Humberger Menu

สิ้นสุด 16 ปี ‘ยุคแมร์เคิล’ นายกฯ มากผลงาน กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเยอรมนี

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์
Summary
  • เส้นทางการเมืองของ อังเกลา แมร์เคิล คือลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2005 กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และชนะการเลือกตั้งติดกันรวม 4 ครั้ง
  • บทบาทของเยอรมนีในสมัยของแมร์เคิลคือการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรับตำแหน่งประธานคณะมนตรีสหภาพยุโรปในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปี 2008 กับวิกฤติใหญ่ที่กรีซ เพราะหากกรีซล้ม ประเทศอื่นก็มีความเสี่ยงจะล้มตามไปด้วย
  • แมร์เคิลดำรงตำแหน่งผู้นำเยอรมนียาวนาน 16 ปี ด้วยบุคคลิก ท่าที และนโยบายแข็งแรง ทำให้หลายครั้งเธอกลายเป็นเหมือนผู้นำของสหภาพยุโรปในทางปฏิบัติ


บนโลกนี้มีประเทศหนึ่งที่มีระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย มีผู้นำคนเดิมอยู่ในตำแหน่งนานถึง 16 ปี ด้วยวิธีการตามกลไกประชาธิปไตยอย่างการชนะการเลือกตั้ง 4 สมัยซ้อน ประเทศแห่งนั้นคือ ‘เยอรมนี’ ที่มี ‘อังเกลา แมร์เคิล’ เป็นนายกรัฐมนตรี

ระยะเวลาการเป็นนายกฯ นานกว่า 16 ปี แมร์เคิลสร้างสรรค์หลายสิ่งให้กับประเทศ และเมื่อเธอกำลังจะพ้นจากการเป็นผู้นำ สิ่งที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ คงหนีไม่พ้นการตั้งคำถามที่ว่า ‘เยอรมนีหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร’ จะมีทิศทางทางการเมือง เศรษฐกิจ การทูต และสังคม เปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน จะมีการพลิกนโยบายครั้งใหญ่ หรือจะยังคงเป็นเยอรมนีแบบที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ก่อนที่คาดเดาไปยังอนาคตที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังการเลือกตั้งจบลง ไทยรัฐพลัส อยากชวนย้อนกลับไปทบทวนยังการวางรากฐานสร้างหลายสิ่งของแมร์เคิล ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีคนนี้ผลักดันนโยบายสำคัญอะไรไว้บ้าง และทำให้เยอรมนีกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในสหภาพยุโรปและเวทีโลกได้ด้วยวิธีไหน 

อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงครอบครัวและเยาวชน ช่วงปี 1991-1994 ในสมัยของ นายกรัฐมนตรี เฮลมุท โคห์ล จากนั้นย้ายไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ พร้อมกับการได้รับเลือกเป็นเลขาธิการพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนแห่งเยอรมนี (Christlich Demokratische Union Deutschland: CDU) ที่คนไทยมักเรียกสั้นๆ ว่า “พรรคอนุรักษนิยม” ก่อนจะได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคในปี 2000

เส้นทางการเมืองของเธอไม่แตกต่างจากนักการเมืองคนอื่นๆ เท่าไร จนกระทั่งเธอลงสมัครเลือกตั้งชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และชนะการเลือกตั้งสมัยแรกในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2005 กลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และชนะการเลือกตั้งติดกันรวม 4 ครั้ง จากวันที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนี้มีหลายสิ่งที่เปลี่ยนไปในเยอรมนี 


การวางรากฐานนโยบายด้านเศรษฐกิจ 

เมื่อแมร์เคิลดำรงตำแหน่งผู้นำสมัยแรก เธอเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ พยายามหาทางทำให้จำนวนผู้ว่างงานลดลง เนื่องจากในปี 2005 เป็นปีที่อัตราว่างงานในเยอรมนีสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ ระหว่างบริหารประเทศจนถึงเดือนธันวาคม 2006 อัตราว่างงานของชาวเยอรมันลดลงเหลือ 9.4 เปอร์เซ็นต์ และลดลงเรื่อยๆ ติดต่ออันหลายปี จนเคยแตะหลัก 3.3 เปอร์เซ็นต์

นอกจากการลดจำนวนคนว่างงาน รัฐบาลยังหันไปเพิ่มมูลค่าส่งออก ขณะที่สภาพเศรษฐกิจในยุโรปตกต่ำไปตามๆ กัน แมร์เคิลสามารถทำให้เศรษฐกิจของเยอรมนีเติบโตสวนทางกับสภาพเศรษฐกิจโดยรวม ผลงานที่โดดเด่นทำให้แมร์เคิลได้รับเลือกเป็นประธานคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป ในปี 2007 พร้อมกับงานท้าทายหลายอย่างที่เธอต้องมีส่วนช่วยประคองเสถียรภาพของสหภาพยุโรป 

ในปี 2008 ประเทศกรีซเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ เข้าสู่ภาวะล้มละลาย มีความเสี่ยงต้องออกจากสหภาพยุโรป เยอรมนีภายใต้การนำของแมร์เคิล ยืนยันจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือเศรษฐกิจของกรีซ เมื่อมีเสียงคัดค้าน เธอจะแจ้งเหตุผลที่ต้องช่วยว่า หากกรีซล้ม ประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปก็จะเสี่ยงด้วย 

จากประเทศที่ไม่โดดเด่นต่างจากประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป เยอรมนีก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้นทั้งในเวทียุโรปและเวทีระดับโลก เมื่อเอ่ยถึงเรื่องเศรษฐกิจ อีกประเด็นหนึ่งที่คงจะไม่พูดถึงไม่ได้คือ ‘Brexit’ ที่แมร์เคิลมีส่วนในการพยายามโน้มน้าวไม่ให้สมาชิกพากันถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป และสะสางปัญหาคาราคาซังระหว่างสหภาพยุโรปกับอังกฤษ ที่ใช้เวลาตกลงยาวนานถึง 4 ปี 

บทบาทของเยอรมนีที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงที่แมร์เคิลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ประเทศและตัวของเธอถูกสังคมเรียกกันว่าเป็น “ผู้นำโดยพฤตินัยของสหภาพยุโรป”


การเมือง การทูต และประเด็นดราม่าเรื่องสิทธิมนุษยชนผู้ลี้ภัย

นโยบายเด่นๆ ของแมร์เคิล มีหลายอย่าง เช่น การคว่ำบาตรรัสเซียจากวิกฤติไครเมียในปี 2016 การแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยเรื่องการใช้กำลังทหารบุกอัฟกานิสถาน เธอสนับสนุนการช่วยเหลือเด็กและสตรีในพื้นที่สงคราม และเดินทางไปยังอัฟกานิสถานหลายครั้ง

แมร์เคิลยังต่อต้านตุรกีไม่ให้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เรียกร้องให้ยุติการยั่วยุกรีซในข้อพิพาทเรื่องพลังงานในพื้นที่ทางฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่สิ่งหนึ่งในนโยบายที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คือ นโยบายเปิดพรมแดน สนับสนุนการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากการได้รับผลกระทบในเหตุการณ์อาหรับสปริง 

ในปี 2015 หลังผลักดันนโยบายผู้อพยพเสรี รับผู้อพยพประมาณ 1 ล้านคน เกิดเหตุโจมตีในเยอรมนี มีเหตุการณ์ชายผู้อพยพล่วงละเมิดทางเพศหญิงชาวเยอรมัน รวมถึงคดีอาชญากรรมต่างๆ ในเยอรมนีและประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปพุ่งขึ้นสูง ส่งผลให้คะแนนนิยมของ แมร์เคิล ตกต่ำลงพอสมควร ขณะที่ผลสำรวจระบุว่า ชาวเยอรมันร้อยละ 52 ไม่เห็นด้วยกับนโยบายเปิดพรมแดน

ประชาชนจำนวนมากรวมตัวกันชุมนุมประท้วงในหลายเมือง กดดันให้นายกฯ ยกเลิกนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัย พรรคการเมืองฝ่ายขวาใช้นโยบายนี้โจมตีผู้นำเยอรมันอย่างหนัก ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากผู้อพยพ ต่างชื่นชมการทำงานของเธอที่สะท้อนถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน 



การเลือกตั้งท้องถิ่นเยอรมนีประจำปี 2016  พรรคอนุรักษนิยมแพ้ไปถึง 3 รัฐ โดยคะแนนเสียงของรัฐนั้นเทไปยังพรรคการเมืองอื่นที่ชูประเด็นไม่เอาผู้ลี้ภัย ซึ่งนักวิเคราะห์จากธนาคาร เบเรนเบิร์ก โฮลเกอร์ ชมีดดิง (Holger Schmieding) แสดงความเห็นถึงผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า “ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นคำตัดสินที่ประชาชนประท้วงต่อแมร์เคิล” ทว่าเสียงส่วนใหญ่ก็ยังมั่นใจว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ส่งผลให้เธอเสียเก้าอี้ผู้นำ เพราะในการเลือกตั้งระดับชาติปี 2017 ยังไม่มีคู่แข่งที่โดดเด่นมาแย่งคะแนนเสียงเธอ

ประเด็นผู้อพยพถูกแก้ไขด้วยการที่แมร์เคิลเปิดพื้นที่เจรจากับผู้นำตุรกี เพื่อกดดันให้ตุรกีรับผู้อพยพ โดยที่รัฐบาลเยอรมนีจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 

ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ นอกยุโรป เธอสามารถประคองความสัมพันธ์ของประเทศต่างๆ ไว้ได้อย่างดี แต่นโยบายเรื่องผู้อพยพของเธอเริ่มทำให้หลายประเทศในสหภาพยุโรปแสดงความไม่พอใจ รวมถึงผู้นำสหรัฐฯ ณ ขณะนั้นอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ที่วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเธออย่างเผ็ดร้อนในช่วงปี 2017 

นอกจากเรื่องผู้ลี้ภัย ทรัมป์มีมุมมองขัดแย้งกับแมร์เคิลพอสมควร จุดยืนทางการทหารอื่นๆ ของเยอรมนีนอกจากเหตุการณ์ในอัฟกานิสถาน คือการไม่สนับสนุนนโยบายทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเกาหลีเหนือ หรือการที่แมร์เคิลพยายามผลักดันการค้าเสรี ไม่เห็นด้วยที่สหรัฐฯ พยายามตั้งกำแพงภาษีกับจีน 

ในการระบาดของโควิด-19 ช่วงแรก แมร์เคิลเข้าร่วมการประชุมสภาสหภาพยุโรป และปราศรัยในเรื่องการรับมือกับโรคระบาด เธอกล่าวว่า คุณไม่สามารถต่อสู้กับโรคระบาดด้วยคำโกหก ความเกลียดชัง หรือข้อมูลที่ถูกบิดเบือน โดยที่ไม่ได้กล่าวว่า ‘คุณ’ ที่เธอพูดถึงเป็นใคร แต่สำนักข่าวจำนวนมากต่างคาดเดาว่าแมร์เคิล อาจกล่าวถึงทรัมป์ที่ชอบให้สัมภาษณ์ด้วยชุดข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับโควิด-19 



มีบางช่วงที่รัฐบาลเยอรมันบริหารนโยบายป้องกันการระบาดผิดพลาด จากกรณีประกาศยกเลิกล็อกดาวน์ในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ วันที่ 1-5 เมษายน 2021 แต่เหมือนผลที่ได้จะไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลคิด มีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 2,378 ราย จากสัปดาห์ก่อน ทำให้แมร์เคิลต้องแถลงการณ์ขอโทษประชาชน ขอรับผิดชอบความผิดเพียงผู้เดียว และขอให้ประชาชนยกโทษให้เธอด้วย ซึ่งการเอ่ยคำขอโทษของผู้นำหญิงถูกนำไปเปรียบเทียบกับทรัมป์อีกครั้ง

ข้อพิพาทหลายต่อหลายครั้ง ระหว่างแมร์เคิลกับทรัมป์ ส่งผลให้สถาบันวิจัยพิว (Pew Research) ทำสำรวจในสหรัฐฯ ในหัวข้อ ‘ว่าท่านเชื่อมั่นในบทบาทผู้นำของใครมากกว่ากัน’ ผลที่ออกมาคือชาวอเมริกันผู้ทำผลสำรวจร้อยละ 56 เลือกแมร์เคิล ส่วนทรัมป์อยู่ที่ร้อยละ 46 

ในสายตาของนักวิเคราะห์ มองความสัมพันธ์ของเยอรมนีกับจีนว่า รัฐบาลของแมร์เคิล มีท่าทีโอนอ่อนกับจีนมากเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่จีนเข้าควบคุมปราบปรามฮ่องกงอย่างหนักในปี 2020 เพราะกระทบพลเมืองเยอรมันที่อยู่ในฮ่องกง โดยกระทรวงต่างประเทศเคยออกประกาศเตือนไม่ให้พลเมืองของตัวเองแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่อ่อนไหว และการเตือนแบบนี้คล้ายจะกระทบต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนเช่นกัน 

จีนเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อโลก ทั้งในแง่บวกและลบ แมร์เคิลพยายามเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีน เพราะเธอมองว่าจีนมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อสหภาพยุโรป เคล้าเสียงวิจารณ์ว่าเธอมีมุมมองต่อจีนที่ล้าสมัยเกินไป 

วันที่ 3 สิงหาคม 2021 เกิดการเคลื่อนไหวที่แทบไม่เคยเห็นมานาน เมื่อรัฐบาลเยอรมันส่งเรือรบฟริเกตหนึ่งลำแล่นเข้าสู่ทะเลจีนใต้ สิ่งที่อยู่บนรถคือขีปนาวุธต่อต้านเรือ อาวุธต่อต้านอากาศยาน และตอร์ปิโดต่อต้านเรือดำน้ำ 46 ลูก โดยทางกองทัพเยอรมันให้เหตุผลที่ส่งเรือเข้าสู่น่านน้ำว่า “ภายใต้ความร่วมมือของพันธมิตร เยอรมนีจำเป็นต้องปรากฏตัวในภูมิภาคนี้ (อินโด-แปซิฟิก)”


การเคลื่อนไหวเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

การปรับตัวตามกระแสโลก ไม่ว่าจะเป็นเพราะผลประโยชน์ เพื่อคะแนนเสียง หรือต้องการวิ่งตามทันโลกาภิวัตน์ก็ตาม แต่การขยับของแมร์เคิลถือเป็นอีกสิ่งน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่อง ผู้หลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) 

ย้อนกลับไปยังช่วงปี 2013 แมร์เคิลลงพื้นที่หาเสียงช่วงเลือกตั้ง เธอแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยที่คนเพศเดียวกันจะแต่งงานกัน 

เวลาผ่านไปไม่นาน เธอกลับประกาศจุดยืนใหม่ว่าทราบถึงความต้องการของคนจำนวนมากที่ผลักดันกฎหมายสมรสเพศเดียวกัน และพรรคของเธอสนับสนุนกฎหมายนี้เช่นกัน และจะเปิดโอกาสให้สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติ

แมร์เคิลให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า แนวคิดของเธอเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับคู่รักเลสเบี้ยนที่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า 8 คน ส่งผลให้ในช่วงเวลาหนึ่ง แฮชแท็ก #EheFuerAlle แปลความหมายได้ว่า ‘การสมรสสำหรับทุกคน’ ขึ้นเทรนด์ความนิยมทวิตเตอร์ในประเทศเยอรมนี และจากการสำรวจพบว่าประชาชนกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ สนับสนุนให้มีกฎหมายสมรสเท่าเทียม 

ในปี 2017 สมาชิกฯ เยอรมนี ลงมติผ่านร่างกฎหมายรับรองสิทธิการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ที่ในตอนแรกจะมีแค่การจดทะเบียนแบบคู่ชีวิตเท่านั้น ส่งผลให้ผู้หลากหลายทางเพศในเยอรมนี สามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย รวมถึงมีสิทธิในการรับเลี้ยงดูบุตรบุญธรรมได้แล้ว



การเปลี่ยนทิศทางของแมร์เคิล ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่าเธอรับฟังเสียงของประชาชน พยายามหาคำตอบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎหมายสมรสเท่าเทียม รวมถึงพยายามอุดช่องว่างไม่ให้พรรคฝ่ายค้านโจมตีได้ง่ายๆ 

ต่อมาในปี 2019 กระแสการเรียกร้องให้ผู้นำหลายประเทศใส่ใจกับสภาพภูมิอากาศ มาแรงจากการประท้วงของ เกรต้า ทันเบิร์ก นักเคลื่อนไหวชาวสวีเดน ที่หยุดเรียนมาประท้วงปัญหาสิ่งแวดล้อมหน้าอาคารรัฐสภาสวีเดน มีชาวเยอรมันจำนวนมาก โดยเฉพาะเยาวชนระดับมัธยมศึกษาในเมืองฮัมบูร์ก ที่ออกมาประท้วงพร้อมๆ กับคนรุ่นใหม่หลายประเทศ 

การเคลื่อนไหวของเยาวชน ส่งผลให้แมร์เคิลออกแถลงการณ์เรื่องสิ่งแวดล้อม และการปกป้องสภาพภูมิอากาศ โดยให้คำมั่นกับประชาชนว่า เยอรมนีใส่ในเรื่องปัญหาสภาพอากาศ สามารถบรรลุเป้าหมายได้ก็ต่อเมื่อได้รับการสนับสนุนจากผู้คนในชาติ และรู้สึกยินดีมากที่เห็นเด็กนักเรียนออกมาชุมนุมเพื่อส่งเสียงให้เร่งแก้ปัญหา 

เธอคาดการณ์สาเหตุที่ทำให้เยาวชนออกมาประท้วง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความคืบหน้าเรื่องการยกเลิกการใช้พลังงานถ่านหิน ที่ส่งผลเสียเป็นวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อม อาจใช้ระยะเวลายาวนานเกินไป แมร์เคิลระบุว่า ต้องแจ้งให้เยาวชนเข้าใจถึงกระบวนการการทำงาน ความท้าทายในแต่ละขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติก่อนประเทศเลิกใช้พลังงานถ่านหิน โดยหวังว่าเป้าหมายที่มีร่วมกันนี้จะบรรลุภายในปี 2038 นอกจากนี้ ยังเคยประกาศว่าเยอรมนีจะยุติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2050 



การจัดอันดับสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกโดยนิตยสาร Forbe อังเกลา แมร์เคิล ได้ตำแหน่งสตรีทรงอิทธิพลที่สุดในโลก 10 ปีติดต่อกัน และเธอได้อันดับหนึ่งของโพลนี้มา 14 ครั้ง ส่วนชาวเยอรมนีเรียกเธอว่า “นายกฯ หญิงเหล็ก” บ้างก็เรียกสั้นๆ ว่า “แม่” และสื่อต่างประเทศเคยพาดหัวข่าวด้วยการเรียกเธอว่า “Miss World” เป็นผลจากการเจรจาให้ชาติสมาชิกกลุ่ม G8 ร่วมกันลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ในปี 2011 รัฐบาลบรรลุข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ด้วยการประกาศปิดโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศทั้งหมดภายในปี 2022 ระหว่างนี้ก็ได้เริ่มสั่งทยอยปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ท่ามกลางเสียงประชาชนส่วนใหญ่ที่สนับสนุนนโยบายนี้ 

ในช่วงที่เปิดประเทศรับผู้ลี้ภัย สำนักข่าวจำนวนมากและนักวิชาการการเมือง ต่างพากันคาดเดาว่าคะแนนนิยมของแมร์เคิลจะลดลงอย่างหนัก แต่การผลักดันนโยบายสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปด้วย ส่งผลให้เสียงคัดค้านเริ่มเบาลง ส่วนหนึ่งนักวิเคราะห์มองว่า นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ชาวเยอรมันจำนวนมาก ยังคงให้ความสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนสูงมาก 

การที่แมร์เคิล เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงครอบครัวและเยาวชน และรัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ธรรมชาติและความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ อาจทำให้เธอผลักดันประเด็นเรื่องเพศและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ทั้งที่ถูกเรียกว่าเป็นพวกอนุรักษนิยม ซึ่งนโยบายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เธอรับคะแนนนิยมมาทั้งจากประชาชนกลุ่มแนวคิดอนุรักษนิยมและคนรุ่นใหม่ไปพร้อมกัน 

หากจะเรียกว่า อังเกลา แมร์เคิล เป็นนักการเมืองที่ประสบความสำเร็จสูงสุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี อาจไม่ใช่เรื่องเกินจริงเสียเท่าไร แม้หลังจากที่เธอประกาศวางมือจากการเมืองในช่วงปลายปี 2018 แล้วก็ตาม แต่ชื่อของเธอจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก และสร้างความกดดันให้กับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมันคนต่อไปพอสมควร 


อ้างอิง: edition.cnn.com, businessinsider.com, pewresearch.org, forbes.com, britannica.com, bbc.com

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
กองบรรณาธิการสายสังคม-การเมือง ไทยรัฐพลัส ผู้สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow

RELATED

+