Humberger Menu

ความสัมพันธ์ ‘จีน-เวียดนาม’ ที่เปลี่ยนไป ในวันที่อุดมการณ์สังคมนิยมไม่เหมือนเดิม

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
LineCopy

LATEST

+
‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน
Summary
  • เวียดนามและจีนมีระบบการปกครองเหมือนกัน แต่ก็มีความขัดแย้งกันหลายประการ แต่ในการแข่งขันที่สหรัฐฯ พยายามเข้าหาเวียดนาม ทำให้จีนต้องหันมาปรับบทบาทของตัวเอง
  • เมื่อผู้นำสหรัฐฯ เดินทางเยือนกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมๆ กับนโยบายวัคซีน จีนก็ได้เริ่มดำเนินตามรอยไปประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะเวียดนาม จีนใช้จำนวนวัคซีนโควิด-19 ที่บริจาคให้เวียดนามเพื่อเกทับสหรัฐฯ
  • แต่ก็ใช่ว่าการทูตวัคซีนจะใช้ได้ผล เพราะประชาชนเวียดนามส่วนหนึ่งไม่ต้องการฉีดวัคซีนที่มาจากจีน จนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เวียดนามเป็นประเทศที่แม้มีวัคซีนจำนวนมาก แต่ดำเนินการฉีดได้อย่างล่าช้า


เวียดนามและจีนเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจการเมืองเป็นสังคมนิยมเหมือนกัน แต่หลายอย่างก็ยังแตกต่าง และประการสำคัญคือไม่ค่อยลงรอยกัน แม้แต่ในช่วงกระแสการแข่งขันทางอุดมการณ์รุนแรงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งสอง ทั้งสองประเทศก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันสักเท่าไร

แต่กับสถานการณ์ที่มีการแข่งขันทางอำนาจและอิทธิพลกับสหรัฐฯ อยู่เช่นนี้ อย่างไรเสียจีนจะไม่มีทางทิ้งเวียดนามหรือปล่อยให้อยู่ห่างเป็นอันขาด หากแม้นเป็นมิ่งมิตรชิดใกล้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรเป็นศัตรูกันตอนนี้

ดังนั้น เพียง 2 สัปดาห์หลังจากที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ คามาลา แฮร์ริส (Kamala Harris) เสร็จสิ้นการเยือนเวียดนาม หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ก็เดินทางเยือนกรุงฮานอยระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน เพื่อกระชับความสัมพันธ์และบริจาควัคซีน 

การเดินทางมาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์เอเชียของ หวัง อี้ ซึ่งพาเขาไปเยือน กัมพูชา สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ประเทศซึ่งให้การต้อนรับผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ มาแล้วทั้งนั้น

เวียดนามให้การต้อนรับแฮร์ริส ระหว่างวันที่ 24-26 สิงหาคม หลังจาก ลอยด์ ออสติน (Lloyd Austin) รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เยือนฮานอยในเดือนกรกฎาคม ขณะที่สิงคโปร์ต้อนรับผู้แทนระดับสูงทั้งสองของสหรัฐฯ ในทริปเดียวกันกับที่มาเยือนเวียดนาม ส่วนกัมพูชาและเกาหลีใต้ ต้อนรับรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ เวนดี เชอร์แมน (Wendy Sherman) ในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมตามลำดับ 

ด้าน หวัง อี้ ผู้คร่ำหวอดทางการทูตมานานไม่ต้องการให้ประเทศเหล่านั้นลืมจีนง่ายๆ จึงต้องปรากฏตัว 

ว่าแต่เฉพาะเวียดนาม ซึ่งในเวลานี้จัดได้ว่าเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดูเหมือนว่าจะห่างเหินจีนมาได้ระยะหนึ่ง ปลายปีที่แล้ว หวัง อี้ เดินทางเยือนทุกประเทศในกลุ่มอาเซียน แต่กลับละเลยเวียดนาม ดังนั้นตอนนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ผู้นำในปักกิ่งจะแสดงให้ผู้นำในฮานอยเห็นว่า เวียดนามนั้นมีความสำคัญกับจีนมากเพียงใด

การเยือนเวียดนามของ หวัง อี้ ต้องการบรรลุเป้าหมายสำคัญ 3 อย่างด้วยกัน คือ ตอกย้ำความเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์สังคมนิยม ดำเนินนโยบายการทูตวัคซีน และประการสำคัญที่สุด หาทางแก้ไขปัญหาพิพาทเหนือทะเลจีนใต้ 

จีนและเวียดนาม เป็น 2 ใน 5 ประเทศที่ยังประกาศยืนหยัดยึดมั่นอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ตามแนวทาง มาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ เหมือนกับลาว เกาหลีเหนือ และคิวบา 

หวัง อี้ ได้มีโอกาสสนทนาทางอุดมการณ์กับ เหวียน ฝู จ่อง (Nguyen Phu Trong) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ทั้งสอง ว่าตราบที่ทั้งสองยังยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันในอันที่จะพัฒนาประเทศตามแนวทางสังคมนิยม ก็จะสามารถผ่านพ้นความยากลำบากทั้งปวงไปได้ 

แต่แม้ว่าเลขาธิการใหญ่จ่อง จะได้ชื่อว่าเป็นบ่อน้ำทางอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์เวียดนามยุคปัจจุบัน แต่การสนทนาในเรื่องนี้กับ หวัง อี้ ดูจะไม่จับใจเท่าไร เพราะในขณะที่สื่อของทางการจีน China Daily เน้นย้ำเรื่องอุดมการณ์สังคมนิยม สื่อของเวียดนามอย่าง Vietnam News กลับไม่เขียนถึงประเด็นนี้เลยแม้แต่คำเดียว ตรงข้าม กลับเน้นว่า สองพรรคควรจะเพิ่มความไว้วางใจกันทางการเมืองจะดีกว่า

ดูเหมือนว่าเรื่องที่น่าสนใจสำหรับเวียดนามในเวลานี้คือเรื่องวัคซีนมากกว่า แม้ว่าจีนจะบริจาคและขายวัคซีนให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้มากถึง 29 และ 25 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนวัคซีนที่บริจาคและขายไปทั่วโลก แต่สำหรับเวียดนามกลับมีปัญหามาก เพราะเวียดนามฉีดวัคซีนให้ประชาชนช้า และประชาชนชาวเวียดนามจำนวนหนึ่งต่อต้านวัคซีนของจีน 

จนถึงวันนี้ ประชาชนเวียดนามเพียง 6.9 ล้านคน หรือ 7.2 เปอร์เซ็นต์ของประชากร 98 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส ยังนับว่าห่างไกลจากเป้าหมายที่จะให้ครอบคลุม 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอีกมากโข

ความจริงก่อนหน้าการเยือนของ หวัง อี้ จีนประกาศว่าได้บริจาควัคซีนให้เวียดนามไปแล้วร่วม 3 ล้านโดส แต่ก็ยังห่างจากสหรัฐฯ ที่บริจาคให้เวียดนามไปแล้วถึง 6 ล้านโดส ดังนั้น หวัง อี้ จึงต้องบริจาควัคซีนให้เวียดนามเพิ่มอีก 3 ล้านโดส เพื่อให้วัคซีนของจีนอยู่ในปริมาณเดียวกับที่เวียดนามได้รับจากสหรัฐฯ 

ไม่กี่วันหลังจาก หวัง อี้ เสร็จสิ้นการเยือนเวียดนาม มณฑลกว่างซี ซึ่งมีชายแดนติดเวียดนาม ได้มอบวัคซีนให้เวียดนามอีก 800,000 โดส ทำให้ตอนนี้วัคซีนที่จีนบริจาคให้เวียดนามก็เกินสหรัฐฯ ไปแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้น ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามอนุมัติการสั่งซื้อวัคซีน Vero Cell ของบริษัทซิโนฟาร์ม 20 ล้านโดส ก็อาจจะกล่าวได้ว่า การทูตวัคซีนของจีนเริ่มเห็นผลแล้วในเวียดนาม 

ส่วนเรื่องปัญหาทะเลจีนใต้นั้น หวัง อี้ ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายอะไรในการเยือนคราวนี้ เพราะถึงตอนนี้ ปัญหาทะเลจีนใต้ไม่ใช่ปัญหาทวิภาคี แต่กลายเป็นประเด็นระดับโลกไปแล้ว  

สิ่งที่ หวัง อี้ ทำได้คือ เตือนเวียดนามด้วยน้ำเสียงเชิงอบรมว่า ให้ระวังการแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค ให้พยายามรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้ และประการสำคัญ อย่าทำอะไรแบบบุ่มบ่ามฝ่ายเดียวในอันที่จะทำให้ปัญหามันยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้นไปอีก 

สื่อทางการของสองฝ่ายไม่ได้เน้นย้ำประเด็นนี้มากนัก ดูเหมือนจะสะท้อนความจริงอย่างหนึ่งว่า ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามที่จะควบคุม ‘ความเห็นต่าง’ ในเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เพราะอย่างไรเสียเรื่องนี้คงจะแก้ไขกันไม่ได้ในเร็ววันนี้  ทั้งจีนและเวียดนามโชคดีที่มีผู้นำฉลาดพอจะรู้ว่าควรจะทะเลาะกันด้วยเรื่องอะไร ตอนไหน และเพื่อเป้าหมายอะไร   

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
นักข่าวและนักวิจัย ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

Follow

RELATED

+