Humberger Menu

‘รัฐประหารพม่า’ ชอบธรรมหรือไม่ อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ ที่เป็นเอกภาพของอาเซียน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
LineCopy

LATEST

+
‘บริการ’ หรือ ‘โปรยทาน’ ประชาชน? ...คำถามต่อ Mindset ของข้าราชการ
Summary
  • รัฐธรรมนูญของพม่า มีบางข้อที่เปิดช่องให้เกิดการรัฐประหารขึ้นได้ แต่การรัฐประหาร ที่แม้จะมีความชอบธรรมในประเทศ กลับไม่ได้รับการยอมรับในเวทีโลก
  • สหประชาชาติยังไม่สรุปตัวผู้แทนจากพม่า ขณะที่การประชุมสหประชาชาติกับอาเซียน ก็จะถูกเลื่อนออกไป เพราะความไม่พอใจตัวแทนของพม่าที่มาจากการรัฐประหาร
  • ความพยายามแก้ไขปัญหาของอาเซียนไม่เป็นเอกภาพ เพราะบางประเทศเคยชินกับการรัฐประหาร บางประเทศเห็นค้าน เมื่อไม่มีความเห็นเอกฉันท์ สถานะของรัฐบาลทหารพม่าก็ยังลอยตัวอยู่ต่อไป


การยึดอำนาจทางการเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การอยู่ในอำนาจโดยปราศจากความชอบธรรมกลับยากยิ่งกว่า เมื่ออดีตประธานาธิบดี วิน มินต์ บอกกับศาลในกรุงเนปิดอว์ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมาว่า เขายอมตายเสียยังจะดีกว่าลงจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้กองทัพตัดมาดอว์ยึดอำนาจโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 

นั่นทำให้คำพูดของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่ย้ำนักย้ำหนาว่าการยึดอำนาจของเขาไม่ใช่การรัฐประหาร แต่เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กลายเป็นคำโกหกของทหารกระหายอำนาจธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง 

และยิ่งยืนยันสัจธรรมทางการเมืองของโลกด้วยว่า ไม่มีการรัฐประหารที่ไหนถูกกฎหมาย ไม่ว่าจะพยายามออกแบบกฎหมายให้เปิดช่องเอาไว้เพียงใดก็ตาม

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2021 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ มีนายทหารยศนายพล 2 คนเข้าไปพบ วิน มินต์ ที่ห้องในทำเนียบประธานาธิบดี บอกให้เขาลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ ไม่เช่นนั้นจะต้องเจ็บตัว วิน มินต์ ซึ่งอยู่ในวัย 70 ปี บอกกับนายทหารทั้งสองว่า เขามีสุขภาพดี และไม่ได้กลัวโดนทำร้าย ทุกสิ่งทุกอย่าง (ที่กองทัพเห็นว่าต้องกระทำ) ก็ควรจะดำเนินการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย และอย่าก่อรัฐประหาร

รัฐธรรมนูญพม่ามาตรา 417 และ 418 บัญญัติว่า เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อบูรณภาพแห่งดินแดน ความเป็นเอกภาพแห่งสหภาพ อันเนื่องมาแต่การกระทำที่ใช้ความรุนแรงหรือผิดกฎหมาย ให้ประธานาธิบดี โดยการปรึกษาหารือกับ รัฐมนตรีกลาโหม และสภากลาโหมและความมั่นคง ประกาศภาวะฉุกเฉินในขอบเขตทั่วประเทศเป็นเวลา 1 ปี เมื่อได้กระทำเช่นนั้นแล้วให้มอบอำนาจ บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการให้กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป 

บทบัญญัติเช่นว่านั้นในกฎหมายรัฐธรรมนูญพม่าที่บังคับใช้ในปี 2008 เป็นสิ่งประหลาดและขัดกับหลักนิติรัฐอย่างยิ่ง ตัดมาดอว์ออกกฎหมายแบบนี้มาเพื่อทำให้การควบคุมการเมืองเป็นไปโดยง่ายดาย แค่เพียงบังคับประธานาธิบดีให้ยอมทำตามความต้องการได้ ก็ไม่ต้องใช้กำลังทหารหรือเข็นรถถังออกมาตามท้องถนนให้ยุ่งยาก 

แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ประธานาธิบดี วิน มินต์ ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการปฏิบัติหน้าที่ แล้วรองประธานาธิบดี มินต์ ส่วย ซึ่งเป็นคนในโควตาของกองทัพ ขึ้นมารักษาการประธานาธิบดีได้อย่างไร ยังไม่นับว่าประกาศภาวะฉุกเฉินอย่างถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ มีเหตุอันสมควรแก่การประกาศภาวะฉุกเฉินตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ 

ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ชัดเจน มิน อ่อง หล่าย ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่า เขาได้อำนาจไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่ทำทั้งหมดนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา ก็ไม่มีความชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม ความชอบธรรมตามกฎหมายไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่จะทำให้ระบอบการปกครองอยู่รอด ปัญหาของรัฐบาลทหารของ มิน อ่อง หล่าย ในเวลานี้คือ เขายังแสวงหาการยอมรับจากรัฐบาลนานาชาติไม่ได้ ไม่ว่าจะในสหประชาชาติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาเซียน ซึ่งพม่าเป็นสมาชิกอยู่ 

ยังไม่นับว่าเขาเผชิญกับการต่อต้านจากประชาชน นักการเมืองที่ได้รับความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง ซึ่งรวมตัวกันตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ ตั้งกองกำลังพิทักษ์ประชาชน ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์จับอาวุธขึ้นสู้กับตัดมาดอว์ ทั้งยังมีแผนว่าจะก่อตั้งกองทัพแห่งชาติขึ้นมาทำสงครามกลางเมือง 

การขาดความชอบธรรมทางกฎหมาย การถูกประชาชนจำนวนมากต่อต้าน เกิดสภาวะที่เรียกว่า ยึดอำนาจได้ แต่บริหารประเทศไม่ได้ขึ้นเช่นนี้ ทำให้กลุ่มอาเซียนตกอยู่ในความเสี่ยงไปด้วย ว่าจะดำเนินการกับพม่าอย่างไร จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม เพราะมีสมาชิกบางประเทศ ‘เผลอ’ ไปให้ความชอบธรรมแก่รัฐบาลทหารในกรุงเนปิดอว์ไปแล้วกลายๆ ทำให้อาเซียนขาดเอกภาพอย่างยิ่งในการดำเนินการแก้ไขวิกฤตพม่า

อาเซียนบรรลุฉันทามติ 5 ข้อ เมื่อเดือนเมษายน แต่จนถึงบัดนี้เพิ่งจะทำให้แค่ครึ่งข้อคือ ตั้ง เอรีวาน ยูซุฟ (Dato Erywan Pehin Yusof) รัฐมนตรีต่างประเทศคนที่สองของบรูไน เป็นผู้แทนพิเศษ แต่เขายังทำงานไม่คืบหน้า เพราะยังไม่สามารถเยือนพม่าเพื่อพบกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่าไม่ยอมให้พบ วิน มินต์ และ ออง ซาน ซูจี อย่าว่าแต่จะดำเนินการเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งอะไรเลย  

ความไร้เอกภาพของอาเซียนทำให้ มิน อ่อง หล่าย มีแต้มต่อในทางการทูต แต่ทำให้อาเซียนขาดความน่าเชื่อถือในวงการระหว่างประเทศ สัปดาห์ที่แล้วมีรายงานข่าวว่า อันโตนีโอ กูเตอร์เรส (António Guterres) เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ต้องเลื่อนการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนออกไป เพราะไม่พอใจฐานะของผู้แทนรัฐบาลทหารพม่าในกลุ่มอาเซียน 

ในขณะที่ยูเอ็นยังไม่ยอมรับผู้แทนรัฐบาลทหารให้ร่วมกิจกรรมใดๆ ด้วย แต่อาเซียนกลับทำเสมือนว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ใครมาจากพม่าก็นั่งประชุมร่วมกับเลขาธิการสหประชาชาติได้ 

ประเด็นปัญหาเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารไม่เคยอยู่ในการพิจารณาอย่างจริงจังของกลุ่มอาเซียนมาแต่ไหนแต่ไร เพราะการรัฐประหารดูเหมือนเป็นเรื่องสามัญเสียเหลือเกินในประเทศสมาชิกอย่าง ไทย กัมพูชา และ พม่า 

ขณะที่หลายประเทศซึ่งทหารไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองอย่างออกนอกหน้า เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย (หลังการปฏิรูปปี 1998) ไม่ต้องการให้กลุ่มอาเซียนยอมรับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร 

มาเลเซียถึงกับเสนอว่า ไม่ควรเชิญ มิน อ่อง หล่าย ในฐานะประมุขฝ่ายบริหารของพม่า เข้าร่วมการประชุมสุดยอดที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ถ้ารัฐบาลทหารไม่ให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง ก็สมควรจะถูกลดบทบาทในกลุ่มอาเซียนลงไป 

อย่าว่าแต่จะไปเสนอหน้าร่วมประชุม หรือกิจกรรมอื่นใดกับองค์การระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติเลย คนในครอบครัวเดียวกันอย่างอาเซียนก็สมควรแสดงความรังเกียจพฤติกรรมทางการเมืองแบบนี้ของตัดมาดอว์ 

ถ้าหากกลุ่มอาเซียนสามารถตัดสินใจได้อย่างเป็นเอกภาพเกี่ยวกับฐานะ และความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร จะทำให้ทิศทางและแนวทางในการแก้ไขวิกฤตการณ์พม่ามีความชัดเจนและเป็นจริงได้ เพราะจะทำให้กลุ่มอาเซียนมีอำนาจต่อรอง หรือบีบบังคับให้รัฐบาลทหารปฏิบัติตามฉันทามติของกลุ่มได้ ถ้าไม่เช่นนั้นทั้งพม่าและอาเซียนจะพังไปพร้อมกัน

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี
นักข่าวและนักวิจัย ซึ่งเชี่ยวชาญประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน

Follow

RELATED

+