Humberger Menu

โอลาฟ โชลซ์ ผู้นำเยอรมนีในยุคอินทรีเหล็กผลัดขน กับภารกิจสุดหิน ไม่มีแม้แต่เวลาฮันนีมูน

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์
Summary
  • เยอรมนี เพิ่งผ่านการเลือกตั้งใหญ่ไปเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา โดยผู้คว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโอลาฟ โชลซ์
  • เส้นทางของโอลาฟ โชลซ์ ในการนำพาเยอรมนีต่อจากอดีตผู้นำหญิงเหล็กอย่างอังเกลา แมร์เคิล ถือว่ามีความท้าทายไม่น้อย เนื่องจากในระยะใกล้นั้น เขาจะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ไวที่สุด
  • ขณะเดียวกันความท้าทายด้านเศรษฐกิจเยอรมันก็ถือว่าเป็นบททดสอบสำคัญในระยะเวลาหลังจากนี้เช่นกัน


เมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมา เยอรมนีได้มีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ เพื่อหาผู้นำประเทศแทนที่ อังเกลา แมร์เคิล ซึ่งเป็นผู้นำเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2005 

ตลอดระยะเวลา 16 ปี อังเกลา แมร์เคิล ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเศรษฐกิจ ซึ่งการเติบโตของพญาอินทรีเหล็กถือว่า เติบโตมากกว่าประเทศอื่นในภาคพื้นยุโรปเสียด้วยซ้ำ 

ขณะเดียวกัน แมร์เคิล ยังได้นำเยอรมันกลับมาเป็นผู้นำที่แท้จริงของสหภาพยุโรป โดยมีภาระงานอันใหญ่หลวงในการสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างประเทศ โดยในช่วง 3 ปีสุดท้ายของเธอ เป็นช่วงที่เหนื่อยยากอย่างมาก ในการรักษาสมดุลผลประโยชน์ระหว่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย

อย่างที่เราทราบกันดีครับว่า ในการเลือกตั้งของเยอรมนี ผู้ที่ชนะการเลือกตั้งมาจากพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือ Sozialdemokratische Partei Deutschlands (SPD) เคยดำรงตำแหน่ง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดล่าสุด แถมยังเอาชนะพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียน หรือ Christlich Demokratische Union Deutschlands (CDU) ซึ่งเป็นพรรคที่แมร์เคิล สังกัด อีกด้วย

คนคนนั้นมีชื่อว่า โอลาฟ โชลซ์

อย่างไรก็ดี เยอรมันภายใต้ผู้นำใหม่ยังมีความท้าทายอีกมากที่รออยู่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัจจัยอันใกล้นี้อย่างการจัดตั้งรัฐบาล จนไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผมจะค่อยๆ อธิบายในบทความนี้ครับ


การจัดตั้งรัฐบาล


โอลาฟ โชลซ์

 

แม้โอลาฟ โชลซ์ จะประกาศชัยชนะของพรรค SPD เป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่อุปสรรคใกล้ๆ นี้ ก็คือการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเขาจะต้องหาพรรคร่วมรัฐบาลให้ผ่านจำนวน 368 เสียงให้ได้ 

บทวิเคราะห์ของเครดิต สวิส (Credit Suisse) สถาบันการเงินจากสวิตเซอร์แลนด์ มองว่า โอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลโดยอาศัยพรรคร่วมรัฐบาล มีด้วยกันหลายโมเดล ดังนี้

โมเดลไฟจราจร - ประกอบไปด้วยพรรค SPD (สีพรรคคือสีแดง) พรรคเสรีประชาธิปไตย Freie Demokratische Partei หรือ FDP (สีพรรคคือสีเหลือง) พรรค Green (สีพรรคคือสีเขียว) โดยมองว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้มีมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์

โมเดลธงชาติจาไมกา - นั่นคือการรวมตัวกันของพรรค CDU/CSU (สีพรรคแทนด้วยสีดำ) ที่มีคะแนนเสียงรองลงมา ร่วมมือกับ พรรค FDP และพรรค Green ทำการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งโอกาสเป็นไปได้เพียงแค่ 35 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น 

โมเดลสองพรรคใหญ่รวมร่างกัน - นั่นคือพรรค SPD กับ CDU/CSU ซึ่งจะทำให้มีเสียงในสภามากกว่า 400 เสียง แต่โอกาสที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปได้เพียง 5 เปอร์เซ็นต์ ยากกว่าโมเดลธงชาติจาไมกาเสียอีก

มีการคาดการณ์ว่า การต่อรองระหว่างพรรค SPD กับพรรคอื่นๆ อาจใช้เวลาลากยาวกว่าในสมัยรัฐบาลของอังเกลา แมร์เคิล ซึ่งได้ใช้เวลาเกือบ 6 เดือนในการจัดตั้งรัฐบาลในปี 2017 และนี่เป็นความท้าทายอันใกล้ของโอลาฟ โชลซ์ ที่จะต้องลบคำสบประมาทว่า เขาอาจต้องใช้เวลานานในการจัดตั้งรัฐบาลกว่า อังเกลา แมร์เคิล


ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่

อย่างที่ผมได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว แม้ว่ารัฐบาลอังเกลา แมร์เคิล จะทำให้เศรษฐกิจเยอรมนีเติบโตอย่างมากก็ตาม แต่ปัญหาการเติบโตด้านเศรษฐกิจหลังจากนี้ถือว่า ท้าทายรัฐบาลโอลาฟ โชลซ์ อย่างมาก เนื่องจากเยอรมนีเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว อันที่จริงในช่วงการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศของแมร์เคิล จะมีการรับผู้อพยพจากตะวันออกกลางนับล้านคนเข้าประเทศ แต่นโยบายนั้น ได้กลายเป็นหอกทิ่มแทงแมร์เคิล และพรรคอย่างมาก 

นั่นทำให้การแก้ปัญหาการเติบโตของเศรษฐกิจหลังจากนี้ จะยากและท้าทายกว่าเดิม หนำซ้ำเศรษฐกิจเยอรมนีก็ยังพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญ 3 เรื่องสำคัญได้แก่

ปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (ภาวะโลกร้อน) ซึ่งทุกพรรคการเมืองในการเลือกตั้งคราวนี้ เห็นพ้องต้องกันอย่างมากว่า ประเทศจะต้องปรับปรุงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากเดิมที่จะลดการปล่อยก๊าซถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2030 แต่หลังจากประเทศได้ประสบปัญหาอย่างเช่นภัยน้ำท่วม หรือแม้แต่คลื่นความร้อนในยุโรป ทำให้รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งดำเนินการให้ได้มากกว่านี้ โดยมีการคาดการณ์เยอรมนีจะลดการปล่อยก๊าซให้ได้ถึง 65 เปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้แผนการที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดของเยอรมนีหลังจากนี้จะมีเม็ดเงินไหลเข้ามาอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ปัญหาการลงทุนของภาครัฐที่น้อยกว่าประเทศอื่น ข้อมูลจากเครดิต สวิส ชี้ให้เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา เยอรมนีมีการลงทุนของภาครัฐที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในภาคพื้นยุโรปด้วยกันเฉลี่ยราว 3 เปอร์เซ็นต์ของ GDP แต่เยอรมันกลับมีตัวเลขดังกล่าวน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ 

ถึงเวลาที่เยอรมนีจะต้องสตาร์ตเครื่องยนต์ตัวนี้เพื่อทำให้เศรษฐกิจประเทศกลับมาอีกรอบ คาดว่า เราจะได้เห็นการลงทุนใหม่ๆ จากภาครัฐ ไปจนถึงการเน้นพัฒนาด้าน R&D ที่มากขึ้นหลังจากนี้

เรื่องสำคัญอันสุดท้าย คือการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับเยอรมนี หากจะพูดถึงประเทศที่เป็นแนวหน้าในภาคอุตสาหกรรมการผลิต เยอรมนีเป็นประเทศที่ใครต่างก็นึกถึงแน่นอนครับ ชื่ออย่างซีเมนส์ (Siemens) หรือไบเออร์ (Bayer) 


อย่างไรก็ดีถ้าหากพูดถึงบริษัทเทคโนโลยีในเยอรมนีแล้ว นอกจาก SAP ที่เป็นผู้ผลิตซอฟต์แวร์ระดับองค์กรแล้ว แทบจะไม่มีใครนึกถึงบริษัทอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ นั่นทำให้ถึงเวลาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเดินหน้าผลักดันนโยบายนี้อย่างหนักเลยครับ ไม่อย่างนั้นเยอรมันอาจติดหล่มตรงนี้จนทำให้สูญเสียศักยภาพในการแข่งขันอีกหลายสิบปี


อะไรที่คาดหวังได้จากการผลัดขนของอินทรีเหล็ก

สิ่งที่คาดหวังได้หลังจากนี้ คือการลงทุนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด ที่จะเพิ่มขึ้นหลังจากนี้ และอาจมีการทยอยปลดโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินในเยอรมันเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย รวมถึงการส่งเสริมสตาร์ทอัพในสายเทคโนโลยีของเยอรมันจะได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังมีเรื่องความสัมพันธ์ต่างๆ ซึ่งแยกย่อยได้ดังนี้ครับ

- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ปรับของนาโต (NATO) อย่างรัสเซียและจีน ที่ทั้งสองประเทศเริ่มมีความก้าวร้าวมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา

- ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีกับสหรัฐอเมริกา รวมถึงบทบาทของสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีความขัดแย้งกันในกรณีที่ออสเตรเลียสั่งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จากสหรัฐฯ และการก่อตั้งกลุ่ม AUKUS

- ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรปด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจและบทบาทผู้นำของเยอรมนีหลังจากนี้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญหรือไม่

- การแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุอย่างไรในระยะยาว ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจเยอรมนีอย่างแน่นอน

- จะมีความขัดแย้งกับพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ ในนโยบายที่มุมมองขัดแย้งกัน เช่น การขึ้นภาษี เป็นต้น


น่าสนใจมากว่า เยอรมนียุคผลัดขนอินทรีจะเป็นอย่างไร

 

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะทำให้ผู้นำคนใหม่อย่าง โอลาฟ โชลซ์ จะไม่มีแม้แต่เวลาให้เอนเบาะ นั่งสบายๆ พร้อมกับดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์สักแก้ว เพราะภาระที่เขาต้องสะสางนั้นยากและหินเหลือเกิน

ทว่าถ้าเขาสามารถผ่านความท้าทายเหล่านี้ได้ การได้ครองรัฐบาลเป็นระยะเวลายาวนานเหมือนกับอังเกลา แมร์เคิล ก็เป็นไปได้ครับ


ที่มา: บทวิเคราะห์จาก UBS, Credit Suisse, CNBC, DW [1], [2]


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
วัฒนพงศ์ จัยวัฒน์
นักเขียนผู้สนใจในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน ความเคลื่อนไหวในแวดวงเทคโนโลยี รวมถึงสิ่งละอันพันละน้อยในโลกธุรกิจ

Follow