Humberger Menu

กฎหมายสงฆ์ อำนาจรัฐในศาสนา จับสึกแบบไม่ติด #save

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
LineCopy

LATEST

+
‘ราชวงศ์และการสมรสเท่าเทียม’ ความก้าวหน้าทางเพศอีกขั้นของเนเธอร์แลนด์
Summary
  • กฎหมายหลักที่ใช้ควบคุมพระภิกษุสงฆ์คือ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 หรือบัญญัติในสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
  • ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคมคือหน่วยงานใหญ่ที่เป็นผู้จัดการกิจการ ปกครองและดูแลหน่วยของพุทธศาสนาที่ย่อยลงไป
  • พระสงฆ์ ผู้ละทางโลก ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางโลกมากมาย แต่กฎทางโลกฆราวาสที่ไปควบคุมโลกศาสนากลับไม่ได้คุ้มครองสิทธิของพระสงฆ์มากนัก


เทรนด์การ #saveพระมหาสมปอง และการปลดเจ้าคณะ 3 จังหวัด ทำให้เห็นสัจธรรมอย่างหนึ่ง คือ เรื่องของพระสงฆ์ ไม่ใช่แค่อิงอยู่แค่พระธรรมและพระพุทธ หากแต่ยังถูกคลุมอีกชั้นด้วยกรอบของรัฐ ที่อยู่ในรูปของกฎหมาย พ.ร.บ. และกฎจากมหาเถรสมาคม

แม้โดยหลักการ เราอาจจัดได้ว่าไทยเป็นรัฐฆราวาส แต่ก็ไม่ต่างจากอีกหลายเรื่องที่มีความลักลั่นย้อนแย้ง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า วิถีและวิธีปฏิบัติเอนเอียงไปทางกึ่งรัฐศาสนา 

จริงอยู่ที่ว่าในรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ไม่ระบุให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แต่บทบัญญัติในหมวด 6 กล่าวถึงนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 67 ก็ได้ระบุถึงการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาที่ว่า 

“รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น (วรรค 2) ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย” 

ในอดีต พระและวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานศึกษา แต่นอกจากศรัทธา ความเชื่อ ศาสนายังเป็นหนึ่งในกลไกของรัฐที่ต้องมีการควบคุม ออกแบบโครงสร้างการปกครองจากบนลงล่าง มีศูนย์กลางอำนาจการตัดสินใจ และมีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน


อำนาจทางโลกของรัฐในศาสนา

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 บัญญัติในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีรายละเอียดว่าด้วยการปกครองของสงฆ์เป็นหลัก โดยกำหนดให้ ‘มหาเถรสมาคม’ เป็นผู้ปกครองคณะสงฆ์ทั้งหมด 

อำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมตามที่ปรากฏใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ คือ 

1. ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม 

2. ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร 

3. ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแพร่ การสาธารณูปการ 

4. รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา 

5. ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น ทั้งนี้ มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรา ‘กฎมหาเถรสมาคม’ ออกบังคับ วางระเบียบ ออกคำสั่ง มีมติหรือออกประกาศเพื่อใช้บังคับในคณะสงฆ์

และไล่เรียงจากบนลงล่าง การปกครองของพุทธศาสนาในไทยมีโครงสร้างคือ มหาเถรสมาคมปกครองดูแลคณะสงฆ์ในภาพรวม, เจ้าคณะใหญ่ ปกครองดูแลหลายภาค, เจ้าคณะภาค ปกครองดูแลหลายจังหวัด, เจ้าคณะจังหวัด ปกครองดูแลหลายอำเภอ, เจ้าคณะอำเภอ ปกครองดูแลหลายตำบล และเจ้าคณะตำบล ปกครองดูแลหลายวัด

นอกจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ อำนาจของมหาเถรสมาคม ยังมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรมการศาสนา และคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่นานมานี้เคยนิมนต์ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต และ พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ เข้าพูดคุยเรื่องเนื้อหาการไลฟ์สด ถึงความเหมาะสม และการสอดแทรกอารมณ์ขันในสัดส่วนที่อาจจะมากเกินไป  

กรมการศาสนา คือหน่วยงานที่อยู่ใต้สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มีพันธกิจคือ สนองงานพระราชพิธี พระราชกุศล รัฐพิธี และศาสนพิธี, ปลูกฝังและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต, ส่งเสริมและสานสัมพันธ์กิจกรรมทางศาสนา และ อุปถัมภ์ ทำนุบำรุง คุ้มครองกิจการด้านศาสนา โดยมีข้อความระบุไว้ด้วยว่า “ศาสนาทุกศาสนาได้รับการอุปถัมภ์คุ้มครอง”

สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่คล้ายกับกรมการศาสนา แต่เจาะจงไปที่ศาสนาพุทธ คือ ดำเนินงานสนองงานคณะสงฆ์และรัฐ โดยการทำนุบำรุง ส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา ให้การอุปถัมภ์ คุ้มครองและส่งเสริมพัฒนางานพระพุทธศาสนา ดูแล รักษา จัดการศาสนสมบัติ พัฒนาพุทธมณฑลให้เป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งให้การสนับสนุนส่งเสริม พัฒนาบุคลากรทางศาสนา

ในส่วนของคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่ออกมาพูดถึงเนื้อหาในการไลฟ์ของพระทั้งสองรูป มีระบุหน้าที่ไว้ในเว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎรว่า 

“มีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการ พิจารณาสอบหาข้อเท็จเจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุง และคุ้มครองศาสนาและโบราณสถาน การอนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น วัฒนธรรมประชาธิปไตย ภูมิปัญญาชาวบ้าน เอกลักษณ์แบบวิถีชีวิตไทย และศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย”  

อย่างไรก็ตาม ภารกิจและหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ส่วนมากคือการอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา ทั้งสิ่งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีความคุ้มครองพระสงฆ์อยู่ในภารกิจหลัก เช่นเดียวกับไม่มีพูดถึง ‘ประชาชน’ ซึ่งอยู่ในฐานะศาสนิกชน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจการศาสนาในนามของรัฐแต่อย่างใด

 

ความผิดของสงฆ์ภายใต้กฎโลกฆราวาส

ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ในหมวดที่ 4 นิคหกรรมและการสละสมณเพศ กำหนดว่า มหาเถรสมาคมมีอำนาจตรากฎมหาเถรสมาคม กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติ เพื่อให้การลงนิคหกรรมเป็นไปโดยถูกต้อง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม และให้ถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายที่มหาเถรสมาคมจะกำหนดในกฎมหาเถรสมาคมให้มหาเถรสมาคมหรือพระภิกษุผู้ปกครองสงฆ์ตำแหน่งใดเป็นผู้มีอำนาจลงนิคหกรรม หรือการลงโทษตามพระธรรมวินัย แก่พระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย กับทั้งการกำหนดให้การวินิจฉัยการลงนิคหกรรมให้เป็นอันยุติในชั้นใดๆ นั้นด้วย 

การสละสมณะเพศ หรือ การสึกออกจากการเป็นพระ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw สรุปจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และกฎมหาเถรสมาคม ว่าพระภิกษุที่มีพฤติกรรมหรือลักษณะเข้าข่ายดังต่อไปนี้จะมีความเสี่ยงต่อการต้องสึกจากการเป็นพระสงฆ์

- ภิกษุละเมิดพระธรรมวินัย

- ภิกษุไม่สังกัดวัดใดวัดหนึ่ง

- ภิกษุไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง 

- ภิกษุต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย

- ภิกษุถูกกล่าวหาว่าทำความผิดอาญา

- ภิกษุต้องจำคุก กักขัง หรือขังตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล 

กฎที่ใช้กับพระสงฆ์นั้นมีความคล้ายคลึงกับกฎหมายที่ใช้ในทางโลก และใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ยังได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาเกี่ยวกับการไม่ยอมสึกไว้ในมาตรา 43 ว่า กรณีที่ภิกษุฝ่าฝืนบทลงโทษตามกฎมหาเถรสมาคม และไม่สึกภายในสามวัน หรือล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก แล้วไม่สึกภายใน 24 ชั่วโมง หรือเข้ากรณีตามมาตรา 27 กล่าวคือ ได้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น, ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นประจำ, ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง, ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง แล้วไม่ยอมสึกภายในสามวัน หรือต้องสึกเพราะได้รับคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย แล้วไม่ยอมสึกภายในสามวัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี 


ย้อนอดีตความผิดสงฆ์ยุคจอมพลสฤษดิ์ กับการจับสึกและโทษจำคุก 5 ปี ข้อหาคอมมิวนิสต์

ปี 2503 พระพิมลธรรม แห่งวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ถูกกล่าวหาว่าต้องอาบัติปฐมปาราชิก (เสพเมถุน) ทำให้ถูกถอดสมณศักดิ์ และขาดจากความเป็นภิกษุ ซึ่งพระธรรมพิมลบันทึกเอาไว้ว่ามีผู้ประสงค์ร้ายต้องการจัดการตนเอง จนเป็นเหตุให้ถูกจับกุม แต่ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ในภายหลัง

“การที่ข้าพเจ้าถูกปลดจากตำแหน่งและถูกถอดถอนจากสมณศักดิ์ ตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ. 2503 มาแล้วนั้น ไม่ใช่เกิดจากรัฐบาลของชาติ หรือองค์พระมหากษัตริย์ของประเทศ แต่เกิดจากคณะสังฆมนตรีของสงฆ์ไทยโดยตรง”

แต่ 2 ปีผ่านไป พระพิมลธรรม ก็ถูกจับอีกครั้ง ด้วยข้อหา “มีการกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐบาลภายในราชอาณาจักร” 

หลังจากต้องโทษจำคุกอยู่ 5 ปี มีการประท้วงการพิจารณาคดี ในปี 2509 ศาลทหารก็พิจารณายกฟ้องเพราะ “ตามที่ศาลได้ประมวลวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามฟ้อง และกล่าวหามาหลายข้อหลายประเด็นนี้ มีสาระบ้าง ไม่มีสาระบ้าง ก็ไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ เลย พอที่จะชี้ให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำหรือน่าจะกระทำผิด การจับกุมคุมขังจำเลยนี้ย่อมเป็นที่เศร้าหมองและน่าสลดใจในวงการคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนมาก”

นำมาสู่ข้อสันนิษฐานในภายหลังจากฝ่ายว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะความอิจฉาริษยาในวงการสงฆ์ จึงถูกกลั่นแกล้งอย่างไม่เป็นธรรม หลังจากนั้นก็มีการถอนบัญชาความผิด คืนสมณศักดิ์และตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุให้พระพิมลธรรม


รัฐควบคุมสงฆ์ แต่ไม่อยากให้สงฆ์ยุ่งกับรัฐ

 การตรากฎหมายและกฎเกณฑ์มาควบคุมภิกษุสงฆ์ เมื่ออยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็ย่อมต้องเกี่ยวกับการเมืองในระบบ 

ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง รัฐธรรมนูญกำหนดให้ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกับการทำประชามติ ทำให้ผู้ที่อยู่ในสมณเพศไม่มีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจในการเมืองเกือบทุกระดับ 

นอกจากนี้ มหาเถรสมาคมยังเคยมีคำสั่งเมื่อปี 2538 ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง เช่น ห้ามพระภิกษุเข้าไปในที่ชุมนุม สภาเทศบาล หรือสภาการเมือง หรือในที่ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามพระภิกษุสามเณรทำการใดๆ อันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด แก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ ห้ามพระภิกษุสามเณรร่วมอภิปรายหรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดและนอกวัด 

ข้อสำคัญคือ ห้ามภิกษุสามเณรร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ ซึ่งเท่ากับว่า แม้แต่การเรียกร้องสิทธิต่างๆ ของพระสงฆ์เอง ก็อาจจะไม่สามารถทำได้เช่นกัน 

และภิกษุสามเณรรูปใดฝ่าฝืนละเมิดคำสั่งมหาเถรสมาคมนี้ ให้สังฆาธิการผู้ปกครองใกล้ชิดดำเนินการได้ตามหน้าที่ของตน 

เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว กฎทางโลกทั้งหลายที่คอยควบคุมพระสงฆ์ในด้านต่างๆ มีรูปแบบมาจากกฎหมายทางโลก มีในรูปแบบ พ.ร.บ. มีคำสั่ง มีการบังคับใช้ มีการกำหนดโทษ โชคร้ายกว่าปุถุชนทางโลกคือ กฎระเบียบเหล่านี้ถูกบังคับใช้จากบนลงล่างแบบเบ็ดเสร็จ ชนิดที่หากมองโครงสร้างพุทธศาสนาของไทยเป็นการเมือง พระสงฆ์แทบไม่มีสิทธิมีเสียงในการเรียกร้องอะไร 

ความเคร่งครัดจากศีล ความศรัทธา การปวารณาตนเป็นผู้สืบทอดศาสนาในเพศสมณะ แม้จะละทางโลก แต่ก็ยังถูกครอบซ้ำด้วยกฎเกณฑ์ทางโลกของฆราวาส พระสงฆ์จึงราวกับอยู่บนเส้นลวดที่ต้องแบกกฎเกณฑ์ข้อบังคับของทั้งสองโลกเอาไว้ โดยไม่มีมาตรการอะไรมา #save นอกจากประชาชนและพระสงฆ์ด้วยกันเอง 

Share article
  • Line
  • link
creator
Author
รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์
บรรณาธิการสายสังคมการเมือง

Follow