Humberger Menu

มอง ‘ตัวละครหญิง’ ในนิยายของ ทมยันตี สตรีหัวก้าวหน้า ผู้บูชาความเป็น ‘ชาตินิยม’

creator
พิมพ์ชนก พุกสุข
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • บนถนนสายวรรณกรรมของไทยนั้น ยากจะปฏิเสธว่า คุณหญิง วิมล ศิริไพบูลย์ เจ้าของนามปากกา ทมยันตี มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะนักเขียนและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2555 โดยนิยายหลายเรื่องทั้งภายใต้นามปากกา ทมยันตี หรืออื่นๆ ล้วนสร้างแรงกระเพื่อม ตลอดจนแรงบันดาลใจให้นักเขียนนักอ่านรุ่นหลังหลายต่อหลายคน เช่น ‘คู่กรรม’, ‘ทวิภพ’ หรือ ‘อตีตา’
  • ทมยันตี เพิ่งเสียชีวิตลงด้วยวัย 85 ปี ในวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา โดยระหว่างห้วงเวลากว่าหกทศวรรษในฐานะนักเขียนอาชีพ งานเขียนของทมยันตีมักเล่าเรื่องผ่าน ‘ตัวละครหญิง’ เป็นหลัก พร้อมกับการสำรวจบทบาทของพวกเธอผ่านความเป็นแม่, เป็นเมีย หรือเป็นลูกสาว ซึ่งตัวละครหลายตัวมักเชิดชูคุณค่า หรือเกียรติยศของตัวเอง และพร้อมกันนั้นก็ยืนหยัดในอุดมการณ์ ‘ชาตินิยม’ อย่างเข้มข้นเสมอ
  • เราจึงอาจจะพอกล่าวได้ว่า ตัวละครหญิงในนิยายของทมยันตีนั้น ก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนภาพความเป็นหญิงในอุดมคติของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เป็นหญิงที่มีความ ‘สมัยใหม่’ หากแต่ก็ยังยึดโยงอยู่กับกรอบวาทกรรมเดิมๆ ของความเป็นหญิงที่สังคมกำหนดด้วย


บนถนนสายวรรณกรรมของไทยนั้น ยากจะปฏิเสธว่า คุณหญิง วิมล ศิริไพบูลย์ เจ้าของนามปากกา ทมยันตี มีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในฐานะนักเขียนและศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2555 

นิยายหลายเรื่องทั้งภายใต้นามปากกา ทมยันตี หรือ โรสลาเรน, กนกเรขา, ลักษณวดี และ มายาวดี ล้วนสร้างแรงกระเพื่อม ตลอดจนแรงบันดาลใจให้นักเขียนนักอ่านรุ่นหลังหลายต่อหลายคน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะจากนิยายโรแมนติกพาฝันที่มักถูกนำไปดัดแปลงเป็นบทละครโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง เช่น ‘คู่กรรม’, ‘ทวิภพ’ หรือ ‘อตีตา’

ทมยันตีเพิ่งเสียชีวิตลงด้วยวัย 85 ปี ในวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา โดยระหว่างห้วงเวลากว่าหกทศวรรษในฐานะนักเขียนอาชีพ งานเขียนของทมยันตีมักเล่าเรื่องผ่าน ‘ตัวละครหญิง’ เป็นหลัก พร้อมกับการสำรวจบทบาทของพวกเธอผ่านความเป็นแม่, เป็นเมีย หรือเป็นลูกสาว 

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวละครหญิงในนิยายของทมยันตีนั้น มักมีลักษณะเข้มแข็ง, เด็ดขาด, ฉลาดเฉลียว และไว้ตัว ทั้งในลักษณะของนิยายพาฝันโรแมนติก, นิยายการเมือง หรือนิยายอิงประวัติศาสตร์ โดยตัวละครเหล่านี้มักเชิดชูคุณค่า หรือเกียรติยศของตัวเอง และพร้อมกันนั้นก็ยืนหยัดในอุดมการณ์ ‘ชาตินิยม’ อย่างเข้มข้นเสมอ

ในด้านหนึ่ง มันจึงทำให้นิยายรักหลายเรื่องของทมยันตี -ที่โดยตัวมันเองก็พูดเรื่องราวพาฝันต่างๆ ผ่านความรักโรแมนติกและความสัมพันธ์อันล้ำลึกอยู่แล้ว- เป็นที่นิยมชมชอบของคนอ่าน ทั้งการที่ผู้หญิงได้แสดงความคิดอ่านของตน และได้มีอุดมการณ์ในชีวิต (คืออุดมการณ์เรื่องรัฐชาติ) เช่นเดียวกับ ‘ผู้ชาย’ ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่มันกล่าวถึง ‘คุณค่าของผู้หญิง’ ที่สอดรับกับค่านิยมเรื่องสิทธิสตรี และการให้ผู้หญิงออกไปทำงานนอกบ้านได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็น ‘แม่บ้านแม่เรือน’ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเริ่มไหลบ่าจากโลกตะวันตกมายังสังคมไทยในช่วงยุค 70


ภาพผลงานส่วนหนึ่งของคุณหญิงวิมล โดย ไพลิน ศิริพัฒน์

 

‘คู่กรรม’ หนึ่งในนิยายรักที่โด่งดังที่สุดของทมยันตี เคยถูกตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงในนิตยสาร ศรีสยาม แล้วจึงนำมารวมเล่มในปี 2512 และถูกนำไปดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์/ภาพยนตร์หลายต่อหลายครั้ง โดยมันเล่าถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นรุกคืบเข้ามายังประเทศไทย อังศุมาลิน -หญิงสาวที่เติบโตขึ้นมาด้วยความรักของแม่และยาย ขณะที่พ่อซึ่งเป็นนายทหารระดับสูงของเธอนั้น ก็วางตัวเหินห่างตั้งแต่เธอยังเล็ก- ได้พบเจอกับ โกโบริ -นายทหารญี่ปุ่นผู้แสนสุภาพและอ่อนโยน- ก่อนจะถูกจับให้แต่งงานกันด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งค่อยๆ กลายเป็นชนวนเหตุแห่งโศกนาฏกรรมท้ายเรื่องในที่สุด

ทมยันตีสร้างบุคลิกของตัวละครอังศุมาลินได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ อังศุมาลินเติบโตขึ้นมาในรั้วบ้านที่มีแต่ผู้หญิง หากแต่ก็ยังทะนงและมีท่าทีดุดันเข้มแข็งอย่างทหารแบบพ่อ การถูกจับให้แต่งงานกับนายทหารญี่ปุ่น ทำให้เธอรู้สึกว่า อธิปไตยทั้งในฐานะ ‘ผู้หญิง’ และ ‘คนไทย’ ถูกรุกราน โดยที่เธอเองไม่สามารถปฏิเสธได้ -- อย่างไรก็ตาม แม้โกโบริจะชอบพอเธอจากรูปร่างหน้าตาตั้งแต่แรกเห็น หากแต่สิ่งที่ทำให้เขาหลงรักเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้นนั้น คือ การที่เธอเป็นคนฉลาดเฉลียว เป็นนักอ่านตัวยง ทั้งยังออกความเห็นในเรื่องต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับเขาได้ 

อังศุมาลินของทมยันตีจึงเป็นภาพลักษณ์ของหญิงสาวที่อ่านออก-เขียนได้ และมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองอย่างเด่นชัด ซึ่งเราก็อาจตีความได้ว่า ตัวทมยันตีเองมองเห็น ‘ความเป็นหญิงที่มีบทบาทมากกว่าการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน’ ว่าเป็นหนึ่งในเสน่ห์ของตัวละคร และเขียนมันออกมาเพื่อให้เธอเป็นที่รักของคนอ่าน แม้ในเวลาต่อมา ‘คู่กรรม’ จะถูกมองว่าใช้เรื่องราวความรักชวนฝันของสองตัวละครหลักเพื่อกลบเกลื่อนความเลวร้ายป่าเถื่อนของสงครามก็ตาม


ทมยันตีกับห้องเขียนหนังสือในปี 2532 (ภาพโดย กรรณิการ์)

 

‘ดาวเรือง’ เป็นนิยายอีกเรื่องที่ถูกหยิบมาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ โดยแกนหลักของมันคือ การที่ปลัดอำเภอหนุ่ม -ผู้เป็นข้าราชการน้ำดีที่ลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้าน- ได้พบกับ ดาวเรือง หรือ ไอ้เรือง -เด็กสาวแสนก๋ากั่นที่ทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูแม่ และส่งพี่ชายให้ได้เรียนจบเป็นผู้พิพากษา (ที่ก็เป็นหนึ่งใน ‘กลไกของรัฐ’ เช่นเดียวกับปลัดอำเภอ)- ซึ่งทัศนคติหนึ่งที่ทมยันตีมีต่อบทบาทการเป็น ‘เมีย’ ของผู้หญิงในเรื่องนี้นั้น ถูกสะท้อนให้เห็นผ่านประโยคที่ตัวละครหนึ่งพูดว่า “ผู้หญิงหลายคนเหมาะสำหรับเป็นแค่เมีย คือทำหน้าที่ปรนนิบัติ มีลูก ให้เราเท่านั้นเป็นพอ แต่ผู้หญิงอีกบางคนก็ทำให้เรารู้สึกว่า เธอจะช่วยเราได้แม้แต่ในยามตาย!”

ความเป็นหญิงในสายตาของทมยันตี ยังถูกบอกเล่าผ่าน ‘นายกหญิง’ ด้วยเช่นกัน เพราะมันคือนิยายการเมืองจัดๆ ของทมยันตีที่จับจ้องไปยัง มาดามโกลัญญ์ นายกรัฐมนตรีหญิงเหล็กแห่งไทวัคที่นำพาประเทศให้รอดพ้นวิกฤติมาหลายต่อหลายครั้ง และได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นนิยายที่มีความโรแมนติกน้อยที่สุดเรื่องหนึ่งของทมยันตี โดยมีบางช่วงบางตอนที่ตัวละครเกริ่นถึงความเป็นหญิง และสถานะ/ตำแหน่งแห่งที่ของตนไว้ว่า “ผู้ชายดูถูกผู้หญิงว่าอ่อนแอในทางใดทางหนึ่งเสมอ... ถ้าเขายอมรับสมองเรา เขาก็จะบอกว่ากายภาพเราเลวกว่า ถ้าเขาพบคนพร้อมทางกายภาพ เขาก็จะบอกว่าเราไม่มีสมอง ถ้าเมื่อใดเขาพบคนพร้อมทั้งสองด้าน เขาก็จะบอกว่าเราไม่ใช่ผู้หญิง”

และหากเราขยับจากการมองตัวละครหญิงในนิยายของทมยันตี มาสู่ตัวของผู้เขียนเอง ก็น่าสนใจว่า ความเป็นหญิงแกร่ง เด็ดเดี่ยว และเปี่ยมอุดมการณ์รักชาติเหล่านี้ จะสะท้อนถึงตัวตนของผู้เขียนเองบ้างหรือไม่ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ทมยันตีสนิทสนมกับกลุ่มนายทหาร โดยเฉพาะช่วงเหตุการณ์สังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 เธอก็ยังเป็นหนึ่งในแกนนำของชมรมแม่บ้าน -กลุ่มภรรยาของข้าราชการทหาร- และปราศรัยเพื่อโจมตีเหล่านักศึกษาที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ตลอดจนชีวิตส่วนตัวของทมยันตีเองที่ชีวิตรักถูกจับตามองจากสังคมอย่างมาก เมื่อต้องหย่าร้างจากสามี เรื่อยมาจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลและกลายเป็นคดีดังในชื่อ ‘คดีทมยันตี’ ยังผลให้เจ้าตัวต้องจ่ายค่าเสียหายให้อดีตคนรัก ทั้งยังทำให้ต้องออกจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นตำแหน่งทางการเมืองสำคัญของเจ้าตัวในเวลานั้นด้วย


ทมยันตีร่วมอภิปรายในหัวข้อ ‘ผู้หญิงทัศนะใหม่’ โดยชุมนุมพัฒนาสตรี เมื่อปี 2525 (ภาพโดย เชษฐ์)

 

แน่นอนว่าหากมองจากมุมนี้ คงจะพบว่าเรื่องราวของทมยันตีดำเนิน ‘คู่ขนาน’ ไปกับเหล่าตัวละครหญิงจากนิยายของเธอในหลายประเด็น ทั้งการเป็นหญิงที่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, มีอุดมการณ์รักชาติ และเชิดชูชาตินิยม

หากแต่เมื่อขยับมายังเรื่องของความสัมพันธ์และความรักแล้ว เราอาจพบว่าตัวละครของทมยันตีล้วนผูกพันแนบแน่นกับการเป็นคนรักเดียวใจเดียว เป็นรักแรกพบ หรือไม่เคยคบหาชายใดมาก่อน เช่น อังศุมาลินที่มีโกโบริเป็นผู้ชายคนแรกและคนเดียว, ดาวเรืองที่พบรักกับปลัด แม้จะมีเพื่อนสนิทแอบรักมาโดยตลอด หรือใน ‘ถนนสายหัวใจ’ ที่ตัวละครชายจำต้องไปแต่งงานกับสาวอื่น ขณะที่ตัวละครหญิงในเรื่องที่เก็บรักอันแสนบริสุทธิ์ไว้ให้เขานั้น ต้องพบเจอจุดจบอันแสนเศร้า โดยไม่ได้เรียนรู้ที่จะลองรักชายอื่นอีกเลย -- นิยายหลายเรื่องของทมยันตีจึงแฝงฝังแนวคิดเรื่องความรักอันแสนบริสุทธิ์ และตัวละครหญิงที่ควรต้องมีรักเดียว (ขณะที่ผู้ชายอาจเคย ‘ผ่าน’ ใครอื่นมาก่อนก็ได้)

จากผลวิจัยใน ‘บุคลิกภาพตัวละครเอกสตรีในนวนิยายของทมยันตี ช่วง พ.ศ.2509 ถึง พ.ศ.2529’ วิทยานิพนธ์โดย ประดับ ภูมิลา เมื่อปี 2542 ระบุว่า “ทมยันตีสร้างบุคลิกภาพตัวละครเอกสตรีในสองช่วงทศวรรษนั้น (ให้) มีคุณลักษณะที่ไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือ ทมยันตียังยึดขนบเดิมในการสร้างตัวละคร การเปลี่ยนแปลงในยุคสังคมในสมัยนั้น และช่วงระยะเวลาตลอดจนประสบการณ์ชีวิตและปัญหาความขัดแย้งในเรื่องชีวิตคู่ของผู้เขียนอาจส่งผลให้งานเขียนมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้น แต่บุคลิกภาพตัวละครเอกสตรีส่วนใหญ่ยังคงมีความงาม สุภาพ มีเหตุผล สติปัญญาที่ฉลาด เป็นสตรีที่เก่ง กล้าคิด กล้าตัดสินใจเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม”

ในทางกลับกัน ก็มีงานวิจัย ‘วาทกรรมของ มิเชล ฟูโกต์ ต่อสถานภาพและบทบาทสตรีไทยตามที่นำเสนอในนวนิยายของ คุณหญิง วิมล ศิริไพบูลย์’ โดย วศินี สุทธิวิภากร เมื่อปี 2552 ที่ตั้งข้อสังเกตว่า “แนวการเขียนนวนิยายของคุณหญิงวิมลมีความลุ่มๆ ดอนๆ เนื่องจากแนวความคิดเรื่องสตรีที่คุณหญิงต้องการเสนอภาพให้เทียบเท่าบุรุษนั้น ไม่มีความปะติดปะต่อ หรือมีความเป็นเอกภาพของกรอบแนวคิด หรืออุดมการณ์ซึ่งถือว่าเป็นปฏิบัติการเชิงอำนาจรูปแบบหนึ่งของวาทกรรม ที่เป็นเพียงการนำภาพเสนอต่างๆ มาเรียงร้อยต่อกัน แต่ตัวเนื้อหาดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลกระแสความคิดแบบปิตาธิปไตย นอกจากนั้น การจัดวางตำแหน่งสตรียังตอกย้ำความเป็นเพศตรงข้ามกับบุรุษอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งเป็นการสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเพศให้ชัดเจนขึ้นอีก [...] หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คุณหญิงวิมลไม่ได้ประกอบสร้างวาทกรรมหลักคือ วาทกรรมสตรีนิยม ที่สตรีมีสิทธิเท่าเทียมบุรุษอย่างที่เราเข้าใจ แต่คุณหญิงได้ตอกย้ำข้อจำกัดและข้อขัดแย้งในความเป็นหญิง ผ่านตัวบทนวนิยายที่ย้อนแย้งในตัวเอง คุณหญิงวิมลได้ผลิตซ้ำกรอบความรู้ความเข้าใจสตรีในบริบทสังคมที่ชายเป็นใหญ่อยู่นั่นเอง”



เราจึงอาจจะพอกล่าวได้ว่า ตัวละครหญิงในนิยายของทมยันตีนั้น ก็เป็นเสมือนกระจกสะท้อนภาพความเป็นหญิงในอุดมคติของเจ้าตัว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง เป็นหญิงที่มีความ ‘สมัยใหม่’ หากแต่ก็ยังยึดโยงอยู่กับกรอบวาทกรรมเดิมๆ ของความเป็นหญิงที่สังคมกำหนดด้วย โดยเฉพาะเรื่องความรักเดียวใจเดียวที่เราอาจพอพูดได้ว่า แทบไม่มีตัวละครหญิงคนไหนในนิยายของทมยันตีที่มีลักษณะ ‘มากรัก’ เลย 

และนี่ก็อาจเป็นภาพที่สะท้อน ‘ความเป็นทมยันตี’ ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้อย่างชัดเจนที่สุด ทั้งในแง่ของการต้องเผชิญแรงเสียดทานในฐานะผู้หญิงที่ดูมีบทบาทและก้าวหน้าในยุคนั้น, การได้รับตำแหน่งทางการเมือง และถูกปลดเนื่องมาจากคดีฉาวส่วนตัว, การสนับสนุนความเป็นชาตินิยมอย่างสุดโต่ง, ฯลฯ -- โดยหากมองย้อนกลับไป ทั้งตัวทมยันตีและนิยายเหล่านี้ก็ได้ทำหน้าที่เป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ทั้งในเชิงการเมือง การต่อสู้ ตลอดจนความเป็นหญิงในอดีตที่ถูกตีกรอบจากสังคม

อันเป็นกรอบที่ตัวทมยันตีเองอาจต้องรับมือ เผชิญหน้า พร้อมกันนั้นก็ยังช่วย ‘ผลิตซ้ำ’ มันอย่างยาวนานด้วยเช่นกัน


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
พิมพ์ชนก พุกสุข
ชอบดูหนังและกินกาแฟ

Follow