Humberger Menu

การบิดเบือนทางวัฒนธรรมของคำว่า ‘อินดี้’ ในหนังไทย กับการนำเสนอภาพท้องถิ่นที่ยังต้องถกเถียง

คุณสามารถอ่านได้อีก

5

บทความ

Register

or

Login

creator
นคร โพธิ์ไพโรจน์
LineCopy

LATEST

+
West Side Story : เมื่อหนังเพลงคลาสสิกที่กำลังหวนคืนจอ ...เคยเปิดตัวเป็นละครเวทีสุดแป้กมาก่อน!
Summary
  • จากความสำเร็จของหนังไทบ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ทำให้เกิดความหวังที่น่าตื่นเต้นขึ้นในวงการหนังไทย นั่นคือการกระจายภาคการผลิตไปในแต่ละภูมิภาค แทนที่จะมองเห็นกลุ่มคนดูเพียงแค่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เท่านั้น ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ถูกวาดหวังว่าจะมุ่งไปสู่การนำเสนอจิตวิญญาณผ่านคนในท้องถิ่น ที่อาจก่อให้เกิดความหลากหลายของเนื้อหา
  • อย่างไรก็ดี รูปแบบงานสร้างของทั้ง ‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ และ ‘ส้มป่อย’ อาจกำลังบิดเบือนความหมายของ ‘อินดี้’ ที่แปลว่า ‘อิสระ’ ไปสู่การจำกัดความจิตวิญญาณท้องถิ่น -ที่ควรเป็นอิสระจาก ‘ค่านิยมทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง’ อย่างสมบูรณ์- ด้วยรูปแบบงานสร้างผ่านระบบสตูดิโอ
  • เมื่อรูปแบบการสร้างผิดเพี้ยนไปจากโมเดลอินดี้อีสานแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการพยายามทำให้หนังสื่อสารกับคนวงกว้างมากที่สุด จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่าตัวงานเองสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับคนในพื้นที่ได้จริงหรือ?


‘หนังอินดี้’ หมายถึงหนังที่ใช้ทุนสร้างนอกระบบสตูดิโอ ขณะที่ ‘เพลงอินดี้’ หมายถึงเพลงที่อยู่นอกระบบสตูดิโอ ซึ่งล้วนเปิดโอกาสให้คนสร้างงานได้อย่างอิสระ แต่คำว่า ‘อินดี้’ ในปัจจุบันกลับถูกใช้อธิบายถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่กลายมาเป็นสิ่งที่แปลกใหม่น่าตื่นตาในโลกกระแสหลัก ซึ่งโดยมากมักเกิดจากการผลิตที่อยู่นอกเหนือข้อจำกัดจากระบบสตูดิโอ หรืออธิบายให้ชัดขึ้น ก็คือ กลุ่มเพลงลูกทุ่งอินดี้และหนังอีสานอินดี้ ที่ต่างก็พิสูจน์ความนิยมด้วยยอดชมร้อยล้านวิวในยูทูบ และรายได้บ็อกซ์ออฟฟิศหลายสิบล้านบาท 

คำว่า ‘อินดี้’ ลื่นไหลไปตามบริบทของยุคสมัย ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากการขยายขอบเขตความหมายให้กว้างขึ้น ตามความสำเร็จของ ‘ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้’ ที่ถูกตอกย้ำด้วยหนังชุด ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ก็เป็นได้

จากความสำเร็จของหนังไทบ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสาน ทำให้เกิดความหวังที่น่าตื่นเต้นขึ้นในวงการหนังไทย นั่นคือการกระจายภาคการผลิตไปในแต่ละภูมิภาค แทนที่จะมองเห็นกลุ่มคนดูเพียงแค่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เท่านั้น 

แนวคิดเช่นนี้ถูกวาดหวังว่าจะมุ่งไปสู่การนำเสนอจิตวิญญาณผ่านคนในท้องถิ่น ซึ่งอาจก่อให้เกิดความหลากหลายของเนื้อหา และได้เห็นความแปลกตาในแง่ของทัศนียภาพและวิถีชีวิต 

อาจดูเป็นโมเดลในอุดมคติเอาเสียเหลือเกิน เพราะแค่เพียงเดินตามสูตรสำเร็จเหล่านี้ เราก็คงได้วงการหนังไทยที่ประกอบสร้างจิตวิญญาณท้องถิ่นอันแตกต่างหลากหลาย ...แต่มันอาจไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมที่พร้อมหักล้างความคิดนี้อีกมากมาย โดยเฉพาะจากการติดกับดักความสำเร็จของ ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’



หนังไทยโดยเฉพาะในยุคที่การผลิตไม่มีหลักประกันความเสี่ยงใดรองรับเช่นปัจจุบัน การมองหาโมเดลความสำเร็จที่ใช้ต้นทุนต่ำจึงอาจจำเป็น และสิ่งนั้นก็คือ ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ (2560) หนังที่สร้างโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เดินตามรอยความสำเร็จจากหนังอิสระอย่าง ‘ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานอินดี้’ (2557) ของ อุเทน ศรีริวิ อีกที

ทั้งสองเรื่องว่าด้วยชีวิตของผู้คนในชุมชนอีสาน ที่ต้องเจอบททดสอบ ทั้งเรื่องความอยู่รอดและความรัก แตกต่างกันไป สะท้อนวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของอีสาน ซึ่งจุดร่วมกันของทั้งคู่คือ การไม่ได้มุ่งนำเสนอความงดงามของชนบท แต่แสดงให้เห็นความเป็นจริง -หรืออย่างน้อยก็ชี้นำจนคนดูที่อยู่นอกบริบทให้เชื่อได้ว่าจริง- และมีการสื่อสารบางอย่างกับส่วนกลาง 

ที่สำคัญ แม้ว่าทั้งสองเรื่องจะเป็นหนังตลก แต่ก็ยังลงลึกไปสำรวจรากเหง้าของปัญหาความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นได้อย่างเข้มข้น และแนบเนียนไปกับแนวทางที่คนทำเลือกเดิน 

ด้วยท่าทีของหนังตลก แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือนสื่อกลางกับคนนอกพื้นที่นี้ ทำให้ทั้ง ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ และ ‘ผู้บ่าวไทบ้านฯ’ สามารถต่อยอดความสำเร็จได้อย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างจักรวาลไทบ้านอันนำไปสู่ความแข็งแรงใน ‘มีเดีย’ อีสาน จนได้ร่วมมือกับส่วนกลางที่ต้องการขยายความนิยมสู่ภูมิภาคต่างๆ อย่าง BNK48 ใน ‘ไทบ้าน X BNK48’ (2563) หรือแม้แต่ ‘ผู้บ่าวไทบ้านฯ’ ก็สามารถเดินทางมาบรรจบกับองค์กรสื่อมหาชนอย่าง เวิร์คพอยท์ จนกลายเป็น ‘ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด’ (2564)

ในแง่หนึ่งมันคือการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่มคนทำหนังท้องถิ่นอินดี้ แต่ในอีกด้านมันคือการขยายบริบทอีสานสู่มีเดียส่วนกลาง ที่อาจไม่ได้มาจากการร้องขอของท้องถิ่นแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งสอดคล้องไปกับการกระจายแรงงานอีสานไปยังภูมิภาคต่างๆ ที่พิสูจน์พลังได้แล้ว จากการร่วมกันผลักดันความนิยมต่อวัฒนธรรมอีสานอินดี้ จนสามารถเข้ามาอยู่ในกระแสหลักได้อย่างแนบเนียน



จากความสำเร็จของอีสาน จึงเกิดการเสาะหาความอินดี้ที่ต่อยอดความนิยมสู่กระแสหลักจากภูมิภาคอื่นตามมา และภาคใต้ก็สามารถทำสำเร็จจากฐานความนิยมของ เอกชัย ศรีวิชัย และเพลง ‘เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว’ ของ เจนนี่ กับ ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น จนเกิดเป็นหนัง ‘มนต์รักดอกผักบุ้ง เลิกคุยทั้งอำเภอ’ (2563) ที่เข้าฉายในยุคหลังโควิดระลอกแรก และทำเงินไปพอสมน้ำสมเนื้อในกรุงเทพฯ ขณะที่ในภาคใต้ก็ทำเงินถล่มทลาย จนอาจทำให้รายได้รวมของหนังมากกว่า 60 ล้านบาทเลยทีเดียว

‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ คือหนังใต้อินดี้ที่มีโมเดลความสำเร็จแทบไม่ต่างจากกลุ่มไทบ้านอีสาน คือการวางตัวเป็นหนังรักตลกที่ถ่ายทอดแนวคิดและวิถีชีวิตชาวใต้ แต่ก็มีการพลิกแพลงสูตรสำเร็จไปตามบริบท แนวคิด และมุมมองของคนทำหนังอย่างเอกชัย ศิลปินผู้มีทั้งบารมีและอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่อท้องถิ่นไม่น้อย 

บทบันทึกใน ‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ ผ่านสายตาของเอกชัย คือมุมมองของศิลปินท้องถิ่นที่กำลังจับจ้องไปยังการผลัดใบทางวัฒนธรรม และพยายามเป็นส่วนหนึ่งให้ได้กับการเปลี่ยนแปลงนี้ แน่นอนว่ามันคือบรรยากาศของยุคสมัยที่วัฒนธรรมอินดี้กำลังมีบทบาทในการกำหนดความนิยมของสังคม หนังจึงมีนัยของการเปิดประเด็นสนทนาจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง จนอาจเป็นปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จ นอกเหนือไปจากแรงศรัทธาและความนิยมในตัวศิลปินเอง



ในขณะที่ภาคเหนือก็เพิ่งเกิดปรากฏการณ์กับ ‘ส้มป่อย’ ผลงานจากกลุ่มคนทำหนังอินดี้ที่รวมตัวกันในเชียงใหม่ ซึ่งแม้หนังจะไม่ได้ทำรายได้น่าตื่นเต้นนักในกรุงเทพฯ แต่ที่ภาคเหนือในสุดสัปดาห์แรก ตั๋วหนังกลับขายเกือบหมดแทบทุกรอบทุกจังหวัด 

‘ส้มป่อย’ เป็นอีกเรื่องที่มีแนวทางอินดี้ในบริบทปัจจุบัน เพราะหนังว่าด้วยสาวเหนือที่มีความคิด และชีวิตหักล้างกับขนบดั้งเดิมอันเป็นภาพจำต๊ะต่อนยอนของคนเหนือ แต่เพื่อพิชิตใจหนุ่มกรุงเทพฯ เธอจึงพยายามดันตัวเองให้กลับเข้าสู่ภาพลักษณ์เก่า แม้จะฝืนตัวตนคนเหนือที่ปลดแอกจากสิ่งเหล่านั้นมาไกลแล้วก็ตาม ซึ่งนี่เองที่อาจเป็นสาระสำคัญอันมีร่วมกันของคนเหนือ เพื่อจะฉีกทำลายภาพลักษณ์ที่ถูกยึดโยงกับแนวคิดแบบอนุรักษนิยมส่วนท้องถิ่น หนังจึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีในพื้นที่ของมัน

อย่างไรก็ดี รูปแบบงานสร้างของทั้ง ‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ และ ‘ส้มป่อย’ อาจกำลังบิดเบือนความหมายของ ‘อินดี้’ ที่แปลว่า ‘อิสระ’ ไปสู่การจำกัดความจิตวิญญาณท้องถิ่น -ที่ควรเป็นอิสระจาก ‘ค่านิยมทางวัฒนธรรมจากส่วนกลาง’ อย่างสมบูรณ์- ด้วยรูปแบบงานสร้างผ่านระบบสตูดิโอ 

กล่าวคือทั้งสองเรื่องลงทุนโดยสตูดิโอใหญ่ ทั้ง ‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ ที่สร้างโดย M39 และ ‘ส้มป่อย’ ที่สร้างโดย เอ็ม พิคเจอร์ส ซึ่งก็ล้วนอยู่ในเครือข่ายของ เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ และแน่นอนว่าความคาดหวังของสตูดิโอย่อมไม่พ้นผลงานที่ประสบความสำเร็จในแต่ละภูมิภาคด้วยต้นทุนระดับอินดี้ท้องถิ่น 

เมื่อรูปแบบการสร้างผิดเพี้ยนไปจากโมเดลอินดี้อีสานแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการพยายามทำให้หนังสื่อสารกับคนวงกว้างมากที่สุด อย่าง ‘มนต์รักดอกผักบุ้งฯ’ ก็อาศัยความนิยมของเพลงที่โด่งดังระดับมหาชน รวมไปถึงการเพิ่มนักแสดงจากแวดวงอินดี้อีสาน เต้ย อภิวัฒน์ เพื่อช่วยเรียกความสนใจจากคนดูนอกเหนือจากภาคใต้ ในขณะที่ ‘ส้มป่อย’ หากก้าวข้ามหน้าหนังที่สื่อสารกระแทกใจคนดูท้องถิ่น จะพบว่าผู้สร้างก็วางตัวเองให้อยู่ในรูปแบบการเล่าเรื่องตามสูตรสำเร็จสากลของหนังโรแมนติกคอมเมดี้ชวนฝัน จนนำไปสู่การตั้งคำถามว่าตัวงานเองสามารถทำหน้าที่เป็นสื่อกลางให้กับคนในพื้นที่ได้จริงหรือ?


ผู้บ่าวไทบ้าน อีสานจ้วด

 

มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้สร้างหนังและซีรีส์แห่ง คำม่วน สตูดิโอ ซึ่งมีฐานการผลิตอยู่ในเชียงใหม่ แต่ก็สร้างงานสื่อสารกับคนทั้งประเทศด้วยการสอดแทรกแนวคิดและวัฒนธรรมภาคเหนือลงไปในชิ้นงาน เช่น ‘ดิว ไปด้วยกันนะ’ และซีรีส์ ‘พฤติการณ์ที่ตาย’ ให้ความเห็นว่า การต่อยอดงานท้องถิ่นเพื่อสื่อสารกับคนวงกว้าง ไม่จำเป็นต้องติดกับดักทางวัฒนธรรมที่อาจจำกัดวิธีการนำเสนอในระยะยาว 

“ในเมื่อเราคิดจะสื่อสารกับคนหมู่มากแล้ว มันไม่จำเป็นต้องท้องถิ่นขนาดนั้นแล้วรึเปล่า สังเกตงานของเราก็ไม่ได้จะต้องท้องถิ่นขนาดนั้น เราก็สื่อสารตามแนวทางของหนังไป แต่แตกต่างด้วยสถานที่ ผู้คน หรือภาษาพูด ไม่งั้นมันจะผูกติดไปกับคนทำตลอดกาล พอเรามีแบรนด์แบบ ‘ไทบ้านฯ’ มันก็จะกลายเป็นว่าหนังแบบนี้จะต้องหาทางนำเสนอวิถีชีวิตท้องถิ่น ต้องตลก 

“มันจะท้าทายกว่าไหม ว่าคนที่คิดตีตลาดนี้จะสามารถทำแบบอื่นได้รึเปล่า สู้เราประทับแบรนด์ให้มันเป็นสากลดีกว่า” 


Share article
  • Line
  • link
creator
Author
นคร โพธิ์ไพโรจน์
คอลัมนิสต์ คนเขียนบท และผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ

Follow

RELATED

+