Humberger Menu

ศิริกัญญา ตันสกุล ผ่าปัญหางบประมาณ ทำไมไทยยังไม่มี ‘งบฯ ที่ดี’

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งนภา พิมมะศรี
LineCopy

LATEST

+
โปร่งใสและรีบรายงานการพบ ‘โอไมครอน’ แต่ ‘แอฟริกาใต้’ กลับถูกโลกลงโทษแบน
Summary
  • เรื่องงบประมาณเป็นประเด็นถกเถียง มีข้อให้วิพากษ์วิจารณ์มากมาย การจัดสรรและการใช้งบประมาณมักจะค้านสายตาประชาชนเสมอมา เป็นข้อเท็จจริงที่ยอมรับกันว่างบประมาณของไทยยังไม่เป็นงบประมาณที่ดี
  • ไทยรัฐพลัสชวน ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส. พรรคก้าวไกล กรรมาธิการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2565 และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ มาพูดคุย แชร์มุมมองความคิดเห็นของเธอว่า งบประมาณที่ดีในมุมมองของเธอเป็นแบบไหน และในกระบวนการจัดทำงบประมาณติดขัดอะไรบ้างที่ทำให้งบประมาณของไทยยังไม่เป็นงบประมาณที่ดีในแบบที่อยากให้เป็น
  • นอกจากเรื่องงบประมาณ เราชวนเธอแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งเรื่องภาษี หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะที่เธอศึกษา และการฟื้นฟูเศรษฐกิจในมุมมองของคนที่ยังมีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตัว


งบประมาณที่ไทยมียังไม่ใช่งบประมาณที่ดี 

เราเห็นข้อถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดสรรและการใช้งบประมาณซ้ำๆ เดิมทุกปี 

ในฤดูกาลจัดทำงบประมาณประชาชนจำนวนมากเฝ้าจับตามองและตรวจสอบว่างบประมาณจากภาษีของเราถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง และตลอดทั้งปีก็อาจจะมีคนสนใจตรวจสอบด้วยว่า  ‘งบกลาง’ ถูกใช้ไปกับอะไร 

ยิ่งเราอยู่ในยุคสมัยที่การมีส่วนร่วมทางการเมืองเพิ่มขึ้น ยิ่งได้เห็นว่าการพิจารณางบประมาณในชั้นต่างๆ เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจใคร่รู้ และการอภิปรายงบประมาณในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นหนึ่งเหตุการณ์ทางการเมืองที่เป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ ประชาชนผู้สนใจการเมืองและสังคมทุ่มเทเวลานั่งเฝ้าหน้าจอจนดึกดื่น    

ถ้าพูดถึงเรื่องงบประมาณ หนึ่งในคนที่พูดเรื่องนี้ได้โดดเด่นเสมอตั้งแต่เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรมา 2 ปีกว่าก็คือ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่มาพร้อมข้อมูลด้านเศรษฐกิจและงบประมาณที่แน่นปึ้กพอๆ กับน้ำเสียงอันหนักแน่นและดุดันของเธอ 

อดีตนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ผู้คุ้นเคยกับงานวิจัยสายนโยบายสาธารณะ ผันตัวเองเข้าสู่สนามการเมืองในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ เนื่องจากเห็นว่าการผลักดันนโยบายมักจะติดหล่มอยู่ที่สภาและนักการเมือง

“ก็เลยคิดว่าถ้าเรามีโอกาสได้เข้ามาผลักดันนโยบายในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร-ในฐานะนักการเมือง มันก็อาจจะช่วยให้นโยบายที่เราคิดว่าดีประสบความสำเร็จหรือเกิดผลเป็นรูปธรรมได้ดียิ่งขึ้น” เจ้าตัวบอกเหตุผลที่เบนเข็มสู่เส้นทางใหม่ 

หลังการเลือกตั้งปี 2562 ศิริกัญญาได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อของพรรคอนาคตใหม่ และเมื่ออนาคตใหม่ถูกยุบ เธอก็ก้าวสู่ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นตัวหลักของพรรคในเรื่องเศรษฐกิจ ทำงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง เป็นตัวแทนพรรคเข้าไปทำงานทางที่ถนัด เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี 2565 และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ  

ที่ผ่านมา 2 ปี หลังการเลือกตั้ง 2562 ถ้ามีประเด็นเรื่องงบประมาณเมื่อไหร่ เราก็จะเห็นคอมเมนต์จากศิริกัญญาเมื่อนั้น จนกลายเป็นชื่อแรกๆ ที่หลายคนนึกถึงเมื่อคาดหวังจะได้ทราบข้อมูลหรือความคิดเห็นเรื่องงบประมาณ 

อย่างในวันนี้ (18 สิงหาคม 2564) ถ้าใครได้ติดตามชมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ก็คงได้เห็นเธออภิปรายไปแล้วอย่างดุๆ 

ไทยรัฐพลัสอยากชวนหาคำตอบว่าทำไมไทยยังไม่มีงบประมาณที่ดี เราจึงชวน ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อยู่ในวงในของการจัดทำงบประมาณปี 2565 มาพูดคุยถาม-ตอบว่า งบประมาณที่ดีควรเป็นอย่างไร และติดขัดอะไรบ้างที่ทำให้งบประมาณของเรายังไม่เป็นงบประมาณที่ดีอย่างที่อยากให้เป็น พ่วงด้วยการชวนเธอมองและวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยในมิติต่างๆ ทั้งในหมวกของ ส.ส. นักการเมือง และนักวิชาการ 

งบประมาณที่ดีควรเป็นอย่างไร 

งบประมาณที่ดีควรจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน มีความยืดหยุ่นรองรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ในระดับหนึ่ง งบประมาณที่ดีควรจะต้องมีการตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมว่างบประมาณที่เราใช้ไปทั้งหมดจะนำไปสู่เป้าหมายอะไร มีผลสัมฤทธิ์อะไรบ้าง และจะต้องมีกระบวนการที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือผู้แทนราษฎรก็สามารถเข้าไปดูเข้าไปตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่สัญญากันไว้ว่าจะใช้งบประมาณนี้เพื่อบรรลุผลเป้าหมายแบบนี้ สรุปแล้วเมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งสามารถทำได้ตามที่สัญญาไว้หรือไม่ หรือว่าเมื่อจบโครงการแล้ว งบประมาณถูกใช้หมดสิ้นแล้วบรรลุเป้าหมายตามที่ได้สัญญากับประชาชนไว้หรือไม่ งบประมาณที่ดีก็ควรจะต้องมีหน้าตาแบบนี้ ต้องให้ครบทุกกระบวนการ 

ไม่ใช่ดูแค่ว่าแต่ละปีมีการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานไหนเท่าไร?

ใช่ค่ะ ปัญหาหนึ่งที่เราเจอในช่วงที่ต้องสื่อสารเรื่องงบประมาณก็คือว่า ประชาชนหรือสื่อมวลชนชอบดูเฉพาะชื่อกระทรวง ซึ่งหลายๆ ครั้งมันเกิดความเข้าใจสับสน เพราะว่ารายละเอียดข้างในมันสำคัญกว่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณค่อนข้างสูงถึง 300,000 กว่าล้านบาท แต่ลองเข้าไปดูเนื้อใน เงินที่จะนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กจริงๆ มันนิดเดียว ซึ่งถ้าถามเราก็คือมันห่างไกลจากผลสัมฤทธิ์ที่จะทำให้เด็กได้รับการเรียนรู้ที่ดี ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าดูแค่ชื่อกระทรวงไม่ได้ เราต้องลงไปดูรายละเอียดด้วย 

การจัดทำงบประมาณในปีที่เรายังอยู่ในภาวะวิกฤติควรจะแตกต่างจากในภาวะปกติอย่างไรบ้าง

ต้องบอกเลยว่างบประมาณที่เราทำที่ผ่านมามันไม่ค่อยยืดหยุ่น ไม่ทันต่อสถานการณ์ หนึ่งคือเป็นเหตุมาจากเรื่องกระบวนการทำงบประมาณ งบประมาณที่เรากำลังจะใช้ในอีกสองเดือนข้างหน้า คือขึ้นปีงบประมาณปี 2565 ถูกจัดทำมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ซึ่งตอนนั้นโควิดกำลังเบาบาง เศรษฐกิจกำลังค่อนข้างผ่อนคลาย ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดการระบาดละลอกใหม่ วิธีคิดและกระบวนการทำงาน-กระบวนการจัดสรรงบประมาณในช่วงนั้นก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นด้วยความที่มันกินระยะเวลาในการทำ มันก็เลยแก้ไขได้ค่อนข้างยากและไม่ตอบสนองกับโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบัน สิ่งที่เราเจอก็คือว่าไม่ค่อยมีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาโควิด แต่ว่าตอนนั้นเราก็ยังไม่กังวลมาก เพราะว่าเราก็เพิ่งผ่าน พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอีก 500,000 ล้านบาท 

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นปัญหา จะเรียกว่ามันไม่ยืดหยุ่นก็ได้ ก็คือในยามวิกฤติเราคิดว่าคนที่จะต้องมีหน้าที่สำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือรัฐ ผ่านการใช้จ่ายงบประมาณ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือปีนี้งบประมาณตั้งไว้เพียงแค่ 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปี 2564 เกือบ 2 แสนล้านบาท ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ปกติมากๆ ในยามที่เกิดวิกฤติซึ่งต้องการการอัดฉีดงบประมาณของภาครัฐอย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากเราจัดเก็บรายได้ได้น้อยลงมาก พอจะกู้เราก็กู้ได้แค่ระดับหนึ่ง มันก็จะติดเพดานเงินกู้ ถ้าเป็นปีปกติมันก็เป็นเรื่องสมควรที่เราจะมีเพดานเงินกู้ไม่ให้รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัวมากเกินไปแล้วกู้เงินจนกลายเป็นภาระหนี้ให้กับประชาชนทั้งประเทศ แต่ในยามวิกฤติเราต้องการรัฐบาลที่ทำหน้าที่ในการปั๊มหัวใจปั๊มชีพจรเศรษฐกิจ มันก็เลยเป็นเรื่องย้อนแย้งว่าในปีที่เราต้องการให้รัฐบาลใช้จ่าย แต่รัฐบาลกลับใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่เพราะมีเพดานหนี้ เป็นสองปัญหาในเรื่องความยืดหยุ่นของงบประมาณบ้านเราที่ไม่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ในกระบวนการจัดทำงบประมาณยังมีอุปสรรคอะไรอีกไหมที่ทำให้งบประมาณของเรายังไม่เป็นงบประมาณที่ดี

พอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา มันควรจะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะสามารถบอกได้ว่างบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่ ควรตัดหรือเพิ่มอย่างไรบ้าง แต่ก็มีข้อจำกัดว่ารัฐธรรมนูญตามมาตรา 144 กำหนดไว้ว่า ส.ส.ไม่มีสิทธิ์ที่จะแปรญัตติเพื่อเพิ่มรายการหรือเพิ่มจำนวนงบประมาณ ดังนั้น การอภิปรายในวาระที่ 1 หรือวาระต่อๆ มาก็มีข้อจำกัดตรงนี้ ซึ่งบางทีมันก็ย้อนแย้งกับความรู้สึกว่า เอ๊ะ แทนที่เราจะบอกว่างบประมาณไม่ควรถูกใช้กับเรื่องนี้ แต่ควรจะใช้กับอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า แบบนี้ก็อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดรัฐธรรมนูญได้ เจ้าหน้าที่ก็เป็นกังวล ส.ส.ก็เป็นกังวล กรรมาธิการก็เป็นกังวล ก็เลยกลายเป็นการพิจารณางบประมาณที่ค่อนข้างทุลักทุเล มีการยกมาตรา 144 มาพูดคุยกันตลอดเวลาว่าเราทำผิดรัฐธรรมนูญอยู่หรือเปล่า ก็เป็นข้อจำกัดอีกข้อหนึ่ง 

นอกจากเรื่องกฎหมาย ม.144 แล้วก็ยังมีเรื่องระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญ 105 วัน แต่หน่วยรับงบประมาณหรือหน่วยงานราชการที่เข้ามาของบก็เพิ่มขึ้นทุกปี ก็เป็นความท้าทายอีกรูปแบบหนึ่งที่เราเป็นกังวล เพราะว่ากระบวนการพิจารณาทุกวันนี้ที่ทำกันอยู่คือค่อยๆ เรียกหน่วยงานเข้ามาชี้แจงทีละหน่วยบ้าง ทีละกระทรวงบ้าง ซึ่งกินระยะเวลาค่อนข้างนาน ถ้าเราไม่มีการปรับปรุงปฏิรูปกระบวนการพิจารณาแบบนี้ ในอนาคตเราอาจจะทำไม่ทัน 105 วัน แล้วถ้าพิจารณาไม่ทันก็จะกลับไปใช้ร่างเดิมในวาระที่ 1 คือร่างที่สำนักงบประมาณยื่นเข้ามาโดยที่ไม่มีการตัดลด เพิ่ม หรือแก้ไขอะไรเลย ก็จะเป็นปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง 

ควรปฏิรูปกระบวนการพิจารณาให้เป็นอย่างไร

อาจจะมีการกำหนดเวลาตั้งแต่ต้น หรือเรียงลำดับตามกระทรวงที่ของบประมาณมากไปสู่กระทรวงที่ของบประมาณน้อย แล้วกำหนดระยะเวลาตามจำนวนเงินที่เราต้องพิจารณา ก็จะทำให้การจัดสรรเวลาเป็นไปได้ดีขึ้น กระบวนการทุกวันนี้คือ ในช่วงแรกๆ จะมีกระทรวงที่ของบหลักพันล้านเข้ามามาก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งงบนิดเดียว แต่เนื่องจากเขามาเร็ว กรรมาธิการยังมีพลังงานเยอะก็จะซักถามกันยาวนานมากเกินไป เราอาจจะต้องกำหนดขอบเขตของการซักถามด้วย ที่ผ่านมาเป็นการซักถามแลกเปลี่ยนเรื่องนโยบาย ซึ่งอาจจะไม่ได้ตรงประเด็นเรื่องการใช้งบประมาณเสียทีเดียว และส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยเราได้ก็คือการตั้งอนุกรรมาธิการ ซอยงานให้อนุกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดไปพร้อมๆ กัน 

และมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ควรเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการหรืออนุกรรมาธิการต้องทำ เช่น การเช็กราคาตลาดว่าเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้เราจะต้องเช็กราคาเอง เช็กใบเสนอราคาเอง ซึ่งถ้าสำนักงบประมาณดูให้ก่อนรอบหนึ่ง ก็จะทำให้ภาระของกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการน้อยลงไปด้วย 

เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นคุยกันไหม 

เป็นค่ะ ดิฉันเคยเป็นอนุกรรมาธิการเขียนข้อสังเกตข้องบประมาณปี 2565 ก็เขียนเรื่องนี้ลงไปว่ามันมีปัญหา และต้องการการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกระบวนการเพื่อให้เราสามารถทำงานทันเวลา และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณก็ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่าที่เราใช้เวลา 105 วันก็อาจจะนานเกินไป เพราะว่าอย่างที่อเมริกาเขาใช้เวลา 7 วันในชั้นกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ เพราะเขาให้อำนาจฝ่ายบริหารเต็มที่ แล้วค่อยไปตรวจสอบติดตามแทน ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ถ้าเราจะทำแบบนั้นได้ รายละเอียดพวกนี้ต้องทำมาให้เสร็จเรียบร้อยโดยที่คณะกรรมาธิการไม่จำเป็นต้องดูแล้ว เราก็จะสามารถใช้เวลาสั้นลง และใช้เวลากับสิ่งที่ควรจะเป็น อย่างเช่น พูดคุยถกเถียงกันว่าโครงการนี้ควรทำหรือไม่ควรทำ ควรทำด้วยงบประมาณเท่าไร ผลสัมฤทธิ์เท่าไร มากกว่าที่จะมานั่งดูรายละเอียดว่าโครงการนี้ซื้อของแพงหรือของถูก มันก็จะทำให้เราพูดคุยได้ตรงจุดตรงเป้ามากขึ้นด้วย

ประเด็นที่ว่าหน่วยงานที่ของบประมาณเยอะมักจะส่งมาทีหลัง เป็นยุทธศาสตร์ของเขาหรือเปล่า หรือเป็นกระบวนการทำงานทั่วไป

มันเป็นกระบวนการที่เขาทำต่อๆ กันมามากกว่า ทุกปีก็เป็นแบบนี้ หน่วยงานต่างๆ รู้คิวตัวเองว่าจะต้องเตรียมเอกสารให้เสร็จภายในวันนี้ ส่งเข้ามาวันนี้ เพื่อที่จะได้รับพิจารณาวันนี้ แล้วก็ทำกันมาแบบนี้ทุกๆ ปี  

เรื่องงบที่ตัดได้จะเอาไปใส่ตรงไหน ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มั่นใจว่าให้หน่วยงานโดยตรงได้ ไม่ติด ม.144 ใช่ไหม 

ก็เป็นที่ถกเถียงกัน ปีที่ผ่านมาเราก็ทำแบบนี้ค่ะ ทำแบบนี้มาตลอด 2 ปีที่ดิฉันเคยนั่งเป็นกรรมาธิการงบประมาณ แต่ปีนี้มีการพูดคุยกันว่าจะเอางบประมาณที่ตัดได้ทั้งหมดใส่ลงไปที่ ‘งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019’ มีการยกประเด็นขึ้นมาว่าเรานำเงินที่เหลือไปใส่ในหน่วยงานอื่นๆ ไม่ได้ เพราะมีสิทธิ์ที่จะถูกตีความว่ากรรมาธิการมีส่วนใช้งบประมาณโดยตรงหรือโดยอ้อม ก็คือผิดมาตรา 144 นั่นเอง เราก็เอ๊ะ ทำไมปีที่ผ่านมาทำได้ ปีนี้กลับบอกว่าเงินทั้งหมดต้องเอาไปใส่ในงบกลาง เราก็เลยไม่เห็นด้วย 

แม้ว่าปีนี้เราเห็นว่างบประมาณไม่สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดก็จริง แต่เราก็เพิ่งมีการออกพระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาท ถ้า 500,000 ล้านหมดเราก็ยังมีอีกกระเป๋าหนึ่งตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณอีก 50,000 ล้านบาท ก็เลยไม่คิดว่าจำเป็นจะต้องเติมเงินเข้าไปในงบกลางค่าใช้จ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาโควิดเพิ่มอีก แต่มีหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาโควิดโดยตรง ถ้าเขาได้เงินไม่พอใช้เขาก็ต้องขอจากงบกลางอยู่ดี ทำไมเราไม่จัดการเอาเงินไปให้เขาโดยตรงเลย แทนที่จะเอาไปใส่ไว้ในงบกลางก่อน 

ในขั้นตอนการจัดทำงบประมาณตอนแรก ทำไมไม่มีการตั้งงบกลาง รายการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ไว้เป็นอีกหนึ่งรายการที่แชร์เงินจากวงเงินรวมของงบกลาง โดยที่ไม่ต้องหาจากทางอื่นมาเพิ่ม เป็นเพราะคิดว่าโควิด-19 ไม่น่าจะระบาดอีก หรือคิดว่าถึงแม้เกิดก็มีงบทางอื่นให้ดึงมาใช้ได้

คิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง คิดว่าถ้ามันมีปัญหาเกิดขึ้นจริงๆ เขาสามารถใช้เงินจากส่วนอื่นได้ อย่างที่บอกว่ากระบวนการทำงบประมาณเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึงต้นปี 2564 ดังนั้นตอนนั้นเราไม่คิดหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นแบบนี้ และด้วยความที่งบประมาณลดลงจากปีที่แล้วเกือบ 200,000 ล้านบาท ทำให้สำนักงบประมาณเหนื่อยกับการพยายามตัดลดงบประมาณของแต่ละกระทรวงแต่ละหน่วยงานลงอยู่แล้ว แม้แต่ ‘งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น’ ก็ถูกปรับลดลง เรื่องค่าใช้จ่ายแก้ไขโควิดก็เลยหายไป แต่ก็มาออก พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาทแทน เราก็เลยไม่ได้เป็นกังวลมากว่าจะมีหรือไม่มีงบกลางรายการนี้ และที่ผ่านมาเราไปดูตอนปี 2564 ว่าเขาใช้ ไปกับอะไรบ้าง เราก็พบว่ามีรายการประหลาดๆ อยู่เยอะมากที่เราอาจจะต้องตั้งคำถามว่าตกลงมันใช้แก้ไขปัญหาโควิดจริงหรือไม่ ก็เลยเป็นข้อกังวลว่าคุณควรจะต้องใช้ช่องทางที่ตรวจสอบได้ง่ายกว่างบกลางหรือเปล่า พอเป็นงบกลางแล้วกระบวนการตรวจสอบมันมีอยู่ค่อนข้างจำกัด

มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าอนาคตใหม่และก้าวไกลเป็นพรรคของชนชั้นกลาง การคิดนโยบายอยู่บนฐานคิดแบบไม่ได้คิดลงถึงคนจน ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของพรรคมาก่อน จะอธิบายอะไรหรือไม่

ที่ว่าพรรคเราเป็นพรรคของชนชั้นกลางเหลือเกิน พูดจาภาษาอะไรที่คนทั่วไปอาจจะเข้าถึงยาก ดูเหมือนกับว่าเราจะไม่ได้แคร์เรื่องปากท้องประชาชน ไม่ได้ช่วยผลักดันเรื่องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องสักเท่าไร แต่เราก็ยังยืนยันว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่คือแก้ปัญหาที่ต้นตอ ที่ระดับโครงสร้าง มันก็เลยไม่ได้ออกมาเป็นว่าควรจะต้องให้เงินกับประชาชน หรือว่าควรเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน เพราะเราเข้าใจดีว่าด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่กระจุกตัวและผูกขาดอยู่ทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าเราจะเติมเงินเติมรายได้ให้กับประชาชน แต่สุดท้ายมันก็จะถูกสูบขึ้นสู่ส่วนบนของระบบเศรษฐกิจ สิ่งที่เราพยายามทำคือเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว อันนั้นคือสิ่งที่เราทำ เพราะว่าเรายึดเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เรื่องความเหลื่อมล้ำที่ต้องแก้ที่โครงสร้าง จะทำอย่างไรให้แก้ได้จริง

เรื่องความเหลื่อมล้ำมีหลากหลายมิติ เราก็เลยสู้เรื่องการมีรัฐสวัสดิการ เพราะว่าสวัสดิการที่ถ้วนหน้าและเท่าเทียมจะช่วยทำให้ความแตกต่างระหว่างคนที่มีรายได้น้อยกับคนมีรายได้มากลดลง ที่เราอยากจะมุ่งเป้าไปก็คือเรื่องโอกาส ถ้าเราทำสวัสดิการการศึกษาให้ดี ให้ถ้วนหน้า ให้เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ไม่ว่าคุณจะเกิดจากฐานะไหน ถ้าคุณภาพการศึกษาที่คุณได้รับไม่แตกต่างกันมากนัก คุณก็มีสิทธิ์ที่จะเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน มีงานดีๆ ทำ มีรายได้เพิ่มขึ้นในที่สุด หรือที่เราพูดถึงสวัสดิการบำนาญ ก็ทำให้คนที่เป็นคนทำงานวัยเราไม่ต้องแบกภาระที่จะต้องส่งเงินให้พ่อแม่มากจนเกินไป ก็ทำให้คนวัยหนุ่มสาวอย่างเราสามารถจะปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ เราก็เลยยืนยันเรื่องรัฐสวัสดิการมาโดยตลอด เพราะว่านี่คือหนึ่งทางออกที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำในประเทศของเราลดลงได้

แล้วจะทำอย่างไรให้รัฐสวัสดิการเกิดขึ้นได้จริง 

ถ้าคิดจะทำสามารถทำได้เลย ทำได้ทันที อาจจะต้องมีการปรับโครงสร้างของงบประมาณเล็กน้อย มีการพูดคุยกันเรื่องภาษีอัตราก้าวหน้าให้เรามีฐานรายได้ของรัฐบาลที่มั่นคงและเพียงพอที่จะหยิบยื่นสวัสดิการให้กับประชาชน แต่เราคิดว่าต้องใช้พรรคการเมืองที่เชื่อเรื่องนี้จริงๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า แล้วก็ไม่เบลมไปที่โครงสร้างอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณไม่เพียงพอ หรือว่าภาษีเก็บไม่ได้ ซึ่งมันแก้ไขได้ แต่ต้องใช้เจตจำนงทางการเมือง 

เรื่องภาษีเป็นประเด็นที่มักจะมีวาทกรรมว่า “เสียภาษีแค่นี้จะเรียกร้องเอารัฐสวัสดิการแบบสแกนดิเนเวียได้ยังไง” จริงๆ แล้วจำเป็นต้องเก็บภาษีจากประชาชนทั่วไปเพิ่มอีกไหม หรือจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรเพื่อจะทำให้เกิดรัฐสวัสดิการขึ้นได้จริง 

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังจินตนาการถึงรัฐสวัสดิการระดับไหน เราอาจจะยังไม่ได้ไปถึงขั้นมีเงินเดือนพื้นฐานถ้วนหน้า (universal basic income) แต่ถ้าเราเริ่มพุ่งเป้าไปที่เด็กเล็กๆ หรือคนแก่ก่อนว่าเขาควรที่จะได้รับเงิน เพื่อที่จะทำให้แม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ดีขึ้น หรือว่าเราสามารถดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าได้ดีขึ้น เราอาจจะเริ่มเล็กๆ ได้ 

ส่วนเรื่องภาษี แน่นอนว่าภาษีเงินได้จากการทำงานของเรา เก็บจนครบทุกที่แล้ว คือไม่มีส่วนรั่วไหลแล้ว ส่วนที่อาจจะยังมีช่องโหว่อยู่ก็คือรายได้จากธุรกิจและรายได้จากทรัพย์สิน ซึ่งนอกจากจะต้องมีการจัดเก็บที่เป็นธรรมแล้ว คนกลุ่มนี้เขาก็ยังเป็นกลุ่มที่มีฐานะ แต่เขายังไม่ได้เสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เราสามารถเข้าไปขันนอตในการจัดเก็บให้มีความเข้มงวดมากขึ้นได้ พูดกันตรงๆ เลยอย่างเช่นดอกเบี้ยที่เราได้จากธนาคาร ถ้าเกิน 2 ล้านบาทก็ต้องเสียภาษี 15 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าขายหุ้นแล้วได้กำไร กลับไม่ต้องเสียภาษี ถึงแม้ว่าจะเกิน 2 ล้านบาทก็ตาม มันมีความลักลั่นย้อนแย้ง 

อีกเรื่องที่เรากำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาก็คือภาษีทรัพย์สินอื่นๆ และภาษีที่ดิน จากเดิมที่เราเก็บภาษีเป็นรายแปลง ในอนาคตอาจจะต้องนำทุกแปลงมารวมกันแล้วเก็บในอัตราก้าวหน้า คือถ้าเจ้าสัวคนหนึ่งถือครองที่ดิน 40,000 ไร่ เขาต้องเอาทั้งหมดมารวมกัน ไม่ใช่จ่ายแยกแต่ละแปลง เพราะจ่ายทีละแปลงมันจะถูกกว่า ถ้าเรามีกระบวนการที่จะปรับเปลี่ยนภาษีที่ดินให้มีอัตราก้าวหน้ามากขึ้น ก็จะทำให้เราสามารถเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แล้วก็สามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากทรัพย์สินได้

ตอนนี้หนี้ครัวเรือนสูงมาก มีความเห็นหรือข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขหรือไม่ อย่างไร 

เรื่องหนี้ครัวเรือนที่ตอนนี้สูง 90.5 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีแล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการที่จีดีพีของเราหดตัวด้วย หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มขึ้นด้วย ถามว่ามันเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขตอนนี้ไหม มันก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะว่าสเตปต่อไปที่ประเทศจะต้องเริ่มฟื้นฟูเศรษฐกิจ ถ้าหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ก็หมายความว่าประชาชนจะต้องแบกภาระหนี้ถึงคอหอยแล้ว ถึงแม้ว่าเริ่มมีงานทำดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ว่าส่วนหนึ่งก็ยังต้องเอาไปผ่อนหนี้เดิม ทำให้การใช้จ่ายการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่เยอะอย่างที่ต้องการ ผลกระทบจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างมากกว่าเพียงแค่มีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง 

ที่ผ่านมาแบงก์ชาติมีหลายๆ มาตรการที่ออกมาช่วยลูกหนี้รายย่อย ได้ศึกษาและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านั้นไหมว่าช่วยประชาชนได้มาก-น้อยแค่ไหน

ถ้าเป็นเรื่องหนี้ครัวเรือนเราจะเห็นแบงก์ชาติค่อนข้างมีบทบาทนำและแอกทีฟ แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นก็คือมาตรการที่เหวี่ยงแหถ้วนหน้าเหมือนเมื่อปีที่แล้ว ถ้ายังจำกันได้มีการพักชำระหนี้ 6 เดือนให้ลูกหนี้ทั้งหมด โดยไม่ต้องเลือกว่าเป็นลูกหนี้แบบไหน แต่รอบนี้เรายังไม่เห็นมาตรการแบบนั้น เราจะเห็นว่ามีการออกมาตรการต่างๆ แล้วให้แต่ละธนาคารตัดสินใจเอง ลูกหนี้ต้องไปลุ้นเอา

ประเด็นต่อมาก็คือถึงแม้ว่าแบงก์ชาติจะแอกทีฟแค่ไหน ก็ยังมีสถาบันการเงินที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแบงก์ชาติ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทไฟแนนซ์หรือลีสซิ่งที่ทำเช่าซื้อรถยนต์ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครกำกับกันแน่ เราก็จะเห็นปัญหาว่ามันมีรูรั่วมีช่องโหว่อยู่เต็มไปหมดในระบบการเงินของบ้านเรา ซึ่งแบงก์ชาติหน่วยงานเดียวอาจจะเอาไม่อยู่ ต้องมีคนที่จะช่วยดูในภาพรวมทั้งหมดด้วย 

เรายังไม่ได้พูดถึงหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ยังไม่ได้พูดถึงหนี้ครูตามสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ ที่ไม่ได้มีใครเข้าไปแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และที่สำคัญหนี้ กยศ. ไม่ได้รวมอยู่ในหนี้ครัวเรือน 90.5 เปอร์เซ็นต์นั้นด้วยซ้ำ มันก็มีความลักลั่น และสิ่งที่คนพูดถึงน้อยก็คือหนี้นอกระบบ ซึ่งสิ่งที่เรามองเห็นว่ามันมีหนี้ครัวเรือน 14 ล้านล้านบาท อาจจะเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ยังมีหนี้นอกระบบอีกมากมายมหาศาลที่ดอกเบี้ยก็โหดคนทวงก็ดุ เป็นหนี้ที่ไม่มีใครอยากใช้ แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้กันตลอดเวลา ก็ยังไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือดูแลอย่างจริงจัง 

ถ้ายังเป็นนักวิชาการอยู่ คิดว่าช่วงปีหรือสองปีนี้ตัวเองกำลังศึกษาหรืออยากศึกษาเรื่องอะไร 

ที่อยากศึกษาก็มีเรื่องหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ พอมาเป็นนักการเมือง มาเป็น ส.ส. ก็เห็นว่าสิ่งที่เราเคยพูดไว้เมื่อ 8 ปีที่แล้วมันก็ยังสดใหม่ ยังพูดถึงได้อยู่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือหนี้สาธารณะที่เราพูดกันอยู่ว่าห้ามเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี มันนับรวมหนี้ที่ไม่ควรจะรวม อย่างหนี้รัฐวิสาหกิจที่มีฐานะทางการเงินที่ดีอยู่แล้ว เช่น ปตท. เราไม่จำเป็นจะต้องกังวลเลยว่าเขาจะกลายมาเป็นภาระทางการคลังหรือเปล่า ในขณะเดียวกันหนี้สาธารณะก็ไม่ได้รวมหนี้บางตัว เช่น หนี้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

มันมีความลักลั่นย้อนแย้งของการใช้นิยามคำว่า ‘หนี้สาธารณะ’ ซึ่งถ้าเราดูจริงๆ สิ่งที่เราจะต้องกังวลว่ามันจะกลายเป็นภาระทางการคลังในอนาคตมันมีไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีแน่ ถ้าเรามองหนี้สาธารณะด้วยเลนส์ที่มันเป็นจริงว่าหนี้อะไรควรจะเป็นภาระ หรือไม่เป็นภาระ ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะจะชนเพดานก็จะลดลงไปอีก หรือเราอาจจะเปลี่ยนเพดานไปเลยก็ได้ เปลี่ยนนิยามตรงนี้ไปเลยก็ได้ อันนี้เป็นงานวิจัยที่เคยทำและกำลังคิดอยากจะเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ เดี๋ยวพอหมดฤดูงบประมาณก็คงจะได้นั่งนิ่งๆ และเขียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงเรื่องนี้

ตอนนั้นศึกษาถึงขั้นไหนแล้ว ทำไมสนใจเรื่องนี้

ตอนนั้นเขียนเรื่องหนี้สาธารณะเพราะว่ากำลังจะมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ตอนที่เราจะทำรถไฟความเร็วสูง แล้วก็มีคนกังวลมากว่าถ้าเรากู้อีก 2 ล้านล้านประเทศจะกลายเป็นแบบกรีซที่รัฐบาลไม่สามารถใช้หนี้คืนได้ แล้วเกิดการล้มละลาย เราก็เลยพยายามจะมาวิเคราะห์ว่าประเทศไทยจะเป็นแบบกรีซหรือเปล่า ซึ่งตอนนั้นกู้ 2 ล้านล้านบาทก็ยังไม่เป็นไรเลยค่ะ พอตอนนี้เรากู้ไปได้แค่ 1.5 ล้านล้านบาท และจีดีพีก็เพิ่มขึ้นไปอีกไกลแล้ว จริงๆ ก็ตอบได้เลยว่าเรายังสามารถกู้เพิ่มได้อีกในระยะสั้น แต่ต้องมีแผนที่จะใช้คืนในอนาคตที่ดีพอ หนี้เฉพาะหน้าที่ทำกันอยู่ตอนนี้ เราอาจจะยังสามารถที่จะขยายได้ ถ้านั่นหมายถึงว่าการมีหนี้ของรัฐบาลจะช่วยลดหนี้ของประชาชน ถ้านั่นหมายความว่าการกู้มานี้จะทำให้ประชาชนรอดชีวิตได้มากขึ้น ถ้าการกู้มานี้จะทำให้คนหลีกเลี่ยงการอดตายได้ ก็สมควรที่จะทำในระยะสั้น คือกู้ได้ และใช้คืนให้ไว 

ถ้ายังเป็นนักวิชาการจะเสนอแนะต่อรัฐบาลอย่างไร เรื่องการแก้ปัญหาในตอนนี้และการพาประเทศฟื้นฟูกลับมาในอนาคตข้างหน้า

โควิดมันระบาดมาเป็นระลอกที่ 3 ทุกๆ ระลอกเราก็มีข้อเสนอแนะกับรัฐบาล และเราก็ต้องพูดเรื่องเดิมหลายๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาประชาชนอย่างถ้วนหน้าและรวดเร็ว การชดเชยความเสียหายให้ธุรกิจที่ถูกปิดโดยมาตรการของรัฐ การตรวจเชิงรุก การจ่ายวัคซีนที่หลากหลายและเพียงพอ บางอย่างรัฐบาลก็เริ่มคิดว่าจะต้องทำแล้ว อย่างเช่น การเยียวยาสถานประกอบการต่างๆ ก็เริ่มเห็นมีมากขึ้นแล้ว แต่ก็ยังขัดใจอยู่ในเรื่องที่มีการกำหนดกิจการและจำกัดจังหวัด ทั้งที่ถ้าคุณยิ่งทำช้าผลกระทบก็ยิ่งกระจายไปในวงกว้างหลายจังหวัดมากขึ้นเรื่อยๆ ก็กลายเป็นงูกินหางที่รัฐบาลต้องตามเช็ดตามล้างปัญหาที่ตามมาต่อไป เพราะคุณทำได้ไม่เร็วมากพอ 

ส่วนการฟื้นฟูเศรษฐกิจกลับมา เราควรใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้คิดเรื่องการฟื้นฟูอนาคตได้แล้ว เราควรต้องพูดคุยกันเรื่องอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่จะเป็นเทรนด์ของโลกที่เราอาจจะไม่สามารถใช้โมเดลเดิมๆ ในการพัฒนาประเทศได้อีกต่อไป ต้องมาพิจารณากันใหม่ว่า BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) ยังจะเป็นหัวหอกในการนำอยู่หรือเปล่า 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 New S-Curve ยังเป็นเป้าหมายเดิมอยู่หรือเปล่า มีการแก้ไขยังไงบ้าง เป้าหมายของประเทศที่เราอยากจะดึงดูดนักลงทุนเข้ามายังเป็นกลุ่มเดิมอยู่หรือเปล่า หรือเราควรจะต้องตั้งเป้าหากลุ่มใหม่ๆ เพราะว่าพันธมิตรรายเดิมอาจจะมีแนวทางในการพัฒนาหรือแนวทางในการตั้งฐานอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้ 

เราต้องพูดคุยกันใหม่หมด ต้องพิจารณายุทธศาสตร์กันใหม่หมด ดังนั้นก็อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราต้องมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทบทวนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีว่าเรายังจะใช้ยุทธศาสตร์เดิมอยู่หรือเปล่า เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว มีกระแสการตีกลับของโลกาภิวัตน์ มีการดึงอุตสาหกรรมกลับสู่ประเทศตัวเองมากขึ้น หรือพยายามหาฐานการผลิตใหม่ๆ ที่อยู่ใกล้บ้านตัวเองมากกว่าที่จะหาแหล่งผลิตและซัพพลายเออร์ที่อยู่ไกล เทรนด์เรื่องของสุขภาพที่กำลังมา เราได้เตรียมพร้อมไว้มากแค่ไหน งบประมาณที่ใช้ในเรื่องที่จะส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมบริการทางการแพทย์มีมากพอแล้วหรือยัง เพราะว่าต่อไปในอนาคต เครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ยังคงเป็นอุตสาหกรรมหลักที่จะสามารถจะสร้างรายได้ภายใต้โลกหลังยุคโควิดได้อยู่ดี 

ก็ต้องถามกันตรงๆ ว่าได้เตรียมความพร้อมไปแล้วหรือยัง เพราะว่าครั้งล่าสุดที่รัฐบาลมาคุยเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือตอนที่มาขอเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ตอนนั้นทุกอย่างยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังใช้แผนการปฏิรูปประเทศแบบเดิม ยังใช้ตามนโยบายที่เคยแถลงไว้ตอนปี 2562 เรายังไม่เห็นว่ากระบวนการแบบนี้จะทำให้เราฟื้นฟูประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติโควิดได้อย่างจริงจัง. 


ภาพ:  ชุติมน เมืองสุวรรณ, พรรคก้าวไกล

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งนภา พิมมะศรี
กองบรรณาธิการสายเศรษฐกิจ ไทยรัฐพลัส

Follow

RELATED

+