Humberger Menu

ลิซ่า Blackpink + อันเดรอา โบเชลลี = ภูเก็ต เคาต์ดาวน์ ...กับหลาย ‘คำถาม’ ที่ประชาชนยุคโควิดมีต่อภาครัฐ

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
กองบรรณาธิการ
LineCopy

LATEST

+
‘บริการ’ หรือ ‘โปรยทาน’ ประชาชน? ...คำถามต่อ Mindset ของข้าราชการ
Summary
  • หลังจากที่ภาครัฐออกมาระบุว่า สองศิลปินระดับโลกอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล จากวง แบล็กพิงก์ (Blackpink) ศิลปินสาวสัญชาติไทยที่ไปโด่งดังไกลในอุตสาหกรรมดนตรีเกาหลีใต้ หรือ K-Pop และ อันเดรอา โบเชลลี นักร้องโอเปร่าชื่อก้องชาวอิตาเลียน จะเข้าร่วมงานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ 2565 ที่จังหวัดภูเก็ต -- ก็มีกระแสที่ทั้งเห็นดีเห็นงามและโต้กลับ จากฝั่งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นจำนวนไม่น้อย
  • โดยเฉพาะกับ ‘เม็ดเงิน’ ในการจัดจ้างศิลปินทั้งสองรายนี้ ที่มีค่าตัวรวมกันเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 100 ล้านบาท ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสน และออกมาตั้ง ‘คำถาม’ กันไปต่างๆ นานา ทั้งคำถามที่ว่าทำไมไม่จ้าง ‘ศิลปินในบ้าน’ ก่อน? ทำไมต้องเป็นลิซ่า-โบเชลลี? หรือกระทั่งว่า ทำไมยังต้องจัดงานเคาต์ดาวน์ในวันที่สถานการณ์โควิดบ้านเรายังไม่แน่นอน?


หลังจากที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมาระบุว่า สองศิลปินระดับโลกอย่าง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล จากวง แบล็กพิงก์ (Blackpink) ศิลปินสาวสัญชาติไทยที่ไปโด่งดังไกลในอุตสาหกรรมดนตรีเกาหลีใต้ หรือ K-Pop และ อันเดรอา โบเชลลี นักร้องโอเปร่าชื่อก้องชาวอิตาเลียน จะเข้าร่วมงานเคาต์ดาวน์ปีใหม่ 2565 ที่จังหวัดภูเก็ต -- ก็มีกระแสที่ทั้งเห็นดีเห็นงามและโต้กลับ จากฝั่งออนไลน์และออฟไลน์ เป็นจำนวนไม่น้อย

โดยเฉพาะกับ ‘เม็ดเงิน’ ในการจัดจ้างศิลปินทั้งสองรายนี้ ที่มีค่าตัวรวมกันเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 100 ล้านบาท ซึ่งก็ทำให้หลายฝ่ายเกิดความสับสน และออกมาตั้ง ‘คำถาม’ กันไปต่างๆ นานา



เอางบ 100 ล้านฯ มาจ้าง ‘ศิลปินในบ้าน’ ที่กำลังขาดแคลนงานช่วงโควิด จะดีกว่าไหม?

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา นาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการว่าจ้าง ลิซ่า และ โบเชลลี ด้วยราคารวม 100 ล้านฯ ให้มาร่วมเคาต์ดาวน์ที่ภูเก็ตในวันสิ้นปี 2564 ที่จะถึงนี้ ว่าอยากให้รอดู ‘ความคุ้มค่า’ ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ที่น่าจะเกิดขึ้นจากอีเวนต์ใหญ่หนนี้

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมา และถูกพูดถึงกันอย่างหนาหูบนโลกออนไลน์ ก็คือ ในภาวะสังคมที่ศิลปินไทยของบ้านเรากำลังเดือดร้อนจากสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้ รัฐบาลควรว่าจ้างพวกเขามาขึ้นแสดงในงานเคาต์ดาวน์ มากกว่าจะไปใช้บริการจากศิลปินระดับโลกหรือไม่?

สิ่งนี้สะท้อนชัดจากการที่วง เก็ตสึโนวา (Getsunova) โพสต์บนโซเชียลมีเดียถึงงานเคาต์ดาวน์ครั้งนี้ในเวลาต่อมา ว่า “ภูเก็ตจ้างลิซ่า ไม่สนใจจ้าง getsunova ไปด้วยเหรอครับ” จนกลายเป็น ‘ดราม่า’ ดุเดือดในออนไลน์ เมื่อมีความคิดเห็นจำนวนหนึ่ง -โดยเฉพาะจากกลุ่มแฟนคลับบางส่วนของนักร้องสาว- ออกมาตอบกลับในทำนองว่า “วงคุณดังระดับโลกแล้วเหรอ?” ทั้งยังสาธยายถึงผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ หากลิซ่า -ที่เป็นคนไทยผู้สามารถไปสร้างชื่อในวงการดนตรีระดับโลกได้ (ปัจจุบัน เธอมียอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมมากถึง 64.7 ล้านแอกเคาต์)- มาร่วมงานเคาต์ดาวน์ที่ไทยในปีนี้ด้วย เพราะความดังของเธออาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เป็นจำนวนมาก 

เหตุการณ์นี้ทำให้ทางวงถึงขั้นต้องลบโพสต์ดังกล่าว และออกมาเอ่ยคำขอโทษ พร้อมชี้แจงว่า สิ่งที่ต้องการจะสื่อสารจริงๆ ก็คือ พวกเขา “อยากกลับมาเล่นดนตรีบนเวทีให้แฟนๆ ได้ฟังอีกครั้ง” เท่านั้นเอง ไม่ได้ต้องการจะเปรียบเทียบตัวเองกับลิซ่าหรือศิลปินดังระดับโลกคนไหนเลย

และที่สำคัญ พวกเขาก็ถือเป็น ‘ศิลปินในบ้าน’ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนงานจ้างในช่วงโควิดที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมหรือมากพอจากภาครัฐ ไม่ต่างจากเพื่อนนักดนตรีรายอื่นๆ -ไม่ว่าจะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง หรือเป็นเพียงศิลปินกลางคืน/อิสระที่ไม่มีคนรู้จักมากนัก- ที่ไม่สามารถออกไปเล่นดนตรีตามผับบาร์หรืองานอีเวนต์ได้มานานแล้ว จนต้องหันมาสร้างคอนเทนต์หรือร้องเพลงบนโลกออนไลน์เพื่อหารายได้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ แทน 

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อถกเถียงมากมาย บุคลากรจากฝั่งรัฐบาลอย่าง นาย ธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ให้สัมภาษณ์ว่า อยากให้ประชาชนแยกแยะ ว่ารัฐบาลได้ใช้งบประมาณไปกับการดูแลภาคธุรกิจต่างๆ ในช่วงวิกฤติโควิดไปไม่น้อยแล้ว ส่วนงบในการจัดงานเคาต์ดาวน์นี้ ถือว่าเป็นคนละส่วนกัน กล่าวคือเป็นงบประมาณที่ถูกจัดสรรไว้เพื่อโปรโมตการท่องเที่ยวมาตั้งแต่แรก

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รมว.ท่องเที่ยวฯ ก็ค่อนข้างมั่นใจว่า ศิลปินทั้งสองรายจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาคึกคักได้อย่างแน่นอน



ทำไมต้อง ลิซ่า แบล็กพิงก์? ทำไมต้อง อันเดรอา โบเชลลี?

หากไม่นับคำกล่าวอ้างของ รมว.ท่องเที่ยวฯ ว่าการลงทุนจ้าง ลิซ่า กับ โบเชลลี มาเคาต์ดาวน์ที่ไทย จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวไทย ‘ได้แน่นอน’ แล้ว ...ก็คงมีหลายคนสงสัยว่า แล้วทำไมต้องเป็น ‘ศิลปินนอกบ้าน’ ทั้งสองรายนี้?

เพราะจากบางมุมมอง ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล แร็ปเปอร์สาวแห่งวง แบล็กพิงก์ ถือเป็นศิลปินเพลงสากลที่ถูกชาวโลกส่วนใหญ่จดจำในฐานะของ ‘ศิลปินเคป๊อป’ มากกว่า แม้ว่าเธอจะเป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์โดยกำเนิด และเคยนำเสนอ ‘ความเป็นไทย’ ส่วนหนึ่งเอาไว้ในมิวสิกวิดีโอเพลงเดี่ยว Lalisa ที่สามารถสร้างสถิติระดับโลกได้มากมายก็ตาม (ปัจจุบัน เอ็มวีมียอดวิวสูงถึง 300 ล้านครั้ง) 

ดังนั้น ภาครัฐจึงไม่ควร ‘เกาะกระแส’ ความโด่งดังของลิซ่าในยามนี้ ด้วยการกล่าวอ้างว่า เธอเป็น ‘ศิลปินผู้ประสบความสำเร็จจากประเทศไทย’ ทั้งที่ชื่อเสียงระดับโลกของเธอนั้น ล้วนเป็นผลมาจากการปลุกปั้นของค่ายเพลงเกาหลีใต้อย่าง YG Entertainment และความพยายามตลอดหลายปีของตัวเธอและครอบครัว ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าตัวจะเดบิวต์ในนามของสมาชิกวงแบล็กพิงก์เมื่อปี 2016 เสียอีก

ขณะที่ก็ยังมีแฟนคลับบางคน ตั้งคำถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยต่อสุขภาพของลิซ่า ในการเดินทางมายังประเทศไทยที่สถานการณ์โควิดยังไม่นิ่ง และอีกบางคนก็ถึงขั้น ‘ไม่เชื่อ’ ด้วยซ้ำว่า ค่ายเพลงอย่าง YG จะยอมปล่อยให้ลิซ่าเดินทางมาร่วมงานที่ไทยได้จริงๆ เพราะก่อนหน้านี้ เคยมีดราม่าที่อ้างว่า ทางค่ายไม่ยอมให้เธอไปเข้าร่วมงานแฟชั่นระดับโลกในปารีส ประเทศฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลว่า “กลัวเธอจะมีความเสี่ยงในการรับเชื้อโควิด” มาแล้ว 

แต่การเชื้อเชิญลิซ่าที่เป็นคนไทย มาร่วมงานเคาต์ดาวน์ที่ไทย ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยมากเท่ากับการเลือก อันเดรอา โบเชลลี ผู้เป็นศิลปินจากโลกตะวันตก มาขึ้นเวทีด้วยอีกคน 



เพราะโบเชลลีเป็นศิลปินวัย 63 จากอิตาลี ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่คนฟังเพลงแนวโอเปร่า (Opera) และคลาสสิคัลป๊อป (Classical Pop) มานานหลายทศวรรษ นับจากยุค 80 เป็นต้นมา โดยเขาสามารถขายผลงานได้มากกว่า 75 ล้านแผ่นทั่วโลก -- ซึ่งหากมองจากมุมของชาวไทยแล้ว ก็ต้องเป็นสาย ‘คอเพลงสากล’ เท่านั้นที่จะรู้จักว่าโบเชลลีเป็นใคร ส่วนคนทั่วไปนั้นไม่ต้องพูดถึง

อย่างไรก็ตาม มีคนสันนิษฐานว่า อาจเป็นเพราะโบเชลลียังคงเป็นชื่อที่ ‘ขายได้’ ในหมู่นักฟังเพลงคลาสสิกทุกช่วงวัย (โดยอ้างอิงจากการที่ ในปี 2019 เขาเพิ่งมีอัลบั้มอันดับหนึ่งเปิดตัวบนชาร์ตเพลงหลักของทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา รวมถึงเพิ่งจัดการแสดงแบบสตรีมมิงทางออนไลน์เพื่อให้กำลังใจผู้คนในยุคโควิดเมื่อเดือนเมษายน 2020 ด้วยยอดวิว 42.8 ล้านครั้ง) โดยเฉพาะนักท่องเที่ยววัยกลางคน-ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ-ที่มีกำลังซื้อมากพอจะเดินทางมาท่องเที่ยวในบ้านเรา อีกทั้งตัวโบเชลลีเองก็ยังเคยมาจัดคอนเสิร์ตที่บ้านเราอยู่เนืองๆ ด้วย

แต่ถึงอย่างนั้น การดึงนักร้องสายคลาสสิกมาร่วมเคาต์ดาวน์ที่ภูเก็ต ก็ยังดูเป็นเหตุผลที่ไม่ค่อย ‘เชื่อมโยง’ กันสักเท่าไร แถมแฟนคลับบางรายของเขาในบ้านเรา ก็ดูจะไม่ได้ยินดีนักกับข่าวนี้ เพราะพวกเขามองว่า การดึงโบเชลลีมาร้องเพลงบนเวทีเดียวกับศิลปินต่างแนวทางอย่างลิซ่านั้น ดูจะเป็นการจับคู่ที่ ‘ผิดฝาผิดตัว’ อยู่มากโข แถมการที่โบเชลลีเป็นนักร้องที่มีภาวะ ‘พิการทางสายตา’ มาตั้งแต่เกิด (และตาบอดสนิทตอนอายุ 12) ก็อาจทำให้เขารู้สึก ‘ผิดที่ผิดทาง’ หากต้องอยู่ร่วมคอนเสิร์ตเดียวกับศิลปินสาวที่น่าจะมีแฟนคลับแห่แหนมาส่งเสียงเชียร์กันอย่างล้นหลามตามสไตล์เคป๊อป ซึ่งน่าจะส่งผลให้ ‘สภาพแวดล้อม’ ออกมาแตกต่างจากเวทีคอนเสิร์ตสายคลาสสิกที่เขาคุ้นชินไปโดยสิ้นเชิง

จะเห็นได้ว่า การเลือกจ้าง ‘ศิลปินนอกบ้าน’ ทั้งสองรายนี้ ล้วนถูกตั้งคำถามในแง่ของความคุ้มค่า-ดังที่กล่าวไปในข้างต้น-ว่า ถึงลิซ่าจะเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่ชาวโลกรู้จักดี และโบเชลลีก็อาจดึงนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักมาได้ แต่คำถามก็คือ รัฐบาลควรให้พื้นที่แก่ ‘ศิลปินในบ้าน’ ที่กำลังเดือดร้อนก่อนเป็นอันดับแรกหรือไม่?

จนข้อถกเถียงของผู้คนได้นำไปสู่คำถามที่ใหญ่โตกว่านั้น...


อัลบั้มขายดีชุดล่าสุดของโบเชลลี

 

ถึงที่สุดแล้ว, การจัดงานเคาต์ดาวน์ยัง ‘จำเป็นอยู่ไหม’ สำหรับประเทศไทยในยามนี้?

ข้อถกเถียงที่ดูจะไปไกลกว่าคำถามที่ว่า “ทำไมถึงจ้างศิลปินนอกบ้าน?” และ “ทำไมถึงต้องเป็นศิลปินสองรายนี้?” ก็คือ ในช่วงเวลาที่ปัญหาโควิดยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร การจัดงานเคาต์ดาวน์ยังจำเป็นอยู่ไหม?

เนื่องจากสถานการณ์การจัดการโควิดของประเทศไทยในตอนนี้ ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความคลุมเครือ ทั้งการจัดหาวัคซีน และตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต เองที่เคยประสบปัญหาติดขัดมาแล้ว จากการเปิดโครงการ ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) เพื่อตั้งใจจะส่งเสริมการท่องเที่ยวยุคโควิด จนทำให้มีผู้ติดเชื้อชาวต่างชาติ และส่งผลกระทบเรื่องความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวมาจนถึงตอนนี้ ที่มาพร้อมกับมาตรการกักตัวที่แสนจะซับซ้อนวุ่นวายสำหรับนักเดินทาง -- ซึ่งหลายคนมองว่า การใช้งบประมาณ 100 ล้านฯ มาจัดสรรเรื่องแผนวัคซีนเพื่อให้ประชาชนได้รับภูมิคุ้มกันอย่างทั่วถึง และมาเยียวยานักดนตรี หรือผู้ประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดมาตลอดเกือบสองปีนั้น อาจจะดู ‘คุ้มค่า’ มากกว่าการจัดจ้างศิลปินชื่อดัง-ที่ไม่ได้เดือดร้อนเทียบเท่ากับผู้คนภายในประเทศ-เสียอีก

อย่างไรก็ดี นาย อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ก็ยืนยันว่า ไทยจะสามารถเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายน และจัดงานเคาต์ดาวน์ครั้งนี้ได้อย่างไร้กังวล เนื่องจากขณะนี้ มีการฉีดวัคซีนได้ตามเป้าอยู่ที่ 70% ของประชากรทั่วประเทศแล้ว โดยยังมีการเร่งส่งวัคซีนไปให้ประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจำนวนมาก จนมีแนวโน้มว่าผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจะลดน้อยลงเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้

พร้อมกันนั้น ก็ยังยืนยันด้วยอีกเสียงว่า การจ้างศิลปินระดับโลกทั้งสองราย ด้วยเงินจำนวน 100 ล้านฯ จะเป็นการใช้งบประมาณที่ “คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์” สำหรับคนไทย

อนึ่ง งานเคาต์ดาวน์ในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลาการจัดคร่าวๆ อยู่ที่ 3 ชั่วโมง ของคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2564 โดยลิซ่าและโบเชลลีจะขึ้นแสดงคนละ 45 นาที บนเวทีเดียวกัน คือ บนสะพานสารสิน จ.ภูเก็ต เพื่อให้นักท่องเที่ยวจาก จ.พังงา หรือจังหวัดใกล้เคียง สามารถเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองได้ง่ายขึ้น 

และแม้จะมีการชี้แจงจากภาครัฐว่า ‘อาจ’ มีศิลปินไทยจำนวนหนึ่งขึ้นแสดงด้วย และค่าใช้จ่ายในการจัดงานด้านอื่นๆ (เช่น ค่าออร์แกไนเซอร์, ค่าวงดนตรี, ค่าเวทีแสง-สี-เสียง, ค่าจัดแสดงพลุ, ฯลฯ) จะเป็นการจัดหาเงินสปอนเซอร์มาจากหน่วยงานภาคเอกชนก็ตาม แต่จนถึงปัจจุบัน (27 ตุลาคม) ก็ยังไม่มีตัวเลขของงบการจัดจ้างนักดนตรีในบ้าน หรือรายชื่อของศิลปินไทย-ผู้ยังคงเดือดร้อนจากโควิด-สำหรับการจัดงาน ภูเก็ต เคาต์ดาวน์ 2022 ออกมาให้เห็น

จึงเป็นที่น่าจับตามองกันต่อไปว่า งบประมาณในส่วนนี้จะมีมูลค่าเท่าไร และศิลปินไทยคนไหน (หรือกลุ่มใด) จะถูกรับเลือกให้ขึ้นไปร่วมเวทีเดียวกับลิซ่าและโบเชลลีบ้าง -- หรือกระทั่งว่า สุดท้ายแล้ว งานนี้จะเกิดขึ้นได้ ‘จริง’ ไหม

แม้ว่าเหล่านี้อาจเป็นเพียง ‘คำถาม’ จากประชาชนยุคโควิด ที่ภาครัฐอาจไม่อยากเสียเวลามาให้ ‘คำตอบ’ อย่างจริงจังก็ตาม


อ้างอิง: ไทยรัฐออนไลน์, Wikipedia


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการไทยรัฐพลัส

Follow