Humberger Menu

มาเรีย เรสซา รางวัลโนเบลสันติภาพ และนวัตกรรมสื่อสารมวลชนฟิลิปปินส์

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
LineCopy

LATEST

+
‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน
Summary
  • มาเรีย เรสซา ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสื่อออนไลน์อิสระ Rappler ของฟิลิปปินส์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับผู้สื่อข่าวชาวรัสเซีย ดิมิทรี มูราตอฟ เป็นครั้งแรกในรอบ 86 ปี ที่มีการมอบรางวัลนี้ให้กับสื่อมวลชน
  • Rappler คือสื่ออิสระที่ได้รับความนิยมสูง เรสซามีความมุ่งมั่นสร้างเว็บไซต์ข่าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่เป็นอิสระ มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักแน่น
  • หลักการทำงานของสื่อมวลชนยุคใหม่ตามแนวคิดของเรสซา นักข่าวไม่ใช่คนเล่าเรื่องอีก แต่จะต้องเป็นผู้รวบรวมและกำหนดทิศทางของกิจกรรมเล็กๆ เป็นหมื่นเป็นแสน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง


มาเรีย เรสซา (Maria Ressa) ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารสื่อออนไลน์อิสระ Rappler ของฟิลิปปินส์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ร่วมกับผู้สื่อข่าวชาวรัสเซีย ดิมิทรี มูราตอฟ (Dmitry Muratov) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ในความพยายามของทั้งสองที่ได้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพอันเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตยและสันติภาพในประเทศของตนเอง 

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 86 ปีที่มีการมอบรางวัลนี้ให้กับสื่อมวลชน หลังจากที่มอบให้ คาร์ล ฟอน ออสเซียตสกี (Carl von Ossietzky) ชาวเยอรมัน ในปี 1935 ที่ได้เปิดโปงแผนการลับติดอาวุธครั้งใหม่ของเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  

เรสซา วัย 58 ปี เป็นชาวฟิลิปปินส์คนแรกที่ได้รับรางวัลนี้อันเนื่องมาแต่พื้นฐานการต่อสู้เพื่อเสรีภาพในประเทศของตัวเอง ทำเนียบมาลากันยังของประธานาธิบดี โรดริโก ตูเตอร์เต ได้ออกมาแสดงความยินดีราวกับว่าชาวฟิลิปปินส์ทั้งมวลได้พบกับเสรีภาพอันงดงามแล้ว ทั้งๆ ที่รางวัลนี้ราวกับเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ เพราะเรสซาได้รับรางวัลนี้จากการต่อสู้กับการกดขี่กลั่นแกล้ง และการละเมิดของดูเตอร์เตนั่นเอง

หลายคนพูดว่า เรสซาไม่ได้เป็นคนที่รู้จักฟิลิปปินส์ดีเท่าไร เพราะเธอจากบ้านไปเรียนหนังสือในสหรัฐฯ ตั้งแต่เด็ก ในยุคจอมเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ยังปกครองประเทศอยู่ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน เธอเดินทางกลับบ้านที่ฟิลิปปินส์ในปี 1986 ตอนที่ประชาชนออกมาเดินขบวนโค่นล้มมาร์กอส 

เรสซาเคยพูดว่า ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นอเมริกันอย่างที่คนอเมริกันเขาเป็นกัน ทำนองเดียวกัน เมื่อกลับบ้านก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นฟิลิปปินส์สักเท่าไร เธอจึงสมัครเป็นนักข่าวที่สถานีโทรทัศน์ของรัฐเพื่อหวังว่าจะได้มีโอกาสเรียนรู้สังคมบ้านเกิด ซึ่งตอนหลังพบว่าสื่อมวลชนเป็นอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้จึงก่อตั้งบริษัทโปรดักชั่นอิสระขึ้นมาในปี 1987 พร้อมๆ กับทำงานในฐานะหัวหน้าสำนักงาน CNN จนถึงปี 1995 ก่อนที่จะย้ายไปเปิดสำนักงาน CNN ในจาการ์ตา อินโดนีเซีย และอยู่จนถึงปี 2005 ระหว่างนั้น เธอรับเป็นหัวหน้าข่าวสถานี ABS-CNB ของฟิลิปปินส์ และเขียนงานให้หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal จนถึงปี 2010 

เรสซาจัดได้ว่าเป็นผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญเรื่องเครือข่ายก่อการร้ายสากลคนหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เธอมีผลงานตีพิมพ์เป็นหนังสือ 2 เล่ม เรื่อง เมล็ดพันธุ์แห่งการก่อการร้าย (Seeds of Terror: An Eyewitness Account of Al-Qaeda's Newest Center) และ จาก บิน ลาเดน ถึงเฟซบุ๊ก (From Bin Laden to Facebook: 10 Days of Abduction, 10 Years of Terrorism)

แต่สิ่งที่สร้างชื่อเสียงให้ มาเรีย เรสซา มากที่สุดเริ่มต้นเมื่อปี 2012 เมื่อเธอร่วมกับหุ้นส่วนสื่อมวลชน ก่อตั้งเว็บข่าว Rappler (คำผสมระหว่างคำว่า rap แปลว่าพูดคุย และคำว่า ripple แปลว่าสร้างคลื่น) ด้วยความมุ่งมั่นที่สร้างเว็บไซต์ข่าวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่เป็นอิสระ มีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนักแน่น 

Rappler ได้รับความสนใจอย่างมากในเดือนตุลาคม 2015 เมื่อเล่นข่าวว่า ดูเตอร์เต ซึ่งตอนนั้นเป็นนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา บอกกับเรสซาว่าเขาเคยฆ่าคนมาแล้ว หลังจากนั้นเมื่อดูเตอร์เตชนะการเลือกตั้งในปี 2016 ได้เป็นประธานาธิบดี Rappler ก็กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่ง ข่าวสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับสงครามยาเสพติดของดูเตอร์เต ที่เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไปหลายพันคน 

ที่สำคัญคือการเปิดโปงว่า รัฐบาลดูเตอร์เตใช้โซเชียลมีเดียทำข่าวปลอมให้แพร่หลายในหมู่สื่อมวลชนกระแสหลักของฟิลิปปินส์ จนปัจจุบันนักข่าว Rappler ถูกห้ามไม่ให้เข้าไปทำข่าวที่ทำเนียบมาลากันยัง และเข้าใกล้ดูเตอร์เต

เดือนมกราคม 2018 คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฟิลิปปินส์ สั่งยึดใบอนุญาตทำธุรกิจสื่อสารมวลชนของบริษัท Rappler ด้วยข้อหาว่า ออกตราสารแสดงสิทธิการขายฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ (depository receipt) ให้กับ Omidyar Network บริษัททางด้านการลงทุนของผู้ก่อตั้ง ebay ปิแอร์ โอมิดยาร์ (Pierre Omidyar) ซึ่งจะทำให้บริษัทต่างประเทศมีอำนาจเข้าแทรกแซงกิจการของ Rappler อันเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญฟิลิปปินส์ ที่ห้ามต่างชาติทำธุรกิจสื่อสารมวลชน 

กับกรณีนี้ Rappler ต่อสู้ว่า บริษัทถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์โดยคนฟิลิปปินส์ การออกตราสารแสดงสิทธิขายฝากหลักทรัพย์ดังกล่าวก็ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย เพราะ Omidyar Network แค่เข้าไปลงทุนในตราสารหลักทรัพย์แบบปกติทั่วไป ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเข้าบริหารบริษัทสื่อสารมวลชน 

แม้ว่าทางการจะอนุญาตให้เว็บไซต์และสื่อสังคมของ Rappler สามารถดำเนินต่อไปได้ แต่การถอนอนุญาตเช่นนั้นก็เป็นการละเมิดเสรีภาพของสื่อมวลชน ต่อสู้กันอยู่นานนับเดือน ในที่สุดหาทางออกโดยการ Omidyar Network บริจาคตราสารหลักทรัพย์ดังกล่าวให้กับบรรณาธิการและผู้บริหารของ Rappler

นอกจากนี้ ตัวเรสซาเองก็โดนคดีเป็นจำนวนมากตั้งแต่เลี่ยงภาษีไปจนถึงหมิ่นประมาท ปีที่แล้วศาลฟิลิปปินส์พิพากษาจำคุกเธอและผู้สื่อข่าวของ Rappler เป็นเวลา 6 ปี ปรับคนละ 400,000 เปโซ ฐานหมิ่นประมาทผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่อ วิลเฟรโด เค็ง (Wilfredo Keng) นักธุรกิจที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องการค้ายาเสพติดและค้ามนุษย์ หลังจากศาลตัดสินแล้ว เค็งยังได้ฟ้องเรสซาในฐานความผิดเดิมในศาลอื่นๆ อันเนื่องมาจากการทวีตข้อความและลิงก์ของรายงานข่าวดังกล่าว แต่เรสซาถือว่าคดีต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะมีแรงจูงใจทางการเมืองของคนในรัฐบาลหรือในเครือข่ายของดูเตอร์เตที่มุ่งปิดปากเธอมากกว่าอย่างอื่น 

การต่อสู้ของเธอและ Rappler ทำให้เรสซาอยู่ในความสนใจของนานาชาติมาโดยตลอด เธอได้รับยกย่องว่าเป็นบุคคลแห่งปีจากนิตยสาร Time ในปี 2018 เป็น 1 ใน 100 บุคคลที่ทรงอิทธิพลและเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษของ Time และ BBC ยกย่องให้เธอเป็น 1 ใน 100 สตรีที่สร้างแรงบันดาลใจและทรงอิทธิพลในปี 2019 และปีที่แล้วเธอได้รับรางวัลผู้สื่อข่าวแห่งปีของ John Aubuchon Press Freedom Award และของสถาบันอื่นๆ ของสื่อมวลชนอีกหลายแห่ง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารางวัลโนเบลเป็นสิ่งที่เรสซาสมควรจะได้รับ และ Rappler ที่เธอสร้างขึ้นก็ถือเป็นนวัตกรรมของวงสารสื่อสารมวลชนของฟิลิปปินส์ที่ได้รับการยกย่องด้วยเช่นกัน เพราะนับเป็นการนำเอาแนวคิด crowdsourcing journalism วิธีการคือการรวมเอาข่าวสารข้อมูลจากประชาชนจำนวนมากผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ และโซเชียลมีเดีย 

เรสซาเคยให้สัมภาษณ์ตอนที่เปิดตัว Rappler ใหม่ๆ ว่า วิธีการทำงานและรูปแบบทางธุรกิจสื่อสารมวลชนฟิลิปปินส์ที่เป็นอยู่ในเวลานั้นดูเหมือนจะล้าสมัยไปแล้ว เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล ผู้สื่อข่าวจะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งกระบวนการ และปรัชญาในการทำงานเสียใหม่จึงจะอยู่รอด นักข่าวไม่ใช่คนเล่าเรื่องอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นผู้รวบรวมและกำหนดทิศทางของกิจกรรมเล็กๆ เป็นหมื่นเป็นแสน เพื่อขับเคลื่อนไปสู่ความเปลี่ยนแปลง 

“Rappler จึงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของ 3 สิ่งคือ สื่อมวลชนมืออาชีพ ภูมิปัญญามวลชน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโทรศัพท์มือถือ” 

สิ่งที่เรสซาทำคือ จ้างนักข่าวฉลาดๆ ในวัย 20-30 จำนวนหนึ่ง (ปัจจุบันมีพนักงานเกือบ 100 ชีวิต) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลที่อยู่อย่างกระจัดกระจายในโลกไซเบอร์ โทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดีย 

ในช่วงแรกๆ นักข่าวของ Rappler ได้ทำเวิร์กช็อปกับคนที่ต้องการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูล หรือนักข่าวพลเมือง กระตุ้นให้พวกเขานำเสนอเรื่องราวในแบบที่พวกเขาไม่เคยทำกันมาก่อน เรื่องนี้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะวงการสื่อสารมวลชนในฟิลิปปินส์เคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาก่อน ซึ่งคล้ายๆ กับแนวคิดนักข่าวพลเมืองในประเทศไทยที่เคยใช้กันเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน ที่ส่งเสริมให้ประชาชนเล่าหรือตรวจสอบเรื่องหรือโครงการในชุมชนของตัวเอง แล้วไปส่งไปยังสื่อมวลชนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวี หรือเว็บไซต์

Rappler เติบโตค่อนข้างเร็ว ในช่วงแรกๆ ของการเปิดตัว ได้เพจวิวเดือนละเกือบ 3 ล้านในช่วง 6 เดือนแรก ตัวเลขขนาดนี้ เว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ดังๆ ของฟิลิปปินส์ยังต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้ 

จนถึงปี 2018 มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของ Rappler เฉลี่ยเดือนละ 8.4 ล้าน IP ถึงวันนี้ เฟซบุคมีผู้ติดตาม 4.9 ล้าน ยูทูบของ Rappler มีสมาชิก 1.4 ล้าน 



จุดเด่นประการหนึ่งของ Rappler คือ เล่นกับอารมณ์คน ในเว็บไซต์จะมี mood meter หรือมาตรวัดความรู้สึก ให้ผู้เข้าชมกดแสดงอารมณ์ต่อข่าวนั้นๆ ได้ด้วย ซึ่งคล้ายๆ กับการแสดงอารมณ์ในเฟซบุ๊ก เมื่ออ่านข่าวเกิดความรู้สึกใด ไม่ว่าโกรธ มีความสุข วิตกกังวล เศร้า กลัว ก็มีปุ่มให้เลือกถึง 8 อารมณ์ 

เรสซา เห็นว่า อารมณ์คนอ่านสามารถเชื่อมโยงกันได้ทั่วสังคม และมันก่อให้เกิดการตัดสินใจรวมหมู่ได้อย่างสมเหตุสมผล ยังไม่มีการวิจัยทางจิตวิทยายืนยันสมมติฐานของเธอ แต่ในเบื้องต้น สิ่งนี้น่าสนใจ ดึงดูด และช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ของผู้เสพข่าวกับสื่อมวลชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นหมายถึงความยั่งยืนทางธุรกิจบนโลกดิจิทัลด้วยเช่นกัน 

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
นักข่าวและนักวิจัย ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

Follow