Humberger Menu

สุชาติ สวัสดิ์ศรี กับบทสนทนาและความฝัน ใน ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
อภิรดา มีเดช
LineCopy

LATEST

+
‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน
Summary
  • สุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา ‘สิงห์สนามหลวง’ ทำงานบรรณาธิการในช่วง ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ เมื่อหนังสือและวรรณกรรมที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น ‘ซ้าย’ ถูกตัดตอนในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • สิงห์สนามหลวง เป็นผู้แนะนำให้คนไทยรู้จักกับ เช เกวารา ด้วยเหตุผลว่า เป็นเครื่องหมายของการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า ไม่แตกต่างไปจากความคิดของ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือของนักต่อสู้อีกหลายคนในช่วงนั้น
  • สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2554 ก่อนถูกถอดจากตำแหน่งเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยเหตุผลว่า “ได้กระทำการโพสต์ข้อความที่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมในเฟซบุ๊กอยู่เป็นประจำ...”



ภาพ: อนุชิต นิ่มตลุง

หนังสือ วรรณกรรม หรืองานเขียนที่ถูกจัดในหมวดความเชื่อ ‘ซ้าย’ ถูกตัดตอนบนรอยต่อพุทธศตวรรษ ช่วง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารในปี 2500 หลังจากนั้นความคิดความอ่านอันเป็นอื่นในสายตารัฐก็ถูกกลืนหายไปใน ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ 

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เจ้าของนามปากกา ‘สิงห์สนามหลวง’ ทำงานนักเขียนและบรรณาธิการในช่วง ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ กับ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ กระทั่งความเงียบเริ่มคลี่คลายเมื่อใกล้ 14 ตุลา 16 งานเขียนที่เคยถูกตัดตอนเริ่มอยู่ในความรับรู้ของนักศึกษา ทั้ง จิตร ภูมิศักดิ์, กุหลาบ สายประดิษฐ์, นายผี (อัศนี พลจันทร), เสนีย์ เสาวพงศ์, สุภา ศิริมานนท์ และสิงห์สนามหลวง คือ ผู้นำเข้าแนวคิดของนายแพทย์นักปฏิวัติชาวอาร์เจนตินา เช เกวารา เข้ามาสู่ประเทศไทยในปี 2513 ผ่านบทความและบทกวี

จากนั้น หลังยุค 6 ตุลา 19 สิงห์สนามหลวงยังทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร โลกหนังสือ และวารสารวรรณกรรม ช่อการะเกด 

เมื่อยุคสมัยแห่งความเงียบครั้งใหม่เริ่มต้นหลังรัฐประหารโดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา บรรณาธิการอาวุโสจากทศวรรษ 2510 สุชาติ สวัสดิ์ศรี ไม่ได้ทำหนังสือมาตั้งแต่ปี 2557 พื้นที่การทำงานของเปลี่ยนไปสู่โลกใหม่ หลังจากลูกชายช่วยสมัครเฟซบุ๊ก ‘การทำงานหนังสือ’ เริ่มต้นขึ้นทุกวันจากการโพสต์สเตตัสนับแต่นั้น

สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ปี 2554 แต่มติจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อ 19 สิงหาคม 2564 สิงห์สนามหลวงถูกปลดจากตำแหน่ง ส่วนหนึ่งในเหตุผลคือ “ได้กระทำการโพสต์ข้อความที่เป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมลงในสื่อเฟซบุ๊กอยู่เป็นประจำ โดยมีถ้อยคำหรือภาพที่หมิ่นเหม่ต่อสถาบันฯ” 

วันที่ 14 ตุลาคม 2564 สุชาติ สวัสดิ์ศรี เตรียมเดินทางไปยังศาลปกครอง แจ้งวัฒนะ พร้อมทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เพื่อยื่นฟ้องคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และกระทรวงวัฒนธรรม และเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมชดใช้ค่าเสียหายต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยจะขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวการเป็นศิลปินแห่งชาติจนกว่าจะมีคำพิพากษา

เราเดินทางไปยังบ้านพักย่านรังสิต ใช้ช่วงเวลาใน ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ ครั้งปัจจุบัน สนทนาย้อนความไปยัง ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ เมื่อหลายทศวรรษก่อน ถึงผู้คน ศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม แนวคิดปฏิวัติ ก่อนที่ความเคลื่อนไหวจะเริ่มต้นและปรากฏในวันที่ 14 ตุลาคม 2516  


ทราบจากหนังสือ และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ ของ ประจักษ์ ก้องกีรติ ว่าคุณเป็นคนแรกที่แนะนำให้คนไทยรู้จักกับ เช เกวารา ตั้งแต่ปี 2513 ทำไมถึงเลือกเรื่องเชมาเขียนบทความ

การพูดถึงเชมาพร้อมกับความคิดที่เรียกว่า ‘ซ้ายใหม่’ (New Left) แล้วเชเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการต่อต้านจักรวรรดินิยม โดยเฉพาะอเมริกา แล้วตอนนั้นเราก็ต่อต้านอเมริกา อาทิ เรื่องการตั้งฐานทัพในเมืองไทย

ส่วนหนึ่งที่เรื่องราวของเชมาถึงสังคมไทยมาพร้อมกับขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาในต่างประเทศด้วย เพราะตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960-1970 ก็มีขบวนการต่อต้านสงครามเวียดนาม พวกเพลงเพื่อชีวิต เพลงเพื่อสังคม ขบวนการทางความคิดที่เรียกว่าซ้ายใหม่มาพร้อมกับการประท้วงของนักศึกษาเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม จะมีหลายคนเข้ามามีบทบาท อย่างเช่นบ็อบ ดีแลน, โจน เบซ, พีท ซีเกอร์

ในแง่ความคิดทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับประเด็นซ้ายใหม่มีชื่อของ เช เกวารา, ฟรานตซ์ เฟนอน, เฮอร์เบิร์ต มาร์คิวส์ รวมทั้ง โฮจิมินห์ พูดง่ายๆ ‘ซ้ายใหม่’ คือการประเมินกระบวนการต่อสู้ของฝ่ายซ้ายในมุมใหม่ๆ นั่นเอง แต่ซ้ายเก่าก็ยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน

สิ่งที่ทำให้สนใจเรื่องเชเกิดขึ้นพร้อมกับเมื่อได้กลับไปอ่าน และค้นหาความคิดก้าวหน้าของนักคิดนักเขียนไทยช่วงทศวรรษ 2490 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ขบวนการนักคิดนักเขียนไทยมีความก้าวหน้า ไม่ว่า กุหลาบ สายประดิษฐ์, นายผี (อัศนี พลจันทร), เสนีย์ เสาวพงศ์, สุภา ศิริมานนท์, จิตร ภูมิศักดิ์ แต่ถูกยับยั้งไปเพราะจอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) ทำให้หลายคนเข้าไปอยู่ในคุก จนกระทั่งช่วงที่ผมเข้ามาเกี่ยวข้องกับแวดวงนี้ คือเริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยอาจารย์สุลักษณ์ (ศิวรักษ์) และมาเป็นบรรณาธิการ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ในปี 2512 ตอนนั้นอายุ 24 ปี

ช่วงนั้นคือช่วงถนอม-ประภาส (จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร) เวลาต้องการหาข้อมูลหรือข่าวคราวใหม่ๆ ก็ต้องไปค้นตามร้านหนังสือเก่าที่สนามหลวง ซึ่งมีหนังสือพิมพ์และนิตยสาร เช่น New York Times, Evergreen, Rolling Stone ฯลฯ

ผมมองว่าความคิดของเชไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นประเด็นทางสัญลักษณ์ และเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม

share

ข้อมูลของเชที่พบตอนนั้นเป็นข้อมูลอะไรบ้าง

ตอนที่พบหนังสือของเชเป็นบันทึกประจำวัน ตอนนั้นเขาเป็นสัญลักษณ์ของคนหนุ่มสาว ไม่ต่างจากโฮจิมินห์ และขบวนการทางความคิดของฝ่ายซ้ายในช่วงทศวรรษ 1970 ทั้งหลาย

ความสนใจเกี่ยวกับเช ส่วนหนึ่งผมได้มาจากนิตยสารกลุ่มความคิดแบบซ้ายใหม่ นอกจาก New Left Review แล้ว ที่ผมได้มารวมทั้งรูปเชสูบซิการ์ที่คุ้นเคยกันดี ได้จากนิตยสาร Evergreen ซื้อมาจากซุ้มหนังสือเก่าสนามหลวง ผมเข้าใจว่าเป็นทหารอเมริกันเอาเข้ามา แล้วพ่อค้าหนังสือเก่าไปเอามาจากคลังที่เรียกว่าสินค้าพีเอ็กซ์ (post exchange ร้านสวัสดิการในค่ายทหาร) ตามห้องสมุดของฐานทัพอเมริกัน

เมื่อไปร้านหนังสือเก่าแต่ละครั้งจะได้พบหนังสือพวกนี้ คือเป็นหนังสือเก่าอายุ 1-3 ปี แต่ถือว่าใหม่สำหรับผม ตอนนั้นต้องเข้าใจว่ากว่าจะได้ข้อมูลอะไรมาแต่ละครั้งเป็นเรื่องยากลำบาก ในหอสมุดก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ ส่วนใหญ่หนังสือประเภทนี้เราพบโดยบังเอิญ หนังสือ ศิลปะเพื่อชีวิต ของ ทีปกร (นามปากกาของ จิตร ภูมิศักดิ์) ผมก็พบที่ร้านหนังสือเก่า เพราะตอนนั้นเป็นเด็กวัดมหาธาตุ เลยมีเวลามาร้านหนังสือเก่าบ่อยๆ

ความคิดของเชมาพร้อมกับความคิดเรื่องซ้ายใหม่ แล้วตัวเขามีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมในแง่การต่อต้านจักรวรรดินิยม ในเวลาต่อมาเชก็ถูกซีไอเอสังหาร เรียกได้ว่าเชเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของการต่อสู้

ผมเก็บความเรื่องราวของเขามาจากนิตยสาร Evergreen รวมทั้งข่าวต่างๆ เอามาเขียนเป็นบทความ ลงพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร วิทยาสารปริทัศน์ ของ อาจารย์สุลักษณ์ คืออาจารย์เลิกเป็น บก. ที่ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ก็ไปเป็น บก. ที่ วิทยาสารปริทัศน์ ของไทยวัฒนาพานิช ผมก็ส่งทั้งเรื่องสั้น บทความ และบทกวีไปลงที่นั่น

บทความเรื่องเชได้ลงพิมพ์ครั้งแรกเดือนมีนาคม 2513 ตอนนั้นความคิดของขบวนการนักศึกษาเริ่มก่อตัวแล้ว ช่วงใกล้เคียงกันมีคนเขียนถึง เช เกวารา ลงเป็นตอนๆ ในนิตยสาร ลอมฟาง ซึ่งเป็นนิตยสารที่ออกภายในธรรมศาสตร์

สำหรับผม เชเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม แต่ในที่สุดเหมือนกับต้องไปเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ด้วยอาวุธ ซึ่งตอนนั้นผมยังห้าวอยู่ ยังเขียนบทกวีให้เช “เราไปกันเถิดศาสดาแห่งแสงอรุณที่ลุกเป็นเพลิง” เขียนเป็นกลอนเปล่าแล้วก็ลงในหนังสือพวก ‘เล่มละบาท’ ช่วงนั้น

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเช และแนวทางการต่อสู้แบบเชมีอิทธิพลทางความคิดต่อคุณ รวมถึงขบวนการนักศึกษายุคก่อน 14 ตุลา?

ในใจลึกๆ ตอนนั้นผมยังสับสนอยู่เหมือนกันว่าจะใช้วิธีแบบเช หรือหมายความว่าจะใช้กำลังอาวุธหรือ

สำหรับผม เชเป็นเครื่องหมายของการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า ไม่แตกต่างไปจากความคิดของ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือของนักต่อสู้อีกหลายคนในช่วงนั้น เพราะตอนนั้นความคิดเรื่องการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อสังคมที่ดีกว่า ต่อต้านพญาอินทรี หรือมีความคิดเชิงซ้ายๆ ที่เรียกว่าสังคมนิยม ส่วนใหญ่เราก็ไปได้แค่สังคมนิยมเสรี หรือสังคมนิยมประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าความคิดเรื่องสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ได้เข้ามามีบทบาทในขบวนการนักศึกษาไม่มากก็น้อย รวมทั้งผมเองด้วย

ยุคช่วง 2510 เป็นต้นมา คือช่วงแสวงหาสำหรับผม ช่วงนั้นอายุ 20 กว่าๆ เป็น บก. สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ก่อนหน้าจะเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เป็นเวลา 4 ปี ก็ถือว่าไม่ใช่รุ่น 14 ตุลา แต่เป็นรุ่นก่อน ความคิดที่อยากนำเสนอเรื่องเชมาพร้อมกับความคิดการเคลื่อนไหวในทางสังคมนิยม การเคลื่อนไหวต่อต้านจักรวรรดินิยม

เพราะฉะนั้นก็เป็นซ้าย แต่เป็นซ้ายใหม่ ไม่ใช่พวกซ้ายเก่า เพราะพวกซ้ายเก่าอยู่ในคุก ถูกสฤษดิ์จับไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนหนึ่งก็อยู่ในป่า เพราะฉะนั้นพวกที่อยู่ในป่า สิ่งที่เรียกว่า พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ตอนผมทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์ เป็นเหมือนสิ่งที่เล่าขานกันมาว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น คนนี้เป็นอย่างนี้ ก็พยายามหาข้อมูลแต่ไม่ได้รายละเอียดมากนัก

หลังปี 2514 ความคิดแบบ เช เกวารา ก็เป็นความคิดที่สอดคล้องไปกับ เหมาเจ๋อตง ความคิดเรื่องการใช้กำลังอาวุธ ใช้ยุทธวิธีป่าล้อมเมือง เพราะเชก็เป็นเช่นนั้น เขา (พคท.) คงอยากผนวกผมเข้าไปอยู่ในขบวนด้วย ก็ไม่เป็นไร ผมถือว่าผมกำลังเรียนรู้

ตั้งแต่เขียนเรื่องเชจนกระทั่งเหตุการณ์ 14 ตุลา และหลังจากนั้นจนมาถึง 6 ตุลา 19 การล้อมปราบและสังหารนักศึกษาประชาชนในวันนั้น ทำให้ความคิดแบบ เช เกวาราเป็นจริง

แล้วช่วงที่ความคิดของเชเป็นจริง ก็คือมีคนเข้าป่าจับปืนไปสมทบกับ พคท. ผมกลับเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มีความขัดแย้งทางความคิดกับคนที่อยู่ในจัดตั้ง แม้ว่าเขาไม่ได้บอกว่าเป็นจัดตั้ง แต่ผมก็รู้จากการสังเกตการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆ ของเขา

 

สุดท้ายคุณตัดสินใจไม่เข้าป่า? ดูจะขัดแย้งกับสิ่งที่คุณนำเสนออยู่เหมือนกัน

มันมีความคิดประเภทที่ผมคิดตอนช่วงที่เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา หรืออาจก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำว่า ถ้าหากเข้าป่า ผมต้องมีปัญหาทางความคิดกับ พคท. แน่ๆ เพราะฉะนั้นแม้ว่าคิดอยากหนีตายเข้าป่าไปด้วย ตอนนั้นก็คิดมาก และเลือกหลบอยู่ในเซฟเฮาส์ แต่ยังติดตามความเคลื่อนไหวอยู่

ตอนนั้นผมคิดไว้สองทางคือ หนึ่ง เข้าป่า สอง ลี้ภัยไปต่างประเทศ แต่ความคิดที่สามก็เข้ามาช่วงหลัง 6 ตุลา ขอใช้คำของสามก๊ก นั่นคือหลบอยู่ใต้ขนตาศัตรู คือก็อยู่ตรงนี้ เอาชีวิตให้รอด เผื่อจะทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง

ผมสรุปเรื่องนี้มาตั้งแต่ที่เขาว่าผมเป็นศิลปินโลเล เป็น ‘โรคประจำศตวรรษ’ (The Malady of the Century) เขาเขียนวิจารณ์หนังสือ ความเงียบ ของผม โดยใช้คำของจิตร ภูมิศักดิ์ (นามปากกา สมชาย ปรีชาเจริญ) ผมทราบว่าคนเขียนเป็นใคร แม้ใช้นามปากกา เขาบอกว่าลักษณะการทำงานของผมเป็นพวกน้ำค้าง ไม่ใช่น้ำเน่าก็จริง แต่เป็นน้ำค้าง หาใช่น้ำฝนที่เอามาดื่มกินได้แบบพวกเขา หารู้ไม่ว่าน้ำฝนก็อาจเป็นฝนกรดได้

ฉะนั้น ผมเลยเป็นปัญญาชนที่มีความคิดก้าวหน้าก็จริงแต่ว่าโลเล ไม่เห็นชัยชนะของประชาชน เป็นศิลปินที่เผชิญโรคประจำศตวรรษ ซึ่งผมยอมรับว่ายังมองไม่เห็นจริงๆ แต่เมื่อถูกด่าอย่างนี้ ผมก็มีปัญหาทางความคิดกับเขาเหมือนกัน

ความคิดต่างๆ ไม่ว่าเรื่อง เช เกวารา หรือความคิดสังคมนิยมที่เกิดขึ้นคือความคิดยุคแสวงหาในช่วงวัยหนุ่มของผม แต่เหตุการณ์ 6 ตุลา มันตัดตอนทุกสิ่งทุกอย่างไปเกือบสิ้นเชิง โดยที่ก่อนหน้านั้นเรามีความหวังมาจาก 14 ตุลา

เขาเรียกผมว่าศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย แล้วโรคนี้ก็ยังเกาะกินผมมาจนทุกวันนี้ คือผมยังรู้สึกว่าอย่างที่คนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้เป็นคล้ายกับผมตอนนั้น แต่ซับซ้อนกว่า ผมคิดว่าคนรุ่นผมสับสนมากกว่าซับซ้อน

 

ตอนนั้นคุณสรุปความคิดทางการเมืองกับตัวเองได้ไหมว่าเป็นอย่างไร

ช่วงก่อน 14 ตุลาก็สรุปได้ระดับหนึ่งแล้วครับ แต่มันก็เคลื่อนมาจนกระทั่งถึง 6 ตุลา ผมเป็นหนึ่งในขบวนการที่เข้ามาตั้งแต่ก่อนมีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) มาตั้งแต่ช่วงกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว หนุ่มเหน้าสาวสวย หนังสือเล่มละบาทในช่วงก่อนหน้านี้ คือก่อนเป็นผู้ช่วยอาจารย์สุลักษณ์ และเป็น บก. แทนอาจารย์สุลักษณ์

ช่วงฟักตัวคงประมาณปี 2512-2514 อย่างที่ประจักษ์บอกว่าเป็นสิ่งที่สะสมไว้ก่อน “ความเคลื่อนไหวจะปรากฏ” ความจริงสะสมมาตั้งแต่หลังสฤษดิ์ตายเมื่อปี 2506 สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่อาจารย์สุลักษณ์ทำก็เกิดขึ้นปีเดียวกัน

สิ่งที่ผมบอกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่สั่งสมคุณภาพมาตั้งแต่ช่วงสฤษดิ์ตาย แม้ถนอม-ประภาส-ณรงค์ (กิตติขจร) ยังอยู่มามากกว่า 10 ปี ผมเรียกว่าเป็นแรงเฉื่อยของเผด็จการ แต่ผมคิดว่าหลังจากสฤษดิ์ตาย อำนาจเบ็ดเสร็จที่เคยคุมอยู่ ถูกสั่นคลอนหลายๆ แบบ ตัวอย่างเช่น ‘หนังสือเล่มละบาท’ ที่กลุ่มอิสระต่างๆ ทำขึ้น 

สมัยนั้นถ้าใครจะทำหนังสือหัวใหม่ ต้องไปขออนุญาตจากสันติบาล แล้วมาตรา 17 ของจอมพลสฤษดิ์เคร่งครัดเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นหลังสฤษดิ์ตาย ก็มีกลุ่มที่พากันออกหนังสือค่าย ออกหนังสือชมรม อย่างเช่นชมรมวรรณศิลป์

‘หนังสือเล่มละบาท’ เกิดขึ้นหลังจากสฤษดิ์ตาย ที่เรียกว่าเล่มละบาทเพราะเริ่มต้นขายเล่มละ 1 บาท ต่อมาก็ขยับเป็น 2 บาท 3 บาท ฉะนั้นก็มีหนังสือที่เสนอความคิดบางอย่างรวมถึงความคับข้องใจของคนหนุ่มสาว แต่ว่ายังไม่ชัดเจน

ที่ชัดเจนและถูกสันติบาลเก็บคือ 7 สถาบัน เพราะมีกลอนต่อต้านสงครามและภาพน่าหวาดเสียวเกี่ยวกับสงคราม เช่น ภาพพวกคนยิวที่ถูกฆ่า ซึ่งเป้าหมายของ 7 สถาบัน คือการเพาะเชื้อบางอย่าง นั่นคือต่อต้านเผด็จการและต่อต้านสงครามไปในตัว แม้ว่าจะไม่ได้พูดเรื่องสงครามเวียดนามก็ตาม

สิบกว่าปีผ่านไป มาเห็นชัดเจนตอนถนอมยึดอำนาจตัวเองปี 2514 ผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สะสมคุณภาพที่จะนำมาสู่ 14 ตุลา


ช่วงปี 2500-2511 เป็นช่วงที่ไทยไม่มีเลือกตั้งเลย และรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยมาก คิดว่าสังคมไทยถูกทำให้ชินกับรัฐประหารหรือเปล่า

เพราะความคิดก้าวหน้าอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์ จิตร ภูมิศักดิ์ หรือ นายผี ถูกตัดช่วง ผมเรียกว่าเป็นการตัดต่อความทรงจำ ตั้งแต่สมัยสฤษดิ์เข้ามากุมอำนาจเบ็ดเสร็จตอนปี 2501 แล้วได้รับการสนับสนุนจากพญาอินทรีที่บอกว่าจะต้องพัฒนาประเทศ เช่น สร้างถนนมิตรภาพ

พญาอินทรีเข้ามามีบทบาทไม่น้อย ทำให้กองทัพได้รับการสนับสนุนเพื่อเป็นปราการด่านหน้าในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ช่วงสงครามเย็น แล้วการที่พญาอินทรีสนับสนุนจอมพลสฤษดิ์ก็เพราะต้องการใช้ที่นี่เป็นฐานต่อต้านคอมมิวนิสต์ นี่เป็นเรื่องการเมืองวัฒนธรรมอีกเช่นกัน

พญาอินทรีก็เข้ามาทำหนังต่อต้านคอมมิวนิสต์ มีโปสเตอร์ “คอมมิวนิสต์มา วัดวาฉิบหาย” รุ่นผมเป็นหนุ่มถูกกรอกหูลักษณะนี้ตลอด ทำนิตยสารเสรีภาพโฆษณาชวนเชื่อ แต่การโฆษณาชวนเชื่อของพญาอินทรีมันไปพร้อมกับขุนศึกและศักดินา อย่างที่เป็นหนังสือ ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี ที่ขายดีอยู่

เพราะฉะนั้นรุ่นหนุ่มสาวของผมเหมือนเป็นช่วงที่หายไปกับการโฆษณาชวนเชื่อ ส่วนใหญ่แล้วพวกที่มีความคิดก้าวหน้าอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขียน โฉมหน้าศักดินาไทย ก็อยู่ในคุก พอถูกปล่อยตัวออกมาในปี 2503 จิตรก็เข้าป่า ส่วนใหญ่คนพวกนี้ถูกเก็บไว้ในลาดยาว ที่เรียกว่าคอมมิวนิสต์ลาดยาว

แต่ความคิดก้าวหน้าต่างๆ ที่ผมบอกว่าหลังจากสฤษดิ์มาตัดต่อไป ได้ย้อนกลับมาหาคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษ 2510 คือหลังจากสฤษดิ์ตายไปแล้ว แม้ว่าจะอยู่ในช่วงถนอม-ประภาส แต่ความคิดก้าวหน้ามันย้อนกลับมา


 

อย่างที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่ามีกระบวนการทำให้จิตรเกิดใหม่อีกครั้งช่วงก่อน 14 ตุลา?

ใช่ครับ ด้วยเหตุผลนี้จึงเข้าใจได้ว่าทำไมในปี 2514 จึงมีการพิมพ์งาน ศิลปะเพื่อชีวิต ของ ทีปกร อีกครั้ง แล้วหลังจากนั้นก็มีงานของนักเขียนฝ่ายซ้ายที่เรียกว่า ‘ซ้ายเก่า’ นำมาพิมพ์ใหม่ ตั้งแต่เสนีย์ เสาวพงศ์, นายผี, กุหลาบ สายประดิษฐ์ คือเขาเป็นซ้ายนั่นแหละ จะเก่าหรือใหม่ก็เป็นข้อเปรียบเทียบของคนรุ่นใหม่ที่พยายามแยกตัวเองว่าเป็นกระบวนคิดของหนุ่มสาวหลังทศวรรษ 2510

ว่าไปแล้วมันคือความคิดเดียวกัน ต่างกันเพียงว่าคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่จะไม่ได้มองในลักษณะที่เป็นเบ้าเดียว คือเป็นความคิดเดียวหรือตายตัว อย่างเช่นแนวคิดสังคมนิยมก็มีได้หลายเฉด เช่น มีความเป็นประชาธิปไตยได้

ส่วนหนึ่งผมเข้าใจว่า มันกลับไปหาความคิดของปี 2475 และเกิดขึ้นมาตั้งแต่ผมเป็นผู้ช่วยอาจารย์สุลักษณ์แล้ว แต่ตอนเป็นผู้ช่วยอาจยังเห็นไม่ชัดนัก เพราะอาจารย์สุลักษณ์ยังด่า อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ (ด้วยความเข้าใจผิดกรณีสวรรคต) เพราะฉะนั้นผมก็ยังไม่เข้าใจในหลายเรื่อง แต่การทำงานกับอาจารย์สุลักษณ์ก็ทำให้ได้พบคนที่เคยมีความคิดก้าวหน้าแล้วยังวนเวียนมาในช่วงที่ผมเริ่มทำหนังสือ

เริ่มต้นตั้งแต่ช่วงที่ผมเป็น บก. ก็เปลี่ยนตัวนายกสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย (ผู้จัดพิมพ์ สังคมศาสตร์ปริทัศน์) จากพระองค์วรรณฯ (พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์) มาเป็น อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์ปรีดี

นอกจากนั้นผมได้รู้จักกับ สุภา ศิริมานนท์ บก.อักษรสาส์น ซึ่งเป็นคนที่นำความคิดเรื่องสังคมนิยม เรื่องมาร์กซิสต์ มาสู่สังคมไทย ช่วงทศวรรษ 2490 ได้พบอีกหลายคน รวมทั้ง กรุณา กุศลาสัย ที่เคยถูกสฤษดิ์จับ แล้วได้ออกมาหลังจากสฤษดิ์ตายแล้ว

นี่ทำให้ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ เหมือนการพบกันระหว่างคนรุ่นก่อน 2500 กับคนรุ่นผมที่กำลังเป็นหนุ่มเป็นสาว เราบอกตัวเองว่า เราชื่นชมความคิดซ้ายเก่าก็จริง แต่เรามีความคิดเป็นของตัวเอง และมีการตีความอะไรใหม่ๆ อย่างมาร์กซิสต์ก็ได้รับการตีความใหม่ ฯลฯ แต่จุดร่วมของเราคือเรื่องเสรีภาพ

share

แล้วความคิดของผมก็ไปจะทางด้านศิลปะวรรณกรรมเป็นหลักมากกว่าเรื่องทางการเมือง ที่เขียนถึงเช ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเคลื่อนไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ความสนใจของผมคือวัฒนธรรม

 

อยากทราบความเห็นเกี่ยวกับวรรณกรรม หรือเพลง ที่มีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษาช่วงก่อน 14 ตุลา ที่มักถูกเรียกรวมกันว่า ‘เพื่อชีวิต’ ทั้งหมด

คำว่า ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ ของจิตร เข้าใจว่าได้อิทธิพลมาจากหนังสือเรื่อง What is Art ของ ลีโอ ตอลสตอย ที่มีแปลเป็นภาษาไทยแล้ว จิตรคงผนวกเอาความคิดมาร์กซิสต์ โดยมองกระบวนการความคิดทางศิลปะที่เกิดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีสำนักคิดที่แยกกันระหว่างศิลปะเพื่อศิลปะกับศิลปะเพื่อชีวิต

คำว่า ‘ศิลปะเพื่อชีวิต’ เกิดขึ้นประมาณกลางศตวรรษที่ 19 เพื่อบอกว่า งานอะไรที่เป็นไปเพื่อศิลปะโดยตัวมันเองนั้นมีปัญหา มันควรต้องเป็นไปเพื่อชีวิตประชาชน หรือเพื่อชีวิตของคนที่ถูกกดขี่

ผมคิดว่าเมื่อจิตร ภูมิศักดิ์ นำแนวคิดที่ได้มาเขียนเป็น ศิลปะเพื่อชีวิต จึงเป็นเหมือนตัวแทนคนทำงานศิลปะที่เคลื่อนไหวเพื่อขบวนการกรรมกรชาวนา นั่นคือศิลปะควรเป็นไปเพื่อคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อศิลปินคนเดียว

ศิลปะเพื่อชีวิตของฝ่ายซ้ายเองก็ผ่านการถกเถียงเช่นกันว่าเป็นแบบไหน แต่ฝ่ายซ้ายของไทย คำว่า ‘เพื่อชีวิต’ ถูกจำกัดอยู่สามสี่เรื่องเท่านั้น ประการแรก คุณต้องเขียนงานให้ตัวเอกมีลักษณะของฮีโร่ด้านบวก (positive hero) หมายความว่าตัวละครจะมีความคิดในลักษณะที่หม่นหมอง เศร้าสร้อย เป็นตัวละครแบบมูราคามิไม่ได้ ตัวละครที่มีลักษณะเชิงลบ ฆ่าตัวตายตอนจบ หรืออะไรแบบนี้ก็ใช้ไม่ได้ แล้วต้องบวกลักษณะของการปฏิวัติ (revolutionary) อีกข้อที่หนักก็คือ คุณต้องศึกษาจิตวิญญาณของพรรคคอมมิวนิสต์ (party spirit) หรืออะไรก็แล้วแต่ในความหมายที่ให้พรรคนำ

ด้วยเหตุนี้ความหมายของศิลปะเพื่อชีวิตจึงค่อนข้างแคบ และยังคับแคบอีกด้วย เมื่อทั้งแคบและคับแคบแล้ว มาอยู่ในปากของคนที่บอกว่าตัวเองก้าวหน้า ก็เกิดปัญหาในขบวนการ อย่างน้อยก็กับผม

น่าจะมีความไม่เข้าใจกันมาตั้งแต่ช่วงเริ่มมีขบวนการ 14 ตุลา ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอยกหนังสือ ศิลปะเพื่อชีวิต ของจิตรไว้เล่มหนึ่ง เรื่องอื่นๆ อย่างความคิดด้านสังคมและภาษา อย่างเช่น โฉมหน้าศักดินาไทย หรือ ความเป็นมาคำสยาม ไทย ลาว และขอมฯ ต้องยอมรับว่าเขาไปไกลและมาก่อนกาลจริงๆ แต่เล่มนี้เขามีปัญหา เนื่องจากความคิดในเล่มนี้เป็นมุมมองจารีตนิยมแบบฟาสซิสต์ที่มองด้านเดียว

ผมจึงบอกกับหลายๆ คนในเวลาต่อมาว่า ศิลปะวางตัวอยู่ในที่ซ่อน ศิลปะจะเพื่ออะไรก็ตาม มันต้องมีชีวิตก่อน และคนทำงานศิลปะต้องมีเสรีภาพเป็นประการแรก ไม่ว่ามีความเชื่อหรือพื้นฐานทางวัฒนธรรมการเมืองแบบไหน

share

นี่คือเรื่องที่ต้องคุยกันในอนาคตว่า ศิลปะที่ปรากฏในบ้านเราจะเคลื่อนไปอย่างไร ตอนนี้ผมเห็นด้วยว่าศิลปะทะลุฟ้า ทะลุแก๊ซ ศิลปะของการประท้วง คุณจะชูกำปั้น ชูสามนิ้ว หรืออะไรก็ตาม

ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้จะเข้าสู่ปริมณฑลใหม่ๆ และถ้าคุณมีเสรีภาพในการทำงานศิลปะ มันต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา วัฒนธรรมก็เช่นเดียวกัน วัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว มีพลวัต ไม่หยุดนิ่ง เหมือนเป็นของเหลวที่เข้าไปอยู่ในภาชนะได้ทุกอย่างไม่ว่ารูปทรงอะไร


 

ตามความเห็นคุณมองว่าสื่อสิ่งพิมพ์ยุคนั้นมีอิทธิพลสูงต่อความคิดคน ถ้าเทียบกับยุคนี้ที่สื่อโซเชียลมีบทบาทสูงเช่นเดียวกัน พอจะมองเทียบกันได้ไหม

แต่ก่อนนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ อยู่ในคนคนเดียวกัน เป็นบรรณาธิการ เขียนบทนำ เขียนข่าว แล้วเขียนนิยายด้วย เพราะฉะนั้นการเกิดขึ้นของนักเขียนนักประพันธ์หนังสือพิมพ์จะไปด้วยกัน ตั้งแต่สมัย ‘สุภาพบุรุษ’ มาแล้ว

แล้วการทำหน้าที่ในฐานะนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ได้รับการมองว่าเป็นฐานันดรที่สี่ นอกจากครู พระ แพทย์ ยังมีฐานันดรที่สี่ คือนักหนังสือพิมพ์ หรือคนทำงานด้านสื่อที่เป็นคนทำงานด้านความคิด

ตั้งแต่สมัย จอมพล ป. ก็มีการแบ่งขั้วทางการเมืองกันแล้ว ตอนนั้นกุหลาบกับนักหนังสือพิมพ์คนอื่นๆ ถูกเรียกไปพบ มีกุหลาบคนเดียวที่สวมปลอกแขนดำประท้วง จอมพล ป. คือมีนักเขียนที่อยู่ฝั่ง จอมพล ป. และฝั่งคณะราษฎร ตั้งแต่ปี 2475 แต่มาเห็นชัดตอนรัฐประหารปี 2490 ทางคณะราษฎรสายอาจารย์ปรีดีถูกทำให้หมดอำนาจ แต่ความคิดก้าวหน้าที่มาสู่สังคมไทยเริ่มจากปี 2475 คือมาพร้อมหลัก 6 ประการของคณะราษฎร นั่นคือ เอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ สิทธิเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา

หมายความว่า 24 มิถุนายน 2475 เป็นการนับหนึ่งของประชาธิปไตยสมบูรณ์ แม้ช่วงเริ่มต้นอาจเป็นหลุมเป็นบ่ออยู่บ้าง ความหมายคือจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยทั้งวิถีและวิธี อาจารย์ปรีดีใช้คำว่าสมบูรณ์ด้วย ตามมุมมองผมอาจยังไม่สมบูรณ์นัก ยังบกพร่องอยู่บ้างตามยุคสมัย

ผมคิดว่าเราถูกตัดตอนทางความคิดตั้งแต่สมัยปี 2490 แล้วก็ปี 2501 และชัดเจนที่สุดคือช่วงหลัง 6 ตุลา

 

จากประสบการณ์ที่ใช้เฟซบุ๊กมาตั้งแต่ปี 2557 เป็นอย่างไรบ้าง

ผมใช้เวลาเล่นเฟซบุ๊กมา 7 ปีเข้าไปแล้ว คนที่อายุตอนนั้น 8-9 ขวบ ตอนนี้คงเป็นวัยรุ่น คนพวกนี้ที่ออกมาเคลื่อนไหวเขาออกมาพร้อมกับอะไรใหม่ๆ ของเขาเองด้วย พวกสื่อโซเชียลหรือการค้นหาความหมายในตัวของเขาเองโดยไม่ต้องพึ่งที่ไหนเลย ผมยังต้องพึ่งซุ้มหนังสือเก่า พึ่งนักคิดก้าวหน้าสมัยก่อน แต่เขาค้นเองได้

ด้วยเหตุผลนี้การเติบโตของพวกเขาจึงมีลักษณะพิเศษที่ต่างไปจากคนรุ่นผมที่เวลาจะนัดพบกันทีก็ต้องเอาใบปลิวไปติด ด้วยเหตุนี้เขาถึงบอกว่าทุกคนเป็นแกนนำ อยู่ตรงไหนก็เป็นแกนนำได้ ตัวผมเองรู้สึกมีพลัง มีกำลังใจจากพวกเขามากกว่า 

ผมอยากบอกว่า คนรุ่นใหม่ ความหวังของผมขึ้นอยู่กับความฝันของพวกคุณ ผมขอร่วมไปกับความฝันของพวกคุณด้วย ผมเห็นด้วยหมดเลย เป็นความฝันที่ผมต้องการ

share

ทำให้ผมสงสัยว่าพวกที่เคลื่อนไหวมาพร้อมกับผมเมื่อ 7-8 ปีก่อนหายไปไหนกันหมด ผมต้องรออยู่ 7-8 ปีจนกระทั่งคนรุ่นใหม่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว แล้วก่อเกิดเป็นทะลุฟ้า ทะลุแก๊ซ ขยับเพดาน ทำให้สิ่งที่ผมเคยคิดไว้ประเภทที่ว่าสิ่งนี้คงไม่มีทางเป็นจริง ในที่สุดก็เป็นจริง

ผมว่าคนรุ่นใหม่เขาไม่ได้สับสน รุ่นผมต่างหากที่สับสน ว่าจะเอาตรงไหนดี ทั้งที่ผมก็เหมือนจะเห็นด้วยกับเช แต่ทำไมผมถึงไม่จับอาวุธ มันก็ดูขัดกันเอง

 

คุณรับมือกับความขัดแย้งทางความคิด รวมถึงความคิดที่แตกต่างอย่างไร

ปกติเราทุกคนก็มีปัญหาทางความคิดของตัวเอง แต่ถ้าหากเราอยู่ในสภาพสังคมเปิด สังคมที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เราก็เรียนรู้ ให้บทเรียนซึ่งกันและกัน แต่สังคมเราถูกตัดต่อ ตัดตอน มีวัฒนธรรมที่สร้างใหม่อยู่ตลอดเวลา แล้วการตัดต่อตัดตอนมันมาเป็นช่วง ที่เห็นชัดคือยุคสฤษดิ์ เหตุการณ์ 6 ตุลา แล้วก็ช่วงปัจจุบัน

ผมคิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียวแล้ว ผมจึงแค่เรียกร้องว่า คุณอย่าทำเนียนมาก ไหนๆ ครั้งหนึ่งเคยด่าผมว่าเป็นพวกศิลปินที่เผชิญกับโรคร้าย แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน คือเอ่ยชื่อไปแล้วรู้จักกันทุกคน ก็เคยเคลื่อนไหวมาด้วยกันก่อนความเคลื่อนไหวจะปรากฏ แต่พอความเคลื่อนไหวปรากฏแล้ว ผมยังอยู่ที่เดิมแต่เขาเปลี่ยนไป แล้วให้ผมเข้าใจอย่างไร

อย่างไรก็ตาม โซเชียลมีเดียยังเป็นสื่อแบบใหม่ที่ผมไม่คุ้นเคย และเป็นเครื่องมือที่ผมพยายามใช้ สมัยก่อนผมทำหนังสือมาตลอด แต่หลังจากปี 2557 ผมก็ไม่ได้ทำหนังสือเล่ม ผมจึงถือว่าเฟซบุ๊กเป็นหน้ากระดาษของผม แต่ละวันผมจะต้องทำหนังสือหนึ่งเล่ม เพราะฉะนั้นวันหนึ่งก็เลยมีหลายโพสต์

7-8 ปีที่ผ่านมาเริ่มต้นก็ไม่ได้คิดเลยว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นเครื่องมือให้ผมสื่อสารความคิด คิดว่าให้ลูกเปิดแอคเคาน์เพื่อโชว์รูปเขียนของตัวเองเท่านั้นเอง แต่พอเกิดรัฐประหาร แล้วเห็นความกลับกลายเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง คนที่เคยเคลื่อนไหวด้วยกันมาเปลี่ยนไปอยู่อีกฝั่ง ครั้งหนึ่งเคยเคลื่อนไหวด้วยกัน แต่ต่อมาไปขัดขวางเลือกตั้ง ไปร่วมอยู่กับกลุ่ม กปปส. ปิดเมือง

ศิลปินหลายคน กวีหลายคน ถ้าเปิดยูทูบก็มีดิจิทัลฟุตปรินต์ให้เห็นว่าเคยทำอะไรไว้ก่อนรัฐประหารปี 2557 แต่หลังจากปี 2557 ไปแล้ว ผมก็เรียกร้องว่าทำไมเขาไม่ออกมาแสดงความเห็น เพราะผมไม่เห็นความชัดเจนทางความคิดของเขา แต่ก่อนรัฐประหารเคยเห็น แต่ก่อนปี 2549 ความคิดของผมก็ยังไม่ชัดเจน ความคิดของผมมาชัดเจนเมื่อปี 2553

ก่อนหน้านี้ผมเคยลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์มาตลอด เพราะชวน (หลีกภัย) กับหลายคนก็รู้จักกัน ช่วงก่อนปี 2549 ผมเคยไปขึ้นเวทีเสื้อเหลือง คือมองว่าทักษิณ (ชินวัตร) เองก็มีปัญหาเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ให้เขารัฐประหาร ผมไม่ได้ให้เขาไล่ทักษิณออกไป ผมไม่ได้ให้เขายุบพรรคการเมือง แต่ว่าหลังปี 2549 มันกลายสภาพเป็นอีกแบบหนึ่งเลย

 

คุณก็ยอมรับว่าเคยผิดพลาดมาก่อน?

ใช่ครับ ด้วยเหตุผลนี้เวลาเข้ามาเล่นเฟซบุ๊กจึงต้องประกาศเลยว่าผมเคยทำความผิดพลาดอะไรไว้บ้าง ผมใช้คำว่า ‘สำนึกพลาด’ คือเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นและทำให้คนเราได้เรียนรู้ แต่ปรากฏว่าก็ไม่มีใครทำ คือเขาเบลอ เขาเนียน เขาเงียบ ผมก็ยิ่งเรียกร้องหนักขึ้นจนกระทั่งคนรุ่นใหม่ๆ เขาโตเป็นหนุ่มสาว แล้วเข้ามาเคลื่อนไหว

แล้วคนพวกนี้บางคนก็ไม่เข้าใจ เป็นต้นว่าการชูสามนิ้ว ความหมายเชิงสัญลักษณ์ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าหมายถึงเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ คุณกลับไปเสียดสีเขาว่าเป็นสามกีบ หรืออ้างว่าไม่สนใจการเมืองเพราะยึดทางสายกลางหรือมัชฌิมาแล้วชูนิ้วกลางให้ ผมคิดว่านี่เป็นการมองการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มคนสาวผิดพลาด หลายคนหลังรัฐประหารเขาคิดว่าผมชัดเจนเกินไป คือไปด่าเขาหรือให้เขาสำนึกพลาดเสีย

ผมใช้ตัวเองเป็นเครื่องมือเพื่อบอกว่า ผมนี่แหละเคยพลาดมาก่อน แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่ ผมถึงบอกไงว่า พวกเขาน่ะสับสน แต่พวกเด็กไม่สับสนหรอก แต่เด็กต้องเผชิญความซับซ้อนที่มาจากพวกคุณ

 

ช่วงปี 2513-2514 ทั้งแนวคิดและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เคยถูกตัดตอนไปยุคปี 2501 ตอนที่กลับมาอีกรอบ สามารถใช้คำพูดว่าทำให้คนหนุ่มสาวในช่วงนั้น ‘ตาสว่าง’ ได้ไหม

ตอนนั้นยังไม่มีคำนี้ แต่ใช่ ใช้คำนี้ได้ ตอนนั้นผมเรียกว่ายุคแสวงหา แล้วที่ผมใช้คำว่า ‘ความเงียบ’ (ในเรื่องสั้น) ก็มีนัยสื่อความถึงสภาพทั่วไปของสังคมหลังการทำรัฐประหารของสฤษดิ์ที่เหมือนถูกกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งไม่แตกต่างไปจากช่วงรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เท่าไร หมายความว่าคนที่มีความคิดก้าวหน้า ถ้าไม่ถูกจับก็หายไป

คนที่เกิดใหม่ในช่วงที่สฤษดิ์กำลังมีอำนาจเต็มที่ แล้วส่งทอดมาให้ถนอม-ประภาส เป็นช่วงที่พวกเราเติบโต แล้วตอนนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็หาความรู้ได้จากร้านหนังสือเก่าสนามหลวงบ้าง ห้องสมุดธรรมศาสตร์บ้าง พยายามอ่านภาษาอังกฤษให้ออก ทั้งที่ปีแรกผมเกือบถูกรีไทร์เพราะสอบภาษาอังกฤษตก แต่เพื่อเรียนให้จบก็พยายามจนผ่านมาได้

ผมว่าการค้นคว้าหาความรู้ มันพ้นไปจากสิ่งที่เรียกว่าความรู้ตามขนบ คืออาจสำคัญก็จริงแต่ไม่ได้มีแหล่งอ้างอิงเป็นภาษาไทย ผมสนใจนักเขียนไทย แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าการเรียนด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ทำให้เราได้ยินชื่อนักคิดนักเขียน นักปรัชญาใหม่ๆ เช่น ฌอง-ปอล ซาทร์, อัลแบร์ต กามู, เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, จอห์น สไตน์เบค เป็นพื้นฐานให้เวลาไปเจอหนังสือเก่าที่มีชื่อคนพวกนี้ก็ซื้อทันที ซื้อมาดองไว้นี่แหละ แล้วพยายามค้นต่อไปว่าคนพวกนี้เป็นใคร ในที่สุดก็สนใจจริงๆ ผมเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ แต่ก็สนใจแวดวงนักคิดนักเขียนผ่านสื่อพวกนี้

ด้วยความสนใจเรื่องนักคิดนักเขียนไทยอยู่แล้ว พอช่วงหลังปี 2510 ได้เจอคนพวกนี้ตัวเป็นๆ ที่สำนักงาน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ตั้งแต่ช่วงอาจารย์สุลักษณ์เป็น บก. ไม่ว่าเฟื้อ หริพิทักษ์, อังคาร กัลยาณพงศ์, ลาว คำหอม, สมบูรณ์ วรพงษ์ กับ อุทธรณ์ พลกุล นี่ก็ทันกัน 

เพราะฉะนั้นความคิดก้าวหน้าของคนยุค 2490 เลยไปกันได้กับคนหนุ่มคนสาวยุค 2510 เป็นต้นมา ผมเรียกว่า ‘ยุคสมัยแห่งความเงียบ’ มาจากชื่อบทความที่ผมเขียนลงหนังสือเล่มละบาทราวปี 2510-2511 เข้าใจว่าคนอ่านไม่รู้เรื่องหรอก แต่ผมพยายามถามว่า ทำไมเงียบกันฉิบหายเลย

ผมสนใจศิลปะ แม้ว่าตัวเองจะมีความคิดในเรื่องซ้ายๆ แบบสังคมนิยม ผมจึงมีปัญหาที่คอยถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าศิลปะคืออะไร เมื่อได้เจอหนังสือ ศิลปะเพื่อชีวิต ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ตั้งแต่ปี 2506 ผมก็ซื้อมาเพราะคำว่าศิลปะ แต่คำว่า ‘เพื่ออะไร’ ในความหมายที่จิตรเขียนถึง ผมก็ยังไม่เข้าใจ เพิ่งมาเข้าใจในช่วงหลังอย่างที่เล่าไป

 

ที่คุณเรียกว่ายุคแสวงหา คนยุคนั้นเขาแสวงหาอะไรกัน แล้วสุดท้ายได้พบสิ่งเหล่านั้นหรือเปล่า

ยุคผมใช้คำว่ามาหา ‘ความหมาย’ มาจากบทกลอน 'ฉันจึงมาหาความหมาย' ของ วิทยากร เชียงกูล ส่วนที่คล้ายๆ ว่ากำลังแสวงหา สับสน ซับซ้อน อ่านไม่รู้เรื่อง ก็เป็นพวกสายลมแสงแดด เป็นการใช้คำที่ค่อนข้างผิดความหมายแต่เดิมตั้งแต่สมัยที่ สุภา ศิริมานนท์ เป็น บก. หนังสือพิมพ์ นิกรวันอาทิตย์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ วิลาศ มณีวัต เป็นเจ้าของคอลัมน์ชื่อ ‘สายลม-แสงแดด’

ความหมายของคำนี้คือไม่ว่าจะพบกับปัญหาหรืออุปสรรคช่วงสงครามอย่างไรก็ตาม ชีวิตก็ยังเดินต่อไป ชีวิตจะต้องมีความหวัง ที่เลือกใช้คำว่าสายลมแสงแดดเพราะต้องการสื่อความหมายในแง่บวก แต่พอ ชาญวิทย์ (เกษตรศิริ) นำคำนี้มาใช้หลังช่วง 2510 เขาน่าจะใช้เพราะความคล้องจองมากกว่า นั่นคือ หลังจากยุคสายลมแสงแดดแล้ว ก็ถึงยุคฉันจึงมาหาความหมาย

ที่บอกว่าเป็นยุคแสวงหา จริงๆ แล้วไม่มีหรอก สำหรับผมคือยุคแสวงหามาโดยตลอด หลัง 14 ตุลา ผมก็ยังแสวงหา หลัง 6 ตุลา ผมยิ่งแสวงหา ตอนนั้นเป็นช่วงคนป่าคืนเมือง ผมมาทำ โลกหนังสือ จนกระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังแสวงหา เพราะการแสวงหานำไปสู่ความหมายต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว

 

พูดถึงการทำงานศิลปะในเมืองไทยสักหน่อยไหม

สำหรับความคิดเรื่องศิลปะ ไม่ว่านักเขียนหรือศิลปิน ถ้าหากเอาแค่ที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมมองว่าคงอีกนานกว่าจะได้รางวัลในระดับนานาชาติ คือมีวิธี แต่คุณต้องมีวิธีคิดที่ไปให้พ้นจากความเป็นไทย

แล้วถ้าบอกว่าศิลปินแห่งชาติต้องเคารพสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมไทย เขาสั่งสอนมาชัดเจนเลยว่า ผมไม่ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี

ความเป็นไทยก็เป็นสิ่งที่คุณตั้งเป็นเบ้าขึ้นมา แล้วหาอะไรไปหลอมตามที่คุณต้องการ แต่คนทำงานศิลปะ ไม่ว่าสาขาใดก็ตาม คุณอยู่ในเบ้าไม่ได้ คุณต้องหาเบ้าของคุณเอง ถ้าคุณจะทำงานนี้ต่อไป ผมพูดถึงสื่อด้วย คือทุกคนมันต้องแสวงหา อย่างที่พวกคุณมาคุยกับผมก็พูดในประเด็นคล้ายๆ กัน แต่ก็มีอะไรต่างกัน

อย่างที่คุณถามผมเรื่องเช คุณอาจสรุปว่า ที่บอกว่าผมเองก็เทศนาในสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ เพราะผมก็ไม่เชื่อ ผมจึงไม่เข้าป่า ทั้งๆ ที่เป็นคนเขียนเรื่องเช

 

จริงๆ คุณอาจมองว่าเชก็เป็นไอคอนทางความคิดคนหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นต้องทำตามเขาทุกอย่าง?

ถ้าคุณไปอ่านเรื่องของเชในแง่ชีวิตส่วนตัวของเขา มันก็มีชีวิตด้านอื่นๆ อย่างเช่น เชก็มีคนรัก มีอะไรแบบนี้ คือผมคิดว่าเขาก็เป็นคนคนหนึ่ง ไม่ว่าคุณจะเป็นนักปฏิวัติ หรืออยู่ในส่วนตรงไหนก็ตาม แล้วไม่ว่าเหมาเจ๋อตง โฮจิมินห์ หรือ คาร์ล มาร์กซ์ ก็มีชีวิตด้านที่คนได้ยินแล้วอาจไม่ชอบด้วยกันทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นคุณจะมาสั่งสอนคนอื่นว่า ต้องออกมาแง่บวกนะ ถ้าหากตัวละครฆ่าตัวตายใช้ไม่ได้ ไม่ได้รับการยอมรับ พวกนี้คือสัจนิยมสังคมนิยม (Socialist Realism) สมัยสตาลิน มันมีสูตรอย่างนี้ แล้วพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก็ไปเอาความคิดนี้มาทั้งดุ้น แล้วมาผนวกกับสุนทรพจน์ของเหมาเจ๋อตง ที่เยนอาน

ตอนช่วงผมทำ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ไปขอให้สุภาช่วย เพราะอยากรู้ว่าสุนทรพจน์นี้เป็นอย่างไร พวกคนเคลื่อนไหวก่อน 14 ตุลา หลัง 14 ตุลา ไปทางนี้หมด คือมันแหลมคม ฮึกเหิม และรู้สึกว่ากำลังต่อสู้ ผมก็เข้าใจ

แต่ถ้าคิดว่าเมื่อคุณต้องสูญเสีย หรือต้องทำลายอะไรไป แล้วหลังจากนั้นล่ะมันคืออะไร เพราะฉะนั้นคนทำงานศิลปะต้องไปไกลกว่านั้น ผมมองว่าต้องก้าวไปก่อนคนอื่นหนึ่งก้าว ได้รับ license จากสังคม ซึ่งไม่มีทางที่กระทรวงวัฒนธรรมจะทำได้ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้ ต้องรื้อสร้างใหม่แล้วปรับให้เป็นกระทรวงเกรดเอ ถึงจะใช้ซอฟต์พาวเวอร์แบบเกาหลีหรือญี่ปุ่นได้

 

คุณคิดว่ารางวัลศิลปินแห่งชาติควรได้รับการทบทวนอย่างไรบ้าง

ผมคิดว่าควรรื้อสร้างโครงการนี้ในลักษณะที่เห็นว่า อย่างน้อยเขาให้ผมเป็นศิลปินแห่งราษฎร เพราะฉะนั้น คำว่า ‘แห่งชาติ’ ควรเป็นคำเดียวกับ ‘แห่งราษฎร’ เพราะใช้ภาษีประชาชนเป็นเงินเดือนทุกเดือน แล้วผมก็เกี่ยวข้องมาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

เพราะฉะนั้น ถ้าหากในอนาคตกระทรวงวัฒนธรรมจะปรับเปลี่ยน หรือรื้อสร้างโครงการนี้ใหม่ ควรต้องอิงกับการเป็นศิลปิน ‘แห่งราษฎร’ โดยแท้ ไม่ว่ากระบวนการคัดสรร หรือการตอบแทนผลประโยชน์ บางอย่างอาจตัดทิ้งไปได้ แต่บางอย่าง เช่น เรื่องคนทำงานศิลปะอายุ 50-60 ปี เริ่มเข้าสู่บั้นปลายแล้ว ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมที่จะให้มีสวัสดิการรักษาพยาบาลแบบถ้วนหน้า วิธีการมองของเขาคือศิลปินแห่งชาติเป็นข้าราชการประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เลย สำหรับผม เราจับศิลปินมาสนตะพายไม่ได้

แต่ที่คนอื่นเงียบคงเพราะยอมรับการสนตะพายแล้ว 

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าใครไม่พอใจบอกให้เข้ามาที่เฟซบุ๊กผมได้เลย

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
อภิรดา มีเดช
จบภูมิสถาปัตย์ สนใจสิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ การเมือง การศึกษา และความเป็นไปรอบโลก

Follow