Humberger Menu

มนุษย์เด็ก vs มนุษย์ป้า วาทกรรมระหว่างรุ่นที่บอกว่าสอง (วัย) เราไม่เข้าใจกัน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ศิริวรรณ สิทธิกา
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์
Summary
  • เมื่อการเรียก ‘น้อง’ กลายเป็นด้อยค่า และ ‘มนุษย์ป้า’ คือคำหยาบ เราจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์ระหว่างวัยที่เปลี่ยนไปในสังคม
  • ปรากฏการณ์ ‘มนุษย์ป้า’ ในสังคมไทย กับวลี ‘Ok Boomer’ และ ‘Peter Pan Syndrome’ ของคนเจเนอเรชัน Z และคนที่เกิดในยุคบูมเมอร์ ในโลกตะวันตก สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์ระหว่างวัยที่กำลังเกิดขึ้นและกำลังสร้างปัญหาความแบ่งแยก
  • อคติระหว่างวัย หรือ ‘วยาคติ’ ในโลกตะวันตก เกิดขึ้นจากสวัสดิการแห่งรัฐอันรุ่มรวยที่มีต่อผู้สูงวัย ขณะที่สวัสดิการสำหรับผู้สูงวัยในเมืองไทย ไม่ได้มีมากพอที่จะทำให้เกิดอคติแบบเดียวกันได้


เมื่อเร็วๆ นี้ พื้นที่สนทนาห้องหนึ่งใน Clubhouse เกิดเรื่องราวความไม่พอใจของคนที่ถูกคนอื่นเรียกว่า ‘น้อง’ เพราะอ่อนวัยกว่า ด้วยเห็นคำว่าน้องลดทอนความน่าเชื่อถือ และแสดงถึงความไม่เสมอภาค

ย้อนกลับไปอีกเมื่อต้นเดือนกันยายน มีคลิปหนึ่งเผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ที่มีเนื้อหาสตรีสูงวัยคนหนึ่ง กำลังตำหนิหญิงสาววัยรุ่นทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนว่าไม่รู้จักประหยัด เพราะซื้อสินค้าแฟชั่นมีราคา การกระทำดังกล่าวถือเป็นลักษณะบุคลิกที่ถูกเหมารวมเรียกกันว่า ‘มนุษย์ป้า’ และยังมีเรื่องราวของมนุษย์ป้าอีกมากมายหลายร้อยเรื่องให้ตามดู เพียงพิมพ์คำคำนี้ในกูเกิล

เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงของความสัมพันธ์ระหว่างวัย ที่กำลังกลายเป็นปัญหาสะสมส่งผลกระทบบนความแบ่งแยก จึงอยากพาผู้อ่านไปสำรวจปรากฏการณ์ความสัมพันธ์ของคนระหว่างวัย โดยเฉพาะ ‘เจเนอเรชัน Z’ และ ‘Boomer’ เมื่อช่องว่างของอายุที่ถ่างออกจนกว้างกำลังสร้างกำแพงและทำให้เกิดการตัดสินไปก่อนโดยใช้คำว่า ‘เด็กสมัยนี้’ และ ‘มนุษย์ป้า’ เป็นวาทกรรมที่แฝงอคติอยู่กลายๆ 


วันที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป

“อรุ่มเจ๊าะ” “จึ้ง” “ต๊าชช” และอื่นๆ 

เชื่อว่าหลายคนที่เจอคำเหล่านี้เป็นครั้งแรกไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ ถ้าไม่มีลูกหลานวัยรุ่นอยู่ใกล้ตัว ก็คงต้องขอเข้ากูเกิลหาความหมายว่ามันคืออะไรกันแน่ และคงเป็นอย่างนี้ไปอีกเรื่อยๆ เพราะศัพท์แสงใหม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ไม่แน่ว่าวันที่บทความชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ คำบัญญัติใหม่ที่ว่าอาจตกยุคไปแล้วก็ได้

ในอีกโลกคู่ขนาน เราก็ได้รับคำทักทาย “สวัสดีวันจันทร์” พร้อมดอกไม้สีเหลือง และดอกไม้สีต่างๆ ตามวันนั้นๆ ที่พอเห็นก็ไม่ต้องเดาเลยว่าคนที่ส่งมาเป็นคนวัยไหน และคำทักทายทำนองนี้จะยังคงเป็นไปอย่างสม่ำเสมออีกหลายปี เป็นการประทับตราอย่างชัดแจ้งถึงความแตกต่างระหว่างวัยโดยไม่ต้องอาศัยคำอธิบายให้มากความ

ปัญหาระหว่างวัยมีจุดเริ่มต้นมาจากตรงไหน? ผศ.ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง อาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงประเด็นนี้ในการบรรยายทางวิชาการ ‘เด็กสมัยนี้กับมนุษย์ป้า วยาคติกับความสัมพันธ์ระหว่างวัยในสังคมไทย’ ว่า ปรากฏการณ์มนุษย์ป้าเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อปี 2014 จากคำว่า ‘ป้า’ ซึ่งเป็นคำเรียกญาติ เมื่อเติมคำว่า ‘มนุษย์’ เข้าไปข้างหน้า นัยของคำถูกเปลี่ยนความหมายเป็นคำล้อเลียนและคำด่าทอ กลายเป็น ‘มนุษย์ป้า’ ที่มีความหมายเชิงลบตามทัศนคติของคนรุ่นหนึ่งที่มีต่อคนที่สูงวัยกว่า 

ลักษณะของบุคคลที่เข้าข่ายกลายเป็นมนุษย์ป้ามีคร่าวๆ อย่าง ผู้หญิงวัยกลางคน แต่งตัวดูสูงอายุ ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและสังคม มนุษย์ป้าคือผู้ที่ถูกต้องเสมอ มนุษย์ป้ามักใช้ความอาวุโสกล่าวอ้างแทนเหตุผล มนุษย์ป้ามักชอบแซงคิว มนุษย์ป้าชื่นชอบของแจกฟรี มนุษย์ป้ามักทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์สูงสุดของตัวเอง ฯลฯ 

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เฉพาะสังคมไทย แต่เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก ในโลกตะวันตกที่มีความเท่าเทียมและไม่ได้คิดถึงความแตกต่างระหว่างวัย แต่กลับเกิดคำว่า ‘OK Boomer’ กับ ‘Peter Pan Syndrome’ ในแพลตฟอร์ม Tiktok เมื่อปี 2019 ต้นตอมาจากผู้สูงวัยคนหนึ่งทำคลิปล้อเลียนเด็กยุคมินเลนเนียม หรือคนรุ่นเจเนอเรชัน Z ว่าเป็นปีเตอร์แพนซินโดรม ที่มีความหมายว่าเด็กไม่ยอมโต อ่อนไหวง่าย ติดโทรศัพท์มือถือ มัวแต่เพ้อฝันอยู่ในโลกแห่งความเท่าเทียม จนไม่อยู่ในโลกของความเป็นจริง และคลิปดังกล่าวทำให้มีวัยรุ่นนับพันคนอัดคลิปวิดีโอสร้างงานศิลปะล้อเลียนกลับ เกิดการทำมีม ทำโปสเตอร์ ไปจนถึงทำเสื้อยืดสกรีนคำว่า ‘OK Boomer’ 

คำว่า Ok Boomer ในมุมมองของคนเจเนอเรชันนี้ คือการนิยามถึงคนรุ่นบูมเมอร์ หรือคนที่เกิดในยุค 1960 เป็นต้นมาว่า เป็นคนที่มีความคิดแบบอนุรักษนิยมสุดโต่ง ไม่แคร์โลก ทำสิ่งแวดล้อมย่ำแย่ และทำเศรษฐกิจพังทลาย

วิวาทะระหว่างเจเนอเรชันไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น วันที่ 4 พฤศจิกายน 2020 สมาชิกสภานิติบัญญัตินิวซีแลนด์ โคลอี้ สวาร์บริก กล่าวสุนทรพจน์สนับสนุนนโยบาย Zero Carbon โดยมีใจความว่าภาวะโลกร้อนที่กัดกินโลกมายาวนาน เกิดจากคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ที่ไม่ใส่ใจจะแก้ปัญหานี้ ขณะที่เธอกำลังอภิปรายเรื่องนี้อยู่ สมาชิกสภาฯ คนหนึ่งลุกขึ้นกล่าวว่า “OK Boomer” กลางสภา ทำให้คำนี้ฮอตฮิตจนเป็นคำที่วัยรุ่นเจน Z ใช้ต่อสู้กับผู้ที่สูงวัยกว่า 

อคติระหว่างวัย หรือคำว่า Ageism ที่ภาษาไทยจะใช้คำว่า ‘วยาคติ’ เป็นอคติที่ทุกคนต่างต้องเคยเผชิญ คำคำนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1970 ในบทความของ โรเบิร์ต บัตเลอร์ จิตแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ในงานเสวนา จักรี โพธิมณี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ได้ชี้ให้เห็นว่า วยาคติ คือการเหมารวมระหว่าง อคติ (prejudice) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination) ที่ทำให้เกิดการมีทัศนคติแบบเหมารวมกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (stereotypes) อันเนื่องมาจากอายุหรือช่วงวัย ที่งานวิจัยทางฝั่งตะวันตกอธิบายไว้ว่า เป็นภาพที่นำไปสู่การแปลกแยก กีดกัน มักจะเกิดขึ้นกับคนแก่ที่มีความคิดเข้มงวด ไม่ยืดหยุ่น และมีความคิดเชิงศีลธรรมที่ค่อนข้างล้าหลัง


สวัสดิการผู้สูงวัย กลับกลายเป็นสร้างอคติ

ในสังคมตะวันตกที่มีความมั่นคงเรื่องสวัสดิการที่ผู้สูงอายุจะได้รับ ทำให้คนรุ่นหลังและคนที่ไม่ได้นิยามว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มสูงอายุ มองผู้สูงอายุแตกต่างออกไปจากการมองตัวเองหรือคนวัยเดียวกัน 

งานวิจัยในสหรัฐอเมริการะบุว่า สวัสดิการทางสังคมส่วนใหญ่มักตกไปอยู่ที่กลุ่มผู้สูงอายุ ขณะที่กลุ่มอื่นๆ เช่น แม่เลี้ยงเดี่ยว คนผิวดำ ไม่ได้รับสวัสดิการจากรัฐที่รุ่มรวยเท่ากับที่ผู้สูงอายุได้รับ ซึ่งวยาคติที่อยู่ในระบบนโยบายรัฐหรือระบบประกันสังคม ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดระหว่างคนต่างรุ่น 

ผศ.ดร.แพร ให้คำอธิบายถึงประเด็นดังกล่าวว่า “แนวคิดวยาคติในตะวันตก เกิดขึ้นจากการที่มีรัฐสวัสดิการให้กับผู้สูงวัย คล้ายกับเป็นกำแพงที่สร้างเส้นแบ่งช่วงอายุของคน ทำให้มีการจัดแบ่งกลุ่มระหว่างวัยชัดขึ้น สวัสดิการของรัฐจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอคติของผู้คนที่มีวัยแตกต่างกัน”

ขณะเดียวกันเกิดการตั้งคำถามชวนคิดว่า สังคมไทยที่ไม่ได้มีสวัสดิการแก่ผู้สูงวัยที่ดีมากพอจะทำให้เกิดอคติต่อ เช่น ในตะวันตก แถมยังเป็นเรื่องดีเสียอีกที่รัฐสวัสดิการสำหรับผู้สูงวัยได้เข้ามาเป็นตัวช่วยให้กับครอบครัวที่ลูกหลานต้องรับผิดชอบดูแลในวันที่บุพการีก้าวเข้าไปสู่วัยพึ่งพิง แล้วทำไมตอนนี้สังคมไทยจึงเกิดอคติระหว่างวัยขึ้นอย่างหนักหน่วง


วัฒนธรรม ‘เรียกญาติ’ และคำพังเพยแต่นมนาน

ในสังคมไทย สิ่งที่กำกับความสัมพันธ์ระหว่างวัยที่ปฏิบัติต่อกันมาช้านาน คือ วัฒนธรรมการเรียกญาติ หรือแม้แต่คนที่ไม่ใช่ญาติด้วยคำศัพท์ชุดเดียวกัน เช่น พี่ ป้า น้า อา ลุง แม่ แม้จะมีการใช้คำว่า ‘คุณ’ อยู่บ้างแต่ก็นับว่าเป็นส่วนน้อย 

การใช้คำศัพท์เรียกญาติแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกใกล้ชิดกันและเป็นกันเอง นอกจากนี้ สรรพนามต่างๆ ก็กำหนดบทบาทที่แสดงต่อกันด้วย เช่น เราเรียก ‘ป้า’ เพราะเคารพผู้หญิงคนหนึ่งเพราะเธอสูงวัยกว่า หรือเรียกคนที่อายุน้อยกว่าว่า ‘น้อง’ เพื่อบอกถึงวัยวุฒิที่ด้อยกว่า และใช้แสดงออกถึงความเอ็นดู และการใช้คำเหล่านี้เรียกคนไม่รู้จัก ก็แสดงให้เห็นถึงบทบาทหรือมารยาทพึงมี ต่อคนที่ผู้พูดเรียกอีกคนด้วยคำคำนั้นเช่นกัน

ไม่เพียงแต่วัฒนธรรมเรียกญาติที่กำหนดบทบาทคนในสังคม สุภาษิตคำพังเพย ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ขัดเกลาสังคม และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคม เมื่อสำรวจดูแล้วจึงพบว่าในสังคมไทยมีสุภาษิตคำพังเพยจำนวนมากที่เอ่ยถึงบทบาทของคนต่างวัย เช่น ‘อาบน้ำร้อนมาก่อน’ หมายถึงผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่า หรือ ‘เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด’ ถ้าไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอกอาจจะมีปัญหา และ ‘ว่านอนสอนง่าย’ หมายถึงสิ่งที่เด็กๆ พึงกระทำ 

อีกนัยหนึ่งอาจมองได้ว่าสุภาษิตมีไว้ใช้ตำหนิคนอ่อนวัยกว่าที่ไม่ทำตามบรรทัดฐานทางสังคม เช่น ถ้าเด็กทำอะไรเกินวัย หรือทำอะไรเกินกว่าที่เด็กควรทำตามมารยาทไทย พฤติกรรมไม่พึงประสงค์นี้จะถูกเรียกว่า ‘พวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม’ เมื่อพูดให้เหตุผลหรือถกเถียงกับผู้ใหญ่ ก็จะถูกมองว่า ‘เถียงคำไม่ตกฟาก’ ‘ไม่สนหัวหงอกหัวดำ’ หรือ ‘วัดรอยเท้าผู้ใหญ่’ อย่างที่เด็กเจน Z มักถูกประณามจากคนรุ่น Boomer ว่าเด็กสมัยนี้เป็นพวก ‘เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ’ ทำอะไรไม่จริงจัง

ฝ่ายที่สูงวัยกว่าก็มีคำสุภาษิตเหล่านี้เป็นตัวกำกับอยู่เช่นกัน เช่น หากผู้ใหญ่ทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนในสังคมอาจถูกเรียกว่า ‘แก่กะโหลกกะลา’ หรือ ‘โตเพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน’ ไปจนถึงสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์คนสองรุ่นในเชิงชู้สาว ก็จะถูกพูดถึงว่า ‘วัวแก่กินหญ้าอ่อน’ 

ขณะที่สุภาษิตต่างๆ มีบทบาทกำหนดความสัมพันธ์ ปัจจุบันก็มีผู้เคลื่อนไหวเพื่อต่อรองหรือต่อต้านการตีความหมายของสุภาษิตเหล่านี้ ผศ.ดร.แพร ยกตัวอย่างบทความ I’m from Andromeda ที่เคยเขียนถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า การนำสุภาษิตมาใช้ควบคุมสั่งสอนพฤติกรรมของเด็ก ถือเป็นค่านิยมที่ฉุดรั้งความเจริญ เช่น ‘ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน’ ที่หมายถึงผู้ใหญ่มีประสบการณ์มากกว่าเด็ก แต่ในมุมมองของคนรุ่นใหม่ อาจมองได้ว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่พัฒนาตัวเอง เด็กสมัยนี้ก็แซงหน้าได้แบบสบายๆ หรือ ‘ว่านอนสอนง่าย’ ที่เด็กตีความใหม่ว่า การไม่เชื่อฟังก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดเสมอไป เพราะบางเรื่องการว่านอนสอนจะฉุดรั้งไม่ให้เด็กได้ลองคิดเชิงเหตุผล และไม่ส่งให้เกิดความคิดสร้างสรรค์


เมื่อเด็กเป็นตัวของตัวเอง มนุษย์ป้าจึงบังเกิด

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงจึงเคลื่อนไปด้วย เช่นเดียวกับความคิดของคนที่เราอยู่ร่วมยุคสมัย เด็กในเจน Z มีวิธีคิดที่เป็นตัวของตัวเอง มีประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างเพราะเติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างของคนยุคบูมเมอร์ คำว่ามนุษย์ป้า จึงเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงวิธีคิดที่เด็กมีต่อผู้สูงวัย พวกเขามีความคิดเรื่องความเท่าเทียมปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวัน และที่เห็นได้ชัด คือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ ที่จำนวนมากมีความคิดที่แตกต่างกันอย่างมากกับพ่อแม่ และแสดงออกมาทั้งในระดับครอบครัวและในระดับประเทศ

จักรีให้ความเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ว่า “การปะทะกันของชุดความรู้ ชุดอุดมการณ์ ชุดความคิด หรือวิธีการมองโลกที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีคำตอบว่าใครถูก ใครผิด แต่ต้องทำความเข้าใจทั้งเด็กรุ่นใหม่และผู้ใหญ่ไปพร้อมกัน ทุกคนต่างถูกหล่อหลอมภายใต้แบบแผนทางสังคมวัฒนธรรมคนละชุด บางคนก็อาจจะใช้แบบแผนทางวัฒนธรรมหรืออุดมการณ์แบบผสมผสาน หรือมีการปรับเพื่อไม่ให้เกิดการเหยียดหยามตีตรา แต่บางคนที่จัดการชุดความรู้นี้ไม่ได้ ก็อาจเอาสิ่งที่มีอยู่มาใช้เป็นเครื่องมือทำลายคนอื่น” 

ปรากฏการณ์มนุษย์ป้าจึงไม่ใช่แค่คำที่เอามาเรียกเพื่อล้อเลียนหรือเป็นคำหยาบ แต่สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดระหว่างวัยของคนสองรุ่นนี้ในสังคมไทย

การศึกษาว่า อคติระหว่างวัยในสังคมไทยส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง ตอนนี้ยังไม่มีการศึกษาที่ให้เห็นภาพชัดมากนัก แต่ในต่างประเทศพบว่าอคติระหว่างวัยส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม รายงานฉบับหนึ่งในสหรัฐฯ พบว่า เล่าถึงการถูกเลือกปฏิบัติและการกีดกันในระบบสุขภาพ มีผู้สูงอายุถูกล่วงละเมิด ถูกคุกคามเอารัดเอาเปรียบโดยผู้ดูแล หรือถ้าหากมีผู้ป่วยสูงวัยกับคนอายุน้อยกว่ามีปัญหาเรื่องความดัน คนอายุน้อยจะได้รับการตรวจและดูแลอย่างละเอียดกว่า ขณะที่ผู้สูงวัยจะได้รับคำตอบว่า ความดันเป็นเรื่องปกติของกระบวนการชราภาพ

ในรายงานผลกระทบของวยาคติโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ข้อมูลว่า เด็กสามารถสร้างภาพเหมารวมได้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ และจะค่อยๆ รับเอาภาพเหมารวมนี้มาใช้ชี้นำความรู้สึกต่อคนในช่วงวัยต่างๆ หากผู้ใหญ่รอบตัวไม่ใส่ใจในเรื่องอคติระหว่างวัย วยาคตินี้ก็จะติดตัวและอยู่กับเด็กไปตลอดชีวิต องค์การอนามัยโลกจึงมีข้อเสนอว่า ทุกคนควรต้องตระหนักถึงเรื่องนี้ ช่วยกันดูไม่ให้เด็กนำเอาวยาคติติดตัวไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันเมื่อเขาเติบโตขึ้น 

คงไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการหาคำตอบว่า คนต่างรุ่นจะอยู่ร่วมกันอย่างไร แต่ด้วยการมองโลกผ่านสายตาที่ต่างมุมมอง การยึดโยงอยู่กับจารีตที่เด็กต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่อยู่ฝ่ายเดียว หรือความทัดเทียมเท่านั้นที่เป็นหลักชัย จึงอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดของการอยู่ร่วมกันที่ประกอบด้วยคนหลากวัยได้อีกต่อไปแล้ว

    


อ้างอิง

การบรรยายทางวิชาการ ‘เด็กสมัยนี้กับมนุษย์ป้า วยาคติกับความสัมพันธ์ระหว่างวัยในสังคมไทย’ โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ศิริวรรณ สิทธิกา
คนเล่าเรื่องที่ชอบหาเรื่องมาเล่า ด้วยความเชื่อว่าเรื่องเล่าดีๆ จะช่วยนำทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้

Follow

RELATED

+