของลูกค้า อันเป็นการขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน กฎหมาย และหลักปฏิบัติทางธุรกิจของนอร์เวย์ สหภาพยุโรป และสากล

ความจริงเทเลนอร์ประกาศตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมแล้ว ว่าได้บรรลุข้อตกลงขายกิจการทั้งหมดในพม่ามูลค่า 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับกลุ่ม M1 เพราะไม่อาจทนทำธุรกิจในประเทศซึ่งมีการรัฐประหาร และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงขนาดนี้ได้อีกต่อไป 

อย่างไรก็ตาม เทเลนอร์ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าอะไรเป็นแรงจูงใจสำคัญ และทำไมต้องขายให้บริษัทในกลุ่ม M1 Group ของตระกูล มิกาติ (Mikati) ซึ่งถูกนักสิทธิมนุษยชนในอังกฤษขึ้นบัญชีดำตั้งแต่ปี 2019 ในฐานที่มีความเกี่ยวข้องกับทหารพม่า

เทเลนอร์ถูกตั้งคำถามว่า แท้จริงการถอนตัวจากพม่าครั้งนี้เพราะต้องการจะเอาตัวรอดแบบไม่ต้องเจ็บตัวมากนัก มากกว่าเห็นแก่สิทธิมนุษยชนของลูกค้าชาวพม่าทั้ง 18 ล้านราย

จริงๆ แล้วเรื่องที่ทางการพม่าพยายามใช้บริษัทโทรคมนาคมล้วงข้อมูลการสื่อสารของประชาชนนั้นไม่ใช่เพิ่งเกิด มีรายงานข่าวของสำนักข่าว Reuters ออกมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้วว่า หลายเดือนก่อนที่ มิน อ่อง หล่าย จะยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของ ออง ซาน ซูจี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ บริษัทโทรคมนาคมและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตทุกรายในพม่า ถูกสั่งให้ติดตั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ทำให้กองทัพสามารถเข้าถึงข้อมูลการสื่อสารของประชาชนได้ ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ในรูปของเสียง ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ ที่ส่งผ่านเครือข่ายโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต อีกทั้งสามารถติดตามหรือระบุตำแหน่งของผู้ส่งข้อมูลนั้นได้ด้วย   

กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนที่รู้จักกันในนาม ความยุติธรรมเพื่อพม่า (Justice for Myanmar) เคยออกมาเปิดเผยก่อนหน้านี้แล้วว่า กระทรวงมหาดไทย (ซึ่งอยู่ภายใต้โควตาของกองทัพ) และกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร (โควตาพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD) ได้ตั้งงบประมาณสำหรับติดตั้งอุปกรณ์และซอฟต์แวร์เพื่อล้วงข้อมูลการสื่อสารและติดตามตัวประชาชนตั้งแต่ปี 2018 แม้ว่าจะมีความพยายามของรัฐบาลในสมัยนั้นที่จะทำเรื่องนี้ให้ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม 

แต่เพื่อความเป็นธรรมกับเทเลนอร์ ควรจะกล่าวด้วยว่าบริษัทยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมจากนอร์เวย์รายนี้ได้ประกาศจุดยืนให้สาธารณชนรับรู้ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ว่าการล้วงข้อมูลอย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำ 

ประเทศที่เจริญแล้วจำนวนมาก หรือแม้แต่ประเทศที่เป็นอำนาจนิยมบางประเทศ ก็ไม่ได้อนุญาตให้หน่วยงานของรัฐไปล้วงข้อมูลการสื่อสารของประชาชนได้อย่างเหวี่ยงแห แต่ถ้าจะทำจะต้องเป็นไปโดยกระบวนการตรวจสอบและควบคุมโดยกฎหมายอย่างเคร่งครัด เช่น ต้องมีคำสั่งศาลเพื่อติดตามอาชญากรร้ายแรงเท่านั้น ไม่ใช่อ้างเรื่องความมั่นคงแบบครอบจักรวาล

อีกประการหนึ่ง ต่อให้เรื่องนี้สามารถดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายพม่า บริษัท เทเลนอร์ ซึ่งเป็นบริษัทจากยุโรป ก็ทำไม่ได้เพราะจะขัดกับระเบียบห้ามการค้าอาวุธกับพม่าที่ออกมาตั้งแต่ปี 2018 (อุปกรณ์ดักจับการสื่อสารแบบนี้ก็จัดอยู่ในหมวดอุปกรณ์ทางความมั่นคง) และเทเลนอร์ได้ประกาศในแถลงการณ์ที่ออกมาล่าสุดเมื่อวันที่ 15 กันยายนว่า ยึดมั่นในแนวทางการทำธุรกิจระหว่างประเทศที่กำหนดโดย องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) และองค์การสหประชาชาติ รวมทั้งหลักสิทธิมนุษยชนสากล อย่างเคร่งครัด 

เทเลนอร์เป็นนักลงทุนจากต่างประเทศรายสำคัญของพม่าที่ดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2014 เมื่อประเทศนี้ผ่านเข้าสู่ระบบการเมืองแบบเลือกตั้งไปแล้ว รายได้จากพม่าจัดได้ว่ามากเป็นสัดส่วน 7 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดที่บริษัทนี้หาได้จากทั่วโลก 

แต่ความยุ่งยากทางการเมืองทำให้เทเลนอร์ต้องตัดความสูญเสียของการลงไปแล้วถึง 783 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การถอนตัวจากพม่าในคราวนี้อาจจะทำให้เทเลนอร์ไร้มลทินทางจริยธรรมในมุมของกฎหมายและหลักปฏิบัติระหว่างประเทศ แต่ดูเหมือนจะเป็นการจากไปแบบไม่ค่อยรับผิดชอบมากนัก เพราะแม้ว่าการขายกิจการจะทำให้พนักงานและลูกค้าทั้งหมดของบริษัทไม่ถูกลอยแพ ยังมีงานทำ และมีระบบสื่อสารใช้งานอยู่ไป แต่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสถานการณ์จะไม่พัฒนาไปในทางเลวร้ายลงไปอีก เพราะ M1 Grpup ไม่เพียงมาจากเลบานอน ซึ่งไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีเกี่ยวกับหลักปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนเท่าไร แต่ M1 Group ยังมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกองทัพพม่าอีกด้วย 

M1 Group ก่อตั้งและบริหารโดยนายกรัฐมนตรีเลบานอน นาจีบ มิกาติ (Najib Mikati) และ ทาหา มิกาติ (Tata Mikati) พี่ชายของเขา ทำธุรกิจร่วมกับประเทศอำนาจนิยมหลายประเทศ เช่น ซีเรีย ซูดาน และเยเมน 

สำหรับในพม่านั้น บริษัทนี้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท อิรวะดี กรีน เทาเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการเสาส่งสัญญาณโทรคมนาคมที่สำคัญของพม่าบริษัทด้านสื่อสารของพม่าส่วนใหญ่ รวมถึง เทเลนอร์ ออราดู เอ็มพีที และที่สำคัญ มายเทล ก็เช่าเสาส่งสัญญาณที่มีอยู่กว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศจากบริษัทนี้

ที่เทเลนอร์ประกาศว่า เลือกขายกิจการให้กับ M1 เพราะเป็นบริษัทที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารพม่า ก็ไม่ได้ถูกต้องเสียเลยทีเดียว ด้วยว่า อิรวะดี กรีน เทาวเวอร์ ทำงานให้กับมายเทล ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างเวียดเทล ของกระทรวงกลาโหมเวียดนาม (49  เปอร์เซ็นต์) เมียนมาร์ เนชั่นแนล เทเลคอมโฮลดิ้ง ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ 11 บริษัท (23 เปอร์เซ็นต์) และที่สำคัญที่สุดคือ สตาร์ไฮ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ เมียนมาร์ อีโคโนมิค คอร์เปอร์เรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทของตัดมาดอว์โดยตรง (28 เปอร์เซ็นต์) 

สถานการณ์เช่นนี้ก็เท่ากับว่า กิจการโทรคมนาคมในพม่าอยู่ในความควบคุมของตัดมาดอว์แล้วเป็นส่วนใหญ่ นอกจากเทเลนอร์แล้ว บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมในพม่ารายใหญ่ที่เหลือมีเพียงออราดูเท่านั้นที่เป็นของต่างชาติที่ รายสำคัญอื่นๆ คือ เอ็มพีที นั้นเป็นรัฐวิสาหกิจ และมายเทลเป็นของทหาร การล้วงข้อมูลสื่อสารของประชาชน (โดยเฉพาะฝ่ายต่อต้าน) ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป 

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
นักข่าวและนักวิจัย ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

Follow