Humberger Menu

Britney vs Spears : คนดังที่ยังถูกกดขี่ด้วยกฎหมาย และการทวงคืนชีวิตจากผู้ให้ชีวิต

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
ประสาร งานแข็ง
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • 29 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันที่แฟนคลับทั่วโลกของ บริตนีย์ สเปียร์ส รอคอย เมื่อศาลสูงรัฐแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินพักอำนาจของ เจมส์ ‘เจมี’ สเปียร์ส บิดาบังเกิดเกล้า ให้พ้นจากตำแหน่ง ‘ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์’ ของเธอตามกฎหมาย หลังจากยึดครองเสรีภาพของลูกสาวคนดังมาตลอด 13 ปีเต็ม
  • เรื่องราวการพิทักษ์ผลประโยชน์ของพ่อ-ลูกสเปียร์สนี้ เป็นประเด็นที่แฟนๆ เฝ้าคอยจับตาอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ มาโดยตลอด เห็นได้จากจำนวน #FreeBritney บนโซเชียลมีเดียนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาสองปี จนกระทั่งในปีนี้ ก็มีสารคดีเกี่ยวกับบริตนีย์ออกฉายทางโทรทัศน์และบริการสตรีมมิงถึง 4 เรื่องด้วยกัน โดยเฉพาะ Britney vs Spears ที่เผยให้เห็นความเลวร้ายที่พ่อได้กระทำไว้กับลูก เพียงเพราะมัวเมาในทรัพย์สินมหาศาลของเธอ
  • อย่างไรก็ดี บริตนีย์ก็ไม่ได้สนใจเรื่องทรัพย์สิน เธอไม่เคยเข้าวงการเพราะต้องการเงิน เธอแค่อยากทำในสิ่งที่ชอบที่รักอย่างการเต้น และเมื่อได้เป็นแม่คน เธอก็แค่ต้องการเวลาได้อยู่กับลูก ซึ่งสิ่งนี้ถูกนำมาใช้ต่อรองให้บริตนีย์ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ใต้ภายใต้การพิทักษ์ผลประโยชน์มาอย่างยาวนาน


กลุ่มเรียกร้อง #FreeBritney ในแอลเอเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

 

29 กันยายนที่ผ่านมา เป็นวันที่แฟนคลับทั่วโลกของ บริตนีย์ สเปียร์ส รอคอย เมื่อศาลสูงรัฐแคลิฟอร์เนียได้ตัดสินพักอำนาจของ เจมส์ ‘เจมี’ สเปียร์ส บิดาบังเกิดเกล้า ให้พ้นจากตำแหน่ง ‘ผู้พิทักษ์ผลประโยชน์’ ของเธอตามกฎหมาย หลังจากยึดครองเสรีภาพของลูกสาวคนดังมาตลอด 13 ปีเต็ม

เรื่องราวการพิทักษ์ผลประโยชน์ของพ่อ-ลูกสเปียร์สนี้ เป็นประเด็นที่แฟนๆ เฝ้าคอยจับตาอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ มาโดยตลอด เห็นได้จากจำนวน #FreeBritney บนโซเชียลมีเดียนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลาสองปี จนกระทั่งในปีนี้ ก็มีสารคดีเกี่ยวกับบริตนีย์ออกฉายทางโทรทัศน์และบริการสตรีมมิงถึง 4 เรื่องด้วยกัน



ไม่ว่าจะเป็น Framing Britney Spears ที่ออกฉายเป็นตอนที่ 6 ในซีรีส์ The New York Times Presents ทางช่อง FX และสตรีมมิง HULU (พันธมิตรในไทยคือสตรีมมิง Disney+ Hotstar แต่ไม่มีโปรแกรมนี้เข้าฉาย) ซึ่งเล่าเรื่องราวของบริตนีย์ตั้งแต่เริ่มดังจนถึงการเคลื่อนไหว #FreeBritney โดยเน้นหนักไปที่การคุกคามของสื่อมวลชนจนส่งผลร้ายต่อตัวเธอ 

ตามด้วย Controlling Britney Spears ที่ออกฉายเป็นตอนที่ 9 ในวันที่ 24 กันยายน โดยตอนหลังนี้เปลี่ยนมาว่ากันที่ประเด็นร้อนอย่างการพิทักษ์ผลประโยชน์กันแบบเน้นๆ โดยมีอดีตเพื่อนร่วมงาน, บอดี้การ์ด และคนใกล้ชิดของบริตนีย์ออกมาถ่ายทอดมุมมองของตน เพื่อเรียกร้องสิทธิให้ศิลปินสาว เนื้อหาตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความรักความห่วงใยและข้อมูลวงใน ที่หากใครได้ดูก็คงสะเทือนใจไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น และอยากขอบคุณพวกเขาที่กล้าท้าทายอำนาจของคณะผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ ซึ่งได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่ววงการ จนแทบไม่มีใครกล้าออกมาแสดงตัวว่า ยืนอยู่ข้างบริตนีย์



ขณะที่ Toxic: Britney Spears’ Battle For Freedom ที่ออกฉายเป็นตอนที่ 18 ในรายงานพิเศษ CNN Special Report ทาง CNN และ YoutubeTV ของช่อง มีเนื้อหาไม่ต่างจาก Framing Britney Spears มากนัก เพราะคล้ายกับเป็นการเอาข่าวต่างๆ ตลอด 23 ปีในวงการของนักร้องสาวมาปะติดปะต่อกันจนเป็นรายงานพิเศษตอนนี้

ก่อนที่ในวันที่ 28 กันยายน ซึ่งเป็นวันครบรอบ 23 ปี ของการวางขายซิงเกิล ...Baby, One More Time ที่สร้างชื่อให้บริตนีย์กลายเป็นศิลปินหญิงที่โด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์เพลงโลก สารคดีเรื่อง Britney vs Spears จะออกฉายทางสตรีมมิงเบอร์ต้นอย่าง Netflix

แต่ก่อนที่จะไปเข้าเรื่องสารคดีเรื่องล่าสุดนี้ เราลองมาไล่เรียงดูไทม์ไลน์ชีวิตของ บริตนีย์ สเปียร์ส และเส้นทางตลอดกว่าสองทศวรรษในฐานะศิลปินของเธอกันก่อนอย่างย่นย่อแบบพอสังเขป



28 กันยายน 1998 

ซิงเกิล ...Baby, One More Time วางขายและกลายเป็นหนึ่งในเพลงที่ดัง และขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายกว่า 10 ล้านหน่วยทั่วโลก ส่งให้ชื่อของ บริตนีย์ สเปียร์ส ในวัย 16 หย่อนๆ โด่งดังเป็นดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการเพลง

โดยในช่วง 9 ปีแรกสำหรับการเป็นศิลปินของเธอนั้น เต็มไปด้วยความสำเร็จอันหอมหวาน รวมถึงการสร้างฐานแฟนคลับไปทั่วโลก พร้อมรายได้มหาศาลและข่าวคราวมากมายในแบบที่ศิลปินคนอื่นๆ ในยุคนั้นไม่อาจเทียบเท่าได้



4 มกราคม 2008 

สัญญาณอันตรายปรากฏ เมื่อบริตนีย์เริ่มต้นปีด้วยการถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้น ข่าวฉาวของซุปเปอร์สตาร์สาวก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวพันกับชีวิตส่วนตัวอันแสนยุ่งเหยิงของเธอ สื่อมวลชนตีข่าวว่า บริตนีย์เสียสติ ทั้งเจ้าตัวยังต้องขึ้นศาลแย่งสิทธิ์เลี้ยงดูลูกชายสองคน แต่กลับถูกตัดสินให้พ่ายแพ้แก่สามีเก่าที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นชิ้นเป็นอันเสียด้วยซ้ำ 

ในปีนั้น ชีวิตของ ‘ศิลปินหญิงเบอร์หนึ่งแห่งยุค’ จึงดูเหมือนว่ากำลังจะดิ่งถึงก้นเหวของความวินาศ

แต่อะไรก็ไม่ร้ายแรงเท่าการที่เจมี พ่อแท้ๆ ของเธอ ยื่นเรื่องต่อศาลให้แต่งตั้งเขาเป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของเธอตามกฎหมาย ทั้งในด้านชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งนั่นหมายความว่า บริตนีย์จะทำอะไรไม่ได้เลย หากพ่อไม่อนุญาต สิทธิในการใช้ชีวิตของเธอจึงไม่ต่างอะไรจาก ‘ผู้เยาว์’ ที่ยังต้องมีผู้ปกครองคอยอนุมัติในทุกเรื่อง เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าพรากเสรีภาพในฐานะ ‘มนุษย์’ คนหนึ่งไปจากเธอ 

ซ้ำร้ายเขายังดูมัวเมากับอำนาจที่มีเหนือชีวิตและทรัพย์สินของลูกสาวมากขึ้นเรื่อยๆ จนคนนอกยังรู้สึกผิดสังเกต อารยะขัดขืนเพื่อปลดแอกตัวเองจึงเริ่มขึ้น



4 มกราคม 2019 

การแสดง Britney: Domination ที่ลาสเวกัสของบริตนีย์ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด หลังจากที่เจมีต้องเข้าโรงพยาบาล บริตนีย์จึงขอพักงานแบบไม่มีกำหนด 

กระทั่งมีข่าวหลุดมาในเดือนเมษายนว่า เธอถูกส่งตัวไปสถานบำบัด แต่ข่าวลือที่ร้ายแรงกว่านั้นอ้างว่า อันที่จริง บริตนีย์ถูก ‘รักษา’ ในสถานพยาบาลแห่งนี้มาตั้งแต่เดือนมกราคมแล้ว ซึ่งก็ตรงกับเวลา 3 เดือนที่เธอหายหน้าไปจากโซเชียลมีเดียพอดี 

ดราม่าในชีวิตบริตนีย์คราวนี้ดูจะหนักหนากว่าครั้งไหน จนแฟนๆ และเพื่อนฝูงคนใกล้ชิดเริ่มติด #FreeBritney ในโพสต์ออนไลน์ต่างๆ เพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตของศิลปินสาว -- เรื่องราวเริ่มใหญ่โตไม่แพ้สถานการณ์โควิด-19 และการประท้วง Black Lives Matter แต่ทุกอย่างก็ดำเนินไปอย่างสันติบนโลกออนไลน์โดยปราศจากความรุนแรงใดๆ และพอจะเป็นความหวังของแฟนคลับและผู้คนที่ทนเห็นมนุษย์คนหนึ่งต้องถูกย่ำยีอย่างไร้ความปรานีในแบบที่เป็นอยู่ได้บ้าง



สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นและจุดประสงค์ที่ทำให้ เอริน ลี คาร์ คนทำสารคดี และ เจนนี เอลิสคิว นักข่าวจากนิตยสาร Rolling Stone ต้องร่วมมือกันทำสารคดีเรื่อง Britney vs Spears เพื่อเล่าเรื่องคดีที่ถือเป็น ‘การค้ามนุษย์’ ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในโลกบันเทิง

ผู้หญิงสองคนที่เป็นทั้งเพื่อน ผู้ร่วมงาน และแฟนคลับของซุปเปอร์สตาร์สาวระดับโลก พาคนดูไปเจาะลึกข้อมูลที่น่าสะพรึงจนไม่น่าเชื่อว่า คนที่ใช้อำนาจกดขี่ และควบคุมชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น ก็คือ ‘พ่อ’ ที่ทำได้แม้แต่กับ ‘ลูกสาว’ ของตัวเอง โดยใช้ลูกชายสองคนของบริตนีย์เป็นเครื่องต่อรอง 

ทั้งการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างการติดตั้ง ‘กล้อง’ เพื่อจับทุกความเคลื่อนไหวของบริตนีย์ในทุกอิริยาบถ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องนอน, การกีดกันคนใกล้ชิดที่อาจเป็นประโยชน์ต่อบริตนีย์ แต่เป็นอุปสรรคต่อคณะผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ออกไป, การบังคับใช้แรงงานให้บริตนีย์ต้องขึ้นแสดงคอนเสิร์ต แม้ในวันที่เธอไม่สบายจนแทบล้ม หรือต้องร้องไห้ระหว่างเปลี่ยนชุด, ไปจนถึงการยักยอกทรัพย์สินส่วนหนึ่งของบริตนีย์โดยไม่ชอบธรรม ซึ่งเรื่องหลังสุดนี้ดูจะเป็นเหตุจูงใจหลักของพ่อในการลิดรอนสิทธิการใช้ชีวิตของเธอ


เจมี, บริตนีย์, พี่ชาย และแม่ของเธอ เมื่อปี 2006 (ภาพโดย Corbis Entertainment)

 

แต่บริตนีย์ก็ไม่ได้สนใจเรื่องทรัพย์สิน เธอไม่เคยเข้าวงการเพราะต้องการเงิน เธอแค่อยากทำในสิ่งที่ชอบที่รักอย่างการเต้น และเมื่อได้เป็นแม่คน เธอก็แค่ต้องการเวลาได้อยู่กับลูก ซึ่งสิ่งนี้ถูกนำมาใช้ต่อรองให้บริตนีย์ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ใต้ภายใต้การพิทักษ์ผลประโยชน์มานานถึง 13 ปี

อดีตดาราเด็กที่ลงท้ายต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อเรียกร้องสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของตนนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในวงการฮอลลีวูด เพราะไม่ว่าจะเป็น แม็กคอลีย์ คัลกิน อดีตเจ้าหนู ‘โดดเดี่ยวผู้น่ารัก’ หรือนักร้องสาว ลีแอนน์ ไรมส์ ผู้เป็นเจ้าของรางวัลแกรมมี่มาตั้งแต่อายุ 14 ปี ที่มีเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง How Do I Live ก็ล้วนผ่านจุดนี้มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น 

แต่คงไม่มีครั้งไหนที่ผู้เป็นบุพการีจะทำเรื่องร้ายแรงได้อย่างอื้อฉาว และยาวนานเช่นนี้ ...เรื่องร้ายแรงชนิดที่ไม่ควรมีคนดัง-หรือมนุษย์-คนไหนต้องประสบพบเจอแบบเดียวกับบริตนีย์อีก

วันนี้ บริตนีย์เป็นอิสระจากผู้เป็นพ่อแล้ว เราก็ได้แต่หวังว่าเธอจะมีโอกาส ‘ใช้ชีวิต’ ในแบบที่เธอต้องการได้เสียที


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
ประสาร งานแข็ง
นักเขียนวัย​ 36​ ที่เริ่มทำงานแปลมาตั้งแต่อายุ 18​ และหลงรัก​ Spice​ Girls, P!NK​ รวมถึง Toni Collette แบบสุดหัวใจ

Follow