Humberger Menu

“มาตรา 112 ยุคนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอย” คดีอาญาและหลักการประกันตัวผ่านมุมมอง สาวตรี สุขศรี

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ตรีนุช อิงคุทานนท์
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์


"ปีที่แล้ว มีคนโดนคดี มาตรา 112 เพราะแต่งชุดไทยไปม็อบสีลม"


"เมื่อวันก่อน มีเด็กอายุ 14 ได้รับหมายเรียก มาตรา 112"


"แกนนำหลายคนยื่นขอประกันตัวชั่วคราว แต่ถูกตีตกไปแทบทุกครั้ง"

หลายสิบปีมานี้ การเมืองไทยยังคงคุกรุ่นไม่เปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ที่ผ่านมาสร้างความฉงนแก่สังคมไทยเสมอมา วันเวลาล่วงเลยจนถึงปัจจุบัน ข่าวความเคลื่อนไหวทางการเมืองเต็มไปด้วยเรื่องราวของประชาชนจำนวนมากที่ถูกแจ้งความ ถูกฟ้อง และถูกคุมขัง โดยเฉพาะการถูกฟ้องในข้อหาทางอาญา ในคดีมาตรา 112

เมื่อสังคมส่วนใหญ่เริ่มสงสัยและไม่เข้าใจในตัวบทกฎหมาย ท่ามกลางการเมืองที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ผู้ที่สามารถตอบคำถาม สร้างความกระจ่าง คงหนีไม่พ้นนักกฎหมาย ไทยรัฐพลัสได้พูดคุยกับ ‘สาวตรี สุขศรี’ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญา ในหลายข้อคำถามที่คาใจ ตามความสงสัยของสังคม ทั้งเรื่องการตีความกฎหมายอาญามาตรา 112 เรื่องสิทธิของจำเลยคดีการเมืองที่จะขอประกันตัว


‘อาญาแผ่นดิน’ กับลักษณะเฉพาะมาตรา 112 ที่ให้ ‘ใครฟ้องก็ได้’

‘ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ถึง 15 ปี’

เวลานี้ คนไทยแทบทุกคนต่างต้องเคยรู้จัก หรือได้ยินการพูดถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 จากเดิมที่แทบไม่รู้มาก่อนว่าคืออะไร มีบทลงโทษอย่างไร และการกระทำแบบไหนถึงจะเข้าข่ายว่ามีความผิด

จากคดีความทางการเมืองจำนวนมาก กลับทำให้ประชาชนได้มองเห็นตัวบทกฎหมายนี้มากขึ้น และหลายคนได้เห็นไปถึงขอบเขตอันกว้างขวางในการบังคับใช้ เห็นกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเห็นว่ามีหลายชีวิตที่ต้องสูญเสียอิสรภาพจากกฎหมายมาตรานี้ เมื่อมาตรา 112 กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนในแผ่นดินต้องระแวดระวัง ทั้งที่บางส่วนยังไม่เข้าใจความหมาย ส่งผลให้นักกฎหมายไทยหลายคน รวมทั้งสาวตรี ต้องออกมาอธิบายถึงตัวบทกฎหมายนี้ให้ผู้คนได้รับรู้รับทราบอยู่บ่อยครั้ง

“การกระทำความผิดเกี่ยวกับการแสดงออก การแสดงความคิดเห็น ที่กระทบต่อชื่อเสียงหรือเกียรติยศของผู้อื่นถือเป็นความผิด ทว่าหากเกิดขึ้นกับคนธรรมดา เราจะเรียกว่าเป็น ‘ความผิดยอมความได้’ และตัวผู้เสียหายแท้จริงเท่านั้นที่จะเป็นคนฟ้อง เพราะผู้เสียหายจะต้องประเมินว่าตนเสียหายแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่มักทำผิดด้วยการพูด การเขียน ที่ไม่ถึงขั้นการทำร้ายร่างกาย ไม่ได้กระทบสิทธิรุนแรง ถือว่าเป็นความผิดไม่ร้ายแรงและยอมความได้”

“แต่เมื่อนำมาตรา 112 ไปใส่ไว้ในหมวดความมั่นคง ไม่ได้อยู่ในหมวดความผิดต่อเสรีภาพหรือชื่อเสียง ส่งผลให้ตัวกฎหมายกลายสภาพเป็นความผิดร้ายแรง ในทางหลักกฎหมาย พอกลายเป็น ‘อาญาแผ่นดิน’ ใครก็สามารถเป็นผู้ฟ้องคดีได้ทั้งนั้น ส่งผลให้ขอบเขตกว้างขวางมากกว่าเดิม เพราะมนุษย์เรามีร้อยพ่อพันแม่ หลากหลายความคิด ซึ่งบางคน เวลาได้เห็นหรือได้ฟังอะไรบางอย่าง อาจรู้สึกว่าไม่มีอะไร บางคนอาจอยู่ในระดับกลางๆ แต่ยังอ่อนไหวอยู่ พอเห็นข้อความก็ไปแจ้งความ”

“บางคนที่รู้สึกอ่อนไหวมาก เป็นอัลตร้ารอยัลลิสต์ เห็นใครพูดถึงหรือวิจารณ์ไม่ได้เลย ได้เห็นได้ยินอะไรนิดหน่อยก็รู้สึกว่ากระทบหมด เขาก็แจ้งความจับได้ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้กฎหมายเชิงลึก อาศัยการตีความโดยความรู้สึกส่วนตัว ส่งให้มีคนถูกแจ้งความในมาตรานี้ได้ง่ายขึ้น เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตีความของทุกคนในประเทศนี้ บางคนเอามาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถออกมาได้ เพราะในช่วงหลังฟ้องด้วยคดีนี้แล้วจะไม่ได้รับการประกันตัว”

สาวตรีมองว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไข เมื่อกฎหมายอาญามาตรา 112 มีขอบเขตกว้างขวาง ใครก็ตามสามารถตีความสิ่งที่เห็นทั้งการพูดสิ่งหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดชุดหนึ่ง หรือได้ยินข้อมูลบางอย่าง สามารถแจ้งความได้ทันทีโดยที่ไม่ได้รู้กฎหมาย

“ด้านเจ้าหน้าที่ เมื่อมีคนมาแจ้งความด้วยมาตรา 112 ก็ต้องรับไว้ เพราะถ้าไม่รับเดี๋ยวถูกหาว่าไม่จงรักภักดี ในสถานการณ์แบบนี้ อย่างไรก็ต้องรับ แล้วค่อยส่งต่อไปให้อัยการ อัยการก็ส่งต่อ เกิดการส่งไปเรื่อยๆ ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นเหมือนเผือกร้อนที่ไม่อยากเก็บไว้กับตัวนานเกินไป”

จากที่หลายคนเคยคิดว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องไกลตัว แต่กฎหมายนี้อยู่ใกล้กับประชาชนมากกว่าที่คิด เป็นสิ่งที่ใคร ไม่ว่าจะเพศไหน เป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก แม้ในวัยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ล้วนมีสิทธิเจอกับตัวดังที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน


การเมืองเปลี่ยน การบังคับใช้มาตรา 112 ก็เปลี่ยนตาม

ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา อาจสังเกตได้ว่า การบังคับใช้มาตรา 112 เพิ่มและลดไปตามจังหวะความตึงเครียดทางการเมือง จนทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจในระดับสากล โดยในปี 2554 แฟรงค์ ลารู ผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพใยการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับการบังคับใช้มาตรา 112 ของไทยไว้ว่า 

“ความน่ากลัวของโทษจำคุกเป็นเวลานาน และความคลุมเครือเกี่ยวกับเนื้อหาการแสดงออกที่ถือเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือการแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันฯ การกระตุ้นให้บุคคลเซ็นเซอร์ตนเอง และเป็นอุปสรรคต่อการอภิปรายประเด็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ย่อมส่งผลร้ายต่อสิทธิเสรีภาพด้านความเห็นและการแสดงออก ที่เลวร้ายไปกว่านั้น กฎหมายนี้ยังเปิดช่องให้บุคคลใดก็ตาม สามารถแจ้งความได้ และการพิจารณาคดีมักปิดลับจากสาธารณะ”

ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติแสดงความกังวลนี้เอาไว้เมื่อปี 2554 โดยมองการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ยิ่งแสดงถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเหล่านี้ 

สิบปีผ่านไป ในปี 2564 นี้ สาวตรีแสดงความเห็นว่า แนวโน้มการใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ระยะหลัง อาจมีมากขึ้นเรื่อยๆ และยากจะคาดเดาว่าคดีจะลงเอยอย่างไร เพราะตอนนี้ คดีส่วนใหญ่ยังไม่ถูกตัดสิน ขณะที่คดีต่างๆ เมื่อสิบปีก่อน ล้วนถูกตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว โดยส่วนใหญ่ตัดสินว่ามีความผิดและได้รับโทษ

สถานการณ์การใช้มาตรา 112 ในช่วงนี้มีความรุนแรง เกิดการตีความกว้างขวางเกินตัวบทกฎหมาย เกินเจตนารมณ์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย

share

“ถ้าถามนักกฎหมาย เทียบตามหลักกฎหมายและการตีความกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คดีส่วนมากล้วนไม่เข้าข่ายมีความผิด แต่อาจมีเหตุผลบางอย่างที่จำเป็นต้องลงโทษจำเลย บวกกับกระแสสังคมส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าสถาบันฯ แตะต้องไม่ได้ ทำให้ในยุคหนึ่ง แทบไม่มีใครกล้าพูดถึงมาตรา 112 เลย”

“ตอนนี้สถานการณ์บางอย่างเปลี่ยนแปลงไป สื่อมวลชนเริ่มทำเรื่องนี้ ผู้คนอาจพูดถึงสถาบันฯ ได้มากขึ้น เด็กรุ่นใหม่พูดกันเยอะมาก ประกอบกับกระแสสังคมอาจไม่แรงเท่ากับยุคก่อนหน้า ตรงนี้คือสิ่งที่แตกต่าง ขณะเดียวกัน ยังมีนักกฎหมายไม่น้อยมองว่า การใช้มาตรา 112 เป็นเรื่องถูกต้อง ผู้มีอำนาจกลับใช้กฎหมายนี้แรงกว่ายุคก่อนเสียอีก"

“ฝ่ายผู้บังคับใช้กฎหมายอาจไม่รู้สึกผิดที่จะไม่ให้ประกันตัว เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ส่วนผู้คนก็สามารถแจ้งข้อกล่าวหากันง่ายๆ โดยไม่รู้สึกสงสัยว่าขัดกับกฎหมายหรือมิชอบด้วยหลักการ จึงเห็นได้ว่าในยุคนี้ มาตรา 112 ไม่อยู่กับร่องกับรอย และสะเปะสะปะมาก”

เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า มาตรา 112 ทำให้ประชาชนไม่สามารถพูดถึงบางสิ่งได้ ผลิตซ้ำข้อความบางอย่างไม่ได้ พูดคำที่ซ้ำกันก็ไม่ได้ หรือแม้กระทั่งทำปฏิทินกับแต่งตัวบางอย่างไม่ได้ สิ่งที่ว่ามานี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะในยุคแรกหรือยุคที่สองก็ตาม 

“กฎหมายถูกใช้ในการกดปราบฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งการวิจารณ์ที่ว่านั้นหลากหลายมาก บางทีแค่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล หรือบางเคสไม่ได้วิจารณ์อะไรเลยด้วยซ้ำ แต่แค่พูดถึง ก็ผิดแล้ว”

 กลายเป็นว่ามาตรา 112 ที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนว่า เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง พอมาในยุคนี้ยิ่งยืนยันว่า 112 เป็นเครื่องมือทางการเมืองได้จริงๆ

share

นักกฎหมายไม่น้อย รวมถึงสาวตรีตอบคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า มาตรา 112 ในปัจจุบัน สร้างบรรยากาศความกลัวแก่ประชาชน ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เกินขอบเขตทั้งการตีความ การบังคับใช้ และการไม่ให้สิทธิจำเลยในการประกันตัวชั่วคราว เพื่อออกมาหาพยานหลักฐานสู้คดี กลายเป็นยุคที่ถูกใช้งานมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยไปเสียแล้ว


การฟ้องเชิงยุทธศาสตร์ และหลักพื้นฐานเรื่องการปล่อยตัวชั่วคราว

เมื่อมีคนพูดเรื่องการเมืองแล้วโดนฟ้อง ผลที่ตามมาคือการบั่นทอนด้วยระบบที่ทำให้ผู้ถูกฟ้องเหนื่อยจนแทบไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร เพราะเมื่อมีหมายส่งมาถึงบ้านจริงๆ หลายคนถึงกับไปไม่เป็น ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน สาวตรีกล่าวถึงการฟ้องประเภทนี้ว่า อาจเกิดขึ้นเพราะมีผู้เล็งเห็นผลประโยชน์จากการใช้ ‘การฟ้องเชิงยุทธศาสตร์’

“การฟ้องคดีเชิงยุทธศาสตร์ คือ การฟ้องเพื่อทำให้ตัวเป้าหมาย (ผู้ถูกฟ้อง) เสียงบประมาณ เสียเวลาในการสู้คดี เผลอๆ ช่วงชีวิตหนึ่งไม่ต้องเป็นอันทำอะไร เดี๋ยวนัดขึ้นศาล เดินทาง หาทนาย เสียเวลาในการทำงาน เสียงบประมาณค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ บั่นทอนกำลังใจ จิตตกเพราะโดนคดี"

“แทนที่บางคนจะได้ใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรม ทำเพื่อบ้านเมือง ทำเพื่อแนวคิดของเขา แต่พอเจอแบบนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว เพราะต้องนั่งกังวลว่าอาทิตย์หน้าต้องขึ้นศาล ต้องเตรียมข้อมูลสู้คดี ซึ่งการฟ้องลักษณะนี้ ถือเป็นการฟ้องโดยตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ไม่ได้สนใจผลของคดีเท่าไหร่ แม้สุดท้ายอาจได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวหรืออาจเกิดการยกฟ้องก็ไม่เป็นไร ฟ้องไว้ก่อน”

"ประเทศไทยแต่ก่อนจะใช้การฟ้องเชิงยุทธศาสตร์กับคดีหมิ่นประมาทเท่านั้น แต่ช่วงหลังมานี้ใช้กับคดีการเมืองเยอะขึ้น มีตั้งแต่มาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น พอรู้สึกว่ายุยงปลุกปั่นโทษน้อยไป ฟ้องก็ไม่มีใครกลัว จึงเริ่มใช้มาตรา 112 มากขึ้น เพราะใครๆ ก็มีสิทธิโดน ทั้งแกนนำ ผู้ชุมนุม ท่อน้ำเลี้ยงม็อบ มีโอกาสถูกฟ้องหมด”

เรื่องราวทางการเมือง ณ ปัจจุบัน การใช้มาตรา 112 ที่ออกข่าวอยู่เป็นประจำ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งยืนยันว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ หาใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่มีใครเคยว่าไว้ 

เมื่อใครก็ตามอาจมีสิทธิโดนฟ้องจากคดีอาญาในเวลาใดก็ได้ สิ่งที่ได้รู้จากสาวตรี คือหลักการปล่อยตัวชั่วคราวแบบคร่าวๆ เพื่อทำความเข้าใจถึงระบบ ทำความเข้าใจถึงสิทธิที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีและได้รับ โดยเฉพาะในคดีที่มีรัฐเป็นเหมือนเจ้าภาพ เพราะมีคนไปแจ้งความในคดีอาญา

“เมื่อบุคคลถูกกล่าวหาในคดีอาญา จะต้องเข้าสู่กระบวนการต่างๆ ซึ่งมีลักษณะจำกัดอิสรภาพตั้งแต่ต้น รอจนกว่าจะมีการพิจารณาและตัดสินคดีความ พอเป็นแบบนี้ หลายประเทศหรือแทบทุกประเทศบนโลก จึงมีการมอบสิทธิแก่ผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาขออนุญาตหน่วยงาน อาจเป็นพนักงานสอบสวน อัยการ หรือศาล ออกไปข้างนอกชั่วคราว เพื่อเตรียมเอกสาร หาพยานหลักฐานเตรียมตัวสู้คดี โดยในทางกฎหมายจะใช้ศัพท์ว่า ‘การขอปล่อยตัวชั่วคราว’ แต่ถ้าคนทั่วไปจะเรียกว่า ‘การขอประกันตัว’ ซึ่งสิ่งนี้มีความหมายต่อผู้ถูกกล่าวหามากๆ”

การปล่อยตัวชั่วคราวที่สาวตรีว่า อยู่ภายใต้หลักการ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence) ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน มาตรา 29 วรรค 2 ระบุว่า 

‘ในทางคดีอาญา ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนไม่มีความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้'

“ประเทศไทยมีการปล่อยตัวชั่วคราวมานานแล้ว ตั้งแต่ยุคที่ใช้กฎหมายตราสามดวง แต่กฎหมายตราสามดวงไม่ได้ปล่อยตัวชั่วคราวภายใต้หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ แต่ปล่อยเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ตุลาการ เพราะยุคนั้นยังมีลักษณะจารีตนครบาลอยู่ จนกระทั่งในยุครัชกาลที่ 5 เกิดการปฏิรูปกฎหมาย มีประมวลวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายแพ่ง เริ่มเอาหลักต่างๆ ที่กระจัดกระจายมารวมกัน ซึ่งหลักที่ปรากฏอันหนึ่งคือเรื่องการประกันตัว เพื่อแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าเราทันสมัย มีความเป็นอารยะ แต่ถึงอย่างนั้น การปล่อยตัวที่ว่าก็ยังไม่ใช่เพื่อสิทธิของผู้ต้องหาอยู่ดี” 

“ไทยเพิ่งมีประกันสิทธิผู้ต้องหาตามหลักสิทธิมนุษยชนเมื่อ พ.ศ. 2540 หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยใช้หลักกฎหมายแบบซีวิลลอว์ (civil law - ระบบประมวลกฎหมาย) เหมือนอย่างญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี"

“ประเทศที่ใช้กฎหมายแบบซีวิลลอว์ เมื่อเกิดการตั้งคำถามว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ศาลกับองค์กรที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาว่าจำเป็นต้องเอาตัวผู้ต้องหาไว้ไหม แต่ยืนยันเลยว่า ประเทศไทยนับตั้งแต่ พ.ศ. 2540 จนถึงตอนนี้ จะเน้นหลักการ ‘ปล่อยเป็นหลัก กักเป็นข้อยกเว้น’ ที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ดี”


การไม่อนุญาตปล่อยตัวที่ทำให้สังคมตั้งคำถาม

การปล่อยตัวชั่วคราวในประเทศไทยมีทั้งหมด 3 แบบ ทั้งการปล่อยตัวชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือหลักประกัน ถัดมาคือการปล่อยตัวแบบมีประกัน จากการทำสัญญาประกัน และสุดท้าย ปล่อยตัวแบบมีหลักประกัน โดยสาวตรีเล่าถึงประเภทการประกันต่างๆ ว่า ในตอนนี้แทบไม่มีการปล่อยตัวโดยไม่ใช้หลักประกันแล้ว

“ศาลเกรงว่าจำเลยจะไม่กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีก จึงต้องมีประกันเพื่อประกันการกลับมาเข้าสู่กระบวนพิจารณา ส่วนการปล่อยตัวชั่วคราวแบบมีประกัน ตัวจำเลย ผู้ต้องหา หรือผู้อื่น ต้องทำสัญญาประกันกับศาล ถ้าผิดสัญญาต้องจ่ายเงิน” 

"ถ้าหนักกว่านั้น เมื่อศาลอยากปล่อยแต่ไม่มั่นใจในตัวจำเลย อาจทำทั้งสัญญาประกันและเรียกหลักประกัน อย่างการวางเงินสดหรือหลักทรัพย์ แต่ถ้าไม่มีหลักทรัพย์อะไรเลย ให้นำบุคคลที่น่าเชื่อถืออย่างข้าราชการ ผู้แทนราษฎรมาเป็นหลักประกันได้ เรียกว่าหลักประกันที่เป็นบุคคล”

“พอไทยรับหลัก ‘ปล่อยเป็นหลัก กักเป็นข้อยกเว้น' ก็ต้องไปดูว่าข้อยกเว้นที่ให้กักขังต่อได้มีอะไรบ้าง ปัจจุบันข้อมูลส่วนนี้อยู่ในมาตรา 108/1 ของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ระบุว่า การสั่งไม่ให้ปล่อยชั่วคราว จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อเหตุใดเหตุหนึ่ง ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ 5 เหตุเท่านั้น” 

เหตุผล 5 ประการ ของการพิจารณาไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวมีดังนี้ 

  • ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี 
  • ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน เช่น ไปสร้างความเสียหาย หรือไปสร้างอิทธิพลบางอย่าง กีดกันไม่ให้พยานให้ปากคำ 
  • ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไปก่อเหตุอันตรายประการอื่น ไม่ใช่ประการที่เขาเคยกระทำมาแล้ว 
  • ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันไม่มีความน่าเชื่อถือ เช่น ดูแล้วทำประกันหรือให้หลักประกันก็คงไม่กลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีก 
  • การปล่อยตัวชั่วคราวอาจก่อให้เกิดอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการสอบสวน ทั้งเจ้าพนักงานสอบสวนหรือการดำเนินคดีในศาล

สาวตรีตั้งคำถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายหรือไม่ เมื่อลองดูเหตุผลในคำวินิจฉัยหรือคำสั่งคำร้อง คำตอบที่ได้พบว่าหลายเรื่องไม่เข้าข้อยกเว้นที่ศาลจะไม่ให้ประกันตัว 

“หากบอกว่าเป็นข้อหาหนัก โทษหนัก ดูแล้วน่าจะหลบหนี คำตอบนี้ไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ให้ประกันตัว เพราะเหตุผลมีอยู่แค่ 5 ข้อเท่านั้น เจ้าหน้าที่ต้องให้สาเหตุเรื่องพฤติการณ์ของจำเลยประกอบด้วย เช่น ดูแล้วจำเลยหรือผู้ต้องหาอาจหลบหนี เมื่อคิดอย่างนั้นต้องอธิบายต่อว่า พฤติการณ์ที่ว่าคืออะไร ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นคนที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ”

"ตอนหลังศาลมีคำปรากฏในคำวินิจฉัยว่า ถ้าให้ประกันตัวเดี๋ยวจะไปกระทำผิดอีก หรือเหตุผลว่าสิ่งที่ตัวผู้ต้องหาทำกระทบกับความมั่นคง กระทบกฎหมาย ไปจนถึงเหตุผลกลัวผู้ต้องหาหนี ทว่าตัวผู้ต้องหาหลายคนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ยังมีกิจกรรมอยู่ต่อเนื่อง พูดง่ายๆ ว่าจะจับเมื่อไหร่ จะเรียกเมื่อไรก็ได้ ที่ผ่านมาจะเห็นว่า พอผู้ต้องหาหลายคนได้หมายเรียก เขาก็ไป ประเด็นที่ว่าปล่อยตัวแล้วจะหนี ไม่กลับมาสู่การดำเนินคดีอีก จึงแทบไม่มีเลย”


ปัญหาที่ต้องแก้ของกระบวนการยุติธรรม 

การให้สิทธิการประกันตัว ถือเป็น ‘ดุลพินิจของศาล’ สาวตรีกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่คนจำนวนมากในสังคม ก็ตั้งคำถามถึงการใช้ดุลพินิจเช่นกัน

“หลายประเทศเขาจะตั้งศูนย์ปล่อยชั่วคราว มีเจ้าหน้าที่รัฐไปสืบเสาะดูประวัติผู้ถูกกล่าวหา ดูว่าที่ผ่านมามีพฤติการณ์อย่างไรบ้าง ดูสภาพการดำรงชีวิต เคยถูกดำเนินคดีแล้วหลบหนีบ้างไหม ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ผู้พิพากษา เพื่อผู้พิพากษาจะได้ใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบว่า มีพฤติการณ์เข้าข่ายไม่ให้ประกันตัวตามกฎหมายหรือเปล่า” 

นอกเหนือนี้ ยังมีเรื่องเงินประกันตัว ที่ศาลจะกำหนดหลักประกัน แต่เรื่องนี้ไม่มีเกณฑ์ว่าแต่ละคดีจะมีวงเงินประกันเท่าไร 

“ในกฎหมายไม่ได้กำหนดเรื่องเงินประกัน มีประกันหรือมีหลักประกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล ส่วนใหญ่จะใช้วิธีการดูจาก ‘บัญชีเกณฑ์มาตรฐานกลางหลักประกันการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย’ ที่เรียกกันว่า ‘ยี่ต๊อก’ เพื่อดูว่าคดีอัตราโทษเท่านี้ หากจะปล่อยตัวชั่วคราว ต้องเรียกประกันเท่าไร”

“ถามว่าการทำงานแบบนี้ดีหรือไม่ดี โดยส่วนตัวมีข้อดีในแง่ความเร็ว และความแน่นอน ไม่ต้องนั่งคิดคำนวณอะไรมาก ส่วนคนที่ถูกฟ้องก็จะทราบว่าหากถูกฟ้องในคดีไหน จะต้องเสียประกันเท่าไหร่ แต่ระบบแบบนี้อาจมีข้อเสียมากกว่าที่คิด”

“ศาลจะดูบัญชีกลางว่าคดีนี้ควรให้ประกันเท่าไหร่ เข้าใจว่าตอนนี้มาตรา 112 กำหนดอัตราสูงสุดที่ 500,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก โดยไม่รู้ว่าเอาหลักเกณฑ์อะไรมาเป็นปัจจัยชี้วัดว่าต้องราคาเท่านี้” 

"ในกรณีคนสองคนถูกฟ้องข้อหาเดียวกัน แต่ละคนมีพฤติการณ์ไม่เหมือนกัน ประวัติการใช้ชีวิต ลักษณะนิสัย สถานะทางการเงิน แล้วทำไมถึงมีหลักประกันเท่ากัน จนทำให้เกิดวลีที่ว่า ‘สุดท้ายก็มีแต่คนจนเท่านั้นที่ติดคุก’ เนื่องจากคนที่มีเงินก็จะได้ประกันตัวออกไปตลอด การดูเป็นกรณีไปอาจจะดีกว่า”


คำถามถึงกระบวนการยุติธรรมไทย

ในทุกๆ ปัญหาทางการเมือง ย่อมมีหลากฝ่ายที่คิดแตกต่างกันไปตามอุดมการณ์ของตน ซึ่งสิ่งที่ทำให้สังคมโลกส่วนใหญ่อยู่บนความขัดแย้งและความเห็นที่แตกต่างหลากหลายได้ เพราะมีหลักยึดและศรัทธากับการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ในยามที่การเมืองเกิดความขัดแย้งสูง สังคมจึงคาดหวังศาลในฐานะ ‘ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน’

“เราอาจต้องแบ่งระหว่างคดีปกติทั่วไปกับคดีทางการเมือง ด้านคดีทั่วไปไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก อะไรที่เคยถูกตั้งคำถามเป็นปกติ เช่น ทำไมเรียกหลักประกันสูง หรือว่าคนจนเท่านั้นที่ติดคุก คำถามพวกนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพราะระบบยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหน ยังคงย่ำอยู่กับพี่ และแน่นอนว่าฝ่ายกระบวนการยุติธรรม อาจจะพยายามพัฒนาตรงนี้ให้รวดเร็วและเป็นธรรมมากขึ้น" 

 ถ้าเป็นคดีประเภทการเมือง กระบวนการยุติธรรมควรถูกตั้งคำถาม เพราะหลายเรื่องทำให้คนคิดไปถึงการบิดเบือนการใช้กฎหมายจากผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่อาจแสดงให้เห็นว่าเกิดการบิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมาย มันถึงจุดที่ประชาชนเสื่อมศรัทธามากจริงๆ และถ้ายังไม่แก้ไข อาจจะเสื่อมลงมากไปกว่านี้ และสุดท้ายก็ลุกลามไปสู่คดีประเภทอื่นด้วย 

share



อ้างอิง

Thailand / Freedom of expression: UN expert recommends amendment of lèse majesté laws

https://newsarchive.ohchr.org/


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ตรีนุช อิงคุทานนท์
กองบรรณาธิการสายสังคม-การเมือง ไทยรัฐพลัส ผู้สนใจใน 'คนเท่ากัน เฟมินิสต์ และสิทธิของผู้หลากหลายทางเพศ'

Follow