Humberger Menu

‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ หนังสือจากชีวิตนักแสดงละครเวที ผู้ต้องโทษจำคุกด้วยคดี 112

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
จิรภัทร เสถียรดี
LineCopy

LATEST

+
Summary
  • ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ เป็นการบันทึกเรื่องราวชีวิตภายในเรือนจำของ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง ผู้ถูกตัดสินให้มีความผิดในคดีหนึ่ง ซึ่งเรียกตามภาษาปากว่า ‘คดีหมิ่น’ จากการจัดแสดงละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ ในงาน 40 ปี 14 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปี 2556
  • หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจในบริบททางสังคมการเมืองของประเทศนี้ได้ดีขึ้น โดยอาศัย ‘เรือนจำหญิง’ มาเป็นภาพสะท้อนหลัก ที่ช่วยอธิบายระบบสังคมแบบไทยๆ ในหนังสือเล่มนี้ ช่วย ‘เปิดตา’ เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งอาจช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงและการค้นหาหนทางแก้ไขได้มากกว่าที่เป็นอยู่
  • อย่างไรก็ดี แม้ ‘บันทึกจากทัณฑสถาน’ ของภรณ์ทิพย์จะเต็มไปด้วยมวลความทุกข์อันแสนยากเข็ญ ทว่าวิธีการเล่าเรื่องของเธอกลับอัดแน่นไปด้วย ‘พลังบวก’ อย่างน่าอัศจรรย์ โดยพลังบวกที่ว่านี้เกิดจากการยืนหยัดมั่นคงในการบอกเล่าเรื่องราวตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลั่นกรองผ่านความรู้สึกที่แท้จริงของผู้เล่าเอง


เย็นวันฝนพรำในเดือนกันยายน 2563 เราลัดเลาะอยู่บนถนนที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่ออกมาร่วมส่งเสียงแสดงความคิดเห็นเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมตามสิทธิพลเมืองในย่านสนามหลวง 

เราเดินผ่านบรรดาร้านอาหารข้างทางที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น และตั้งเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ จนกระทั่งได้พบเข้ากับแผงหนังสือเฉพาะกิจ และสะดุดตากับหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่ง ที่ถูกตั้งชื่อราวกับกำลังพูดคุยกับผู้อ่านว่า ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’

หนังสือที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่นักอ่านรุ่นใหม่เล่มนี้ เป็นการบันทึกเรื่องราวชีวิตภายในเรือนจำของ ภรณ์ทิพย์ มั่นคง ผู้ถูกตัดสินให้มีความผิดในคดีหนึ่ง ซึ่งเรียกตามภาษาปากว่า ‘คดีหมิ่น’ จากการจัดแสดงละครเวที ‘เจ้าสาวหมาป่า’ ในงาน 40 ปี 14 ตุลา ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อปี 2556 

...จนเธอต้องโทษจำคุก 



ด้วยบันทึก ‘เรื่องจริง’ ที่เข้มข้นราวกับหนังดราม่าน้ำดีนี่เอง ทำให้เราตัดสินใจยอมควักเงินออกจากกระเป๋า เพื่อที่จะพาหนังสือปกแข็งรูปเล่มขึงขังคล้ายคัมภีร์เล่มนี้กลับบ้านมาด้วย 

ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารมักถูกย่อส่วน เพื่อให้สะดวกต่อการเสพของผู้อ่านด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วและจำกัด หนังสือเล่มหนาที่มีความยาวกว่า 800 หน้ากระดาษ อาจฟังดูเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทายต่อสมาธิของผู้อ่าน แต่เราเชื่อว่า หากคุณได้ลองพลิกหน้ากระดาษเพื่อทำความรู้จักกับภรณ์ทิพย์ และเหล่าตัวละครมากสีสันเพียงไม่กี่บทในหนังสือ ก็น่าจะหักห้ามใจลำบากที่จะไม่อ่านมันต่อจนจบ

หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจในบริบททางสังคมการเมืองของประเทศนี้ได้ดีขึ้น โดยอาศัย ‘เรือนจำหญิง’ มาเป็นภาพสะท้อนหลัก ซึ่งบางคนอาจคิดว่า เรือนจำที่ว่าคงมีลักษณะคล้ายโรงเรียนประจำหญิงล้วนที่เข้มงวดเรื่องความเป็นอยู่ และกักกันอิสรภาพตามบทลงโทษเพียงเท่านั้น หากแต่ในความเป็นจริง มันกลับไม่ได้เป็นไปตามภาพที่เราเคยเสพจากสื่อหนังหรือซีรีส์ของต่างชาติ 

เพราะเรื่องจริงมันเลวร้ายกว่านั้นมาก 



โดยประเด็นน้อยใหญ่ที่ช่วยสะท้อนระบบสังคมแบบไทยๆ ในหนังสือเล่มนี้ ช่วย ‘เปิดตา’ เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ‘เคล็ดลับการรักษาโรค’ จากภูมิปัญญาของ ‘เจ้าถิ่น’ ซึ่งอาจสั่นคลอนความเชื่อทางสาธารณสุขภายในเรือนจำ, บทบรรยายความแออัดของเรือนนอน ที่ถูกละเลยมาตรฐานด้านสุขภาวะโดยสิ้นเชิง (จึงไม่น่าแปลกใจที่เชื้อไวรัสโควิด-19 จะระบาดหนักในคุกเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา), สิทธิความเป็นมนุษย์ของนักโทษที่ถูกลิดรอนอยู่เป็นนิจ ซึ่งอาจช่วย ‘เบิกเนตร’ ให้กับผู้อ่าน, กลไกเศรษฐกิจภายในเรือนจำ, ชะตากรรม ‘บุตร’ ของนักโทษหญิงที่คลอดในทัณฑสถาน รวมถึงเส้นทางของบริจาคที่คนภายนอกส่งเข้ามา ซึ่งทำให้เราสงสัยเหลือเกินว่า หากเหล่าผู้มีจิตกุศลเหล่านั้นได้อ่าน พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร เมื่อรับรู้ว่าสถานีสุดท้ายของข้าวของเครื่องใช้ที่เคยส่งไปช่วยเหลือเกื้อกูลญาติมิตรในเรือนจำ อาจไม่ได้ถูกใช้ตามเป้าประสงค์อย่างที่คิด 

การทำความเข้าใจเส้นด้ายแห่ง ‘ความผิดปกติ’ เหล่านี้ ที่ถูกถักทอขึ้นเป็นผืนผ้าที่พะยี่ห้อว่า ‘ความปกติ’ ของสังคมไทย อาจช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงและการค้นหาหนทางแก้ไขได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และบันทึกของภรณ์ทิพย์ ก็น่าจะถือเป็นหนึ่งในวรรณกรรมชิ้นสำคัญ ที่อาจช่วยต่อเติมช่องว่างของ ‘ความไม่รู้’ ในสังคมไทย ให้กลายเป็นภาพแห่งความตระหนักรู้ที่ชัดเจนขึ้นได้



อย่างไรก็ดี แม้ ‘บันทึกจากทัณฑสถาน’ ของภรณ์ทิพย์จะเต็มไปด้วยมวลความทุกข์อันแสนยากเข็ญ ทว่าวิธีการเล่าเรื่องของเธอกลับอัดแน่นไปด้วย ‘พลังบวก’ อย่างน่าอัศจรรย์ โดยพลังบวกที่ว่านี้เกิดจากการยืนหยัดมั่นคงในการบอกเล่าเรื่องราวตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และกลั่นกรองผ่านความรู้สึกที่แท้จริงของผู้เล่าเอง 

เศร้าก็บอกว่าเศร้า กลัวก็บอกว่ากลัว ยอมรับความเปราะบาง ไม่เคยฝืนรับบทบาทนักสู้ผู้ไม่เคยหวั่นเกรง

วิธีการเล่าที่ตรงไปตรงมาดังกล่าว ทำให้เราชื่นชมทัศนคติของผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้ไม่เคยร้องขอความเห็นใจคนนี้มากขึ้นไปอีก เพราะทุกคำพูดของภรณ์ทิพย์เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ มั่นหน้า ยียวน ทว่าเปิดเผย ซึ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจอารมณ์และความหมายของชื่อหนังสือ ที่แม้จะแฝงความปลงตกเอาไว้ แต่ก็กลับยังเข้มแข็งและไม่เคยสิ้นหวังท้อแท้

นี่คือเรื่องราวการเดินทางของมนุษย์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ความเข้มแข็งของตัวเธอเอง ได้ช่วยจุด ‘แสงแห่งความหวัง’ ให้ส่องประกายขึ้นมา แม้ต้องตกอยู่ในสถานที่และช่วงเวลาสุดมืดมน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้เธออย่างแสนสาหัส

ภรณ์ทิพย์ไม่ได้ปล่อยให้เวลาที่ถูกพรากไป-แม้จะอยู่ในช่วงวัยที่เธอควรได้ใช้ชีวิตอิสระอย่างสดใสเบ่งบาน-ต้องสูญเปล่า ทุกประสบการณ์ที่ได้พบเจอมากับตัว จึงถูกแปรมาเป็นตัวหนังสือที่ฉายภาพความมืดมิดในหลืบลับแลที่เพื่อนร่วมสังคมอาจมองข้าม เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่เธอต้องเผชิญ ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครหน้าไหนทั้งสิ้น



อนึ่ง การมาถึงของหนังสือ ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ ยังได้กลายมาเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงถึงความคิดเห็นทางการเมืองที่ (ยังคง) ไม่ลงรอยกันระหว่างผู้คนกับผู้มีอำนาจในสังคมด้วย เมื่อมีนักแสดงหญิงท่านหนึ่งถูกกล่าวอ้างและโจมตีถึงความไม่เหมาะสม เพียงแค่เธอโพสต์รูปคู่กับงานเขียนของภรณ์ทิพย์ลงในช่องทางออนไลน์

เหตุการณ์ในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการควบคุมเสรีภาพพลเมืองของรัฐ หรือผู้สนับสนุนแนวทางดังกล่าวของรัฐ ที่เริ่มมีให้เห็นกันอย่างแพร่หลายในเวลาต่อมา ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเยี่ยมเยือนสำนักพิมพ์ ฟ้าเดียวกัน เพื่อตรวจสอบเนื้อหาในหนังสือประวัติศาสตร์การเมือง หรือแม้แต่กรณีการเรียกตัวผู้จัดทำหนังสือเด็กชุด ‘นิทานวาดหวัง’ ที่สนับสนุนแนวคิดประชาธิปไตยให้เข้าชี้แจงวัตถุประสงค์ในการจัดพิมพ์ เป็นต้น

อาการ ‘ขยาดกลัวหนังสือการเมือง’ ของฝั่งรัฐที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ จึงควรเป็นตัวจุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามกันอย่างจริงจังเสียที ว่าทำไมสังคมของเราถึงจำกัดเสรีภาพการอ่าน/เขียน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรจะได้รับ 

และทำไมเราถึงได้รับอนุญาตให้รับ ‘สาร’ ได้แค่จากฝั่งที่ผู้มีอำนาจคัดสรรมาให้เพียงเท่านั้น?

เมื่อมาถึงตรงนี้ เชื่อว่า ใครหลายคนคงไม่ต้องการให้จำนวนประชากรของ ‘ผู้เขียนบันทึกจากเรือนจำ’ มีมากไปกว่านี้อีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ผู้แสดงความ ‘เห็นต่าง’ ต้องถูกกวาดต้อนเข้าที่คุมขังมาโดยตลอดเช่นนี้ 

เพราะมันไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก ไม่ว่ากับใคร หรือกับฝั่งฝ่ายใดที่มีแนวคิดทางการเมืองแบบไหนก็ตาม 

และสิ่งที่สังคมต้องการจริงๆ ก็คือการเพิ่มจำนวนของผู้รับรู้โศกนาฏกรรมเหล่านี้ เพื่อให้คนในสังคมได้ร่วมกันทำความเข้าใจสถานการณ์ใน ‘บ้าน’ ของเราเองให้ลึกซึ้งและถ่องแท้ยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ช่วยกันแลกเปลี่ยนและปรับปรุงให้มันกลับมา ‘น่าอยู่’ ได้อีกครั้ง ภายใต้ความคิดความเชื่อที่แตกต่างหลากหลายของคนในบ้าน



เรื่องราวในตอนจบของหนังสืออาจทำให้ผู้อ่านอย่างเราอุ่นใจขึ้นมาบ้าง เมื่อทราบว่า ในที่สุด ภรณ์ทิพย์ก็พ้นโทษ และเธอยังได้กลับไปทำงานสร้างสรรค์ที่ตนหลงใหลอีกครั้ง ณ ที่ใดที่หนึ่งในประเทศสเปน ซึ่งเธอยังคงได้มีส่วนร่วมในการจัดแสดงผลงานศิลปะที่บันดาลใจมาจากเรื่องราวของนักโทษหญิงและการต่อสู้ทางการเมืองต่างๆ 

เพราะไม่ว่าจะต้องพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายมาสักแค่ไหน ความคิดสร้างสรรค์อันเป็นอิสระของภรณ์ทิพย์ก็ไม่อาจถูกจำกัดด้วยกรอบของสถานที่อย่าง ‘กำแพงเรือนจำ’ ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดจากการพยายามขีดเขียนบันทึกเล่มนี้ขึ้นในรั้วทัณฑสถาน และการนำมันออกมาตีแผ่สู่สายตาของผู้อ่านหลายร้อยหลายพันคน เพื่อให้ผลผลิตทางปัญญาชิ้นนี้ได้ทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

เมื่อนึกย้อนกลับไปยังจุดแรกพบของเรากับ ‘มันทำร้ายเราได้แค่นี้แหละ’ เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เกิดขึ้นมานานแล้วในสถานที่เดียวกันกับที่เราซื้อหนังสือเล่มนี้ หรือแม้กระทั่งในพื้นที่อื่นๆ ด้วยก็ตาม

การส่งเสียงเรียกร้องเพื่อการปฏิรูปสังคมจากวันนั้นจวบจนปัจจุบัน ยังไม่สิ้นสุดลง และหลายครั้งก็ยังคงเต็มไปด้วยความสูญเสียในมิติต่างๆ 

แต่หากเรายังเชื่อมั่นว่า มันไม่ใช่การกระทำที่สูญเปล่า การเปลี่ยนแปลงน้อยใหญ่ก็จะสามารถเกิดขึ้นและดำเนินต่อไปได้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญหนึ่ง ที่อาจอยู่ในรูปแบบของการมอบความรู้ความเข้าใจผ่าน ‘วรรณกรรม’ ซึ่งผู้เขียนและผู้อ่านสามารถร่วมกันสร้างภาวะ ‘ผลัดใบ’ ให้เกิดแก่สังคมสืบต่อไป ก็เป็นได้



Share article
  • Line
  • link
creator
Author
จิรภัทร เสถียรดี
ผู้เชื่อว่าสังคมเปลี่ยนได้ด้วยความมหัศจรรย์แห่งการเล่าเรื่อง

Follow