กรีดลึก รุนแรง โจ่งแจ้งกับความเจ็บปวดที่ผู้หญิงต้องเจอ ใน ‘แอปเปิ้ลและคมมีด’ รวมเรื่องสั้นโดยนักเขียนหญิงชาวอินโดนีเซีย
...
Summary
- ‘แอปเปิ้ลและคมมีด’ คือรวม 13 เรื่องสั้น วรรณกรรมแปลจากอินโดนีเซีย เขียนโดย อินตัน ปารามาดีตา นักเขียนชาวอินโดนีเซียผู้เติบโตมาในครอบครัวชายเป็นใหญ่
- หนังสือเล่มนี้ต้อนรับเราด้วยอีกโลกคู่ขนานหนึ่งของเทพนิยายคลาสสิก ซึ่งไม่ได้สวยงาม แต่เต็มไปด้วยความรุนแรง ผุพัง และรวดร้าวของเหล่าผู้หญิงที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้ควบคุมอำนาจ และคาดหวังให้ผู้หญิงอยู่ในขนบที่ดีงาม อ่อนหวาน เรียบร้อย รวมถึงเป็นคู่ครองและผู้ผลิตทายาท เพื่อสืบสานวงศ์ตระกูล
- ไม่บ่อยนักที่จะเห็นวรรณกรรมร่วมสมัยจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกหยิบมาแปลเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่อยู่ใกล้กับเราในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่าห่างไกลในแง่การเข้าถึงผลงานของกันและกัน
...
คุณจะแปลกใจไหมถ้าจู่ๆ มีใครมาเล่าให้ฟังว่า พี่สาวขี้อิจฉาของซินเดอเรลล่าเป็นอย่างไรหลังจากนิทานจบลง
แล้วทำไมตอนนั้นพวกเธอถึงได้อิจฉาริษยากลั่นแกล้งน้องสาวต่างพ่อคนนั้นนัก พวกเธอรู้สึกอย่างไรหรือเจออะไรมาก่อนหน้านั้น แล้วชะตากรรมของนางซินหลังแต่งงานล่ะ สุขสมอารมณ์หมายไปตลอดกาลดั่งตอนจบของนิทานที่อบอวลไปด้วยความหวานซึ้งจริงหรือ
นี่คือส่วนหนึ่งของ ‘หญิงตาบอดไร้หัวแม่โป้ง’ เรื่องสั้นเรื่องแรกของ ‘แอปเปิ้ลและคมมีด’ วรรณกรรมแปลจากอินโดนีเซีย ที่ต้อนรับเราด้วยอีกโลกคู่ขนานหนึ่งของเทพนิยายคลาสสิก ซึ่งไม่ได้สวยงาม แต่เต็มไปด้วยความรุนแรง ผุพัง และรวดร้าวของเหล่าผู้หญิงที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้ควบคุมอำนาจ และคาดหวังให้ผู้หญิงอยู่ในขนบที่ดีงาม อ่อนหวาน เรียบร้อย รวมถึงเป็นคู่ครองและผู้ผลิตทายาท เพื่อสืบสานวงศ์ตระกูล
ไม่บ่อยนักที่ฉันจะเห็นวรรณกรรมร่วมสมัยจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกหยิบขึ้นมาแปลเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่อยู่ใกล้กับเราในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่าห่างไกลในแง่การเข้าถึงผลงานของกันและกันดั่งที่ผู้แปลหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ในเล่ม
เอาเข้าจริง ฉันก็รู้สึก ‘ไกล’ จากศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนในอินโดนีเซีย เพราะพ้นไปจากในแบบเรียนแล้ว ฉันไม่ได้ใกล้ชิดหรือรู้จักความเป็นอินโดนีเซียมากนัก ไม่เคยคิดเดินทางไปท่องเที่ยวหรือสนใจใครที่อ่านงานเขียนเกี่ยวกับประเทศนี้ด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่อได้เปิดอ่าน ไล่สายตาไปตามหน้ากระดาษของรวม 13 เรื่องสั้น จำนวนสองร้อยกว่าหน้าเล่มนี้ แม้จะมีบางสถานที่ คำเรียก วัฒนธรรม หรือตำนานเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยิน แต่ประสบการณ์และความกดทับที่ปรากฏผ่านตัวละครผู้หญิงในแต่ละเรื่องกลับค่อยๆ สร้างความ ‘ใกล้’ ให้เกิดขึ้น ก่อนจะตระหนักว่าถึงแม้เราจะยืนอยู่บนผืนแผ่นดินคนละละติจูดกับลองจิจูด ห่างกันในระยะบินสามถึงสี่ชั่วโมง ความเจ็บปวดที่เราในฐานะผู้หญิงต้องแบกรับนั้นแทบไม่แตกต่างกันเลย
ยิ่งเมื่อต้องอยู่ภายใต้กรอบของศาสนาที่มองมุมไหนก็ดูเป็นพื้นที่ที่ครอบครองโดยผู้ชาย ก็ยิ่งรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันของความไม่เท่าเทียมที่เข้มข้นขึ้น ร่างกายของผู้หญิงเป็นสิ่งสกปรก เลือดประจำเดือนคือความชั่วร้าย การทำแท้งเป็นเรื่องผิดบาป ผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงออกถึงความต้องการทางเพศ ฯลฯ
ไม่บ่อยนักที่ฉันจะเห็นวรรณกรรมร่วมสมัยจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกหยิบขึ้นมาแปลเป็นภาษาไทย โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่อยู่ใกล้กับเราในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่าห่างไกลในแง่การเข้าถึงผลงานของกันและกัน
ก่อนได้รับหนังสือเล่มนี้ ฉันรู้จักสำนักพิมพ์อีกา ที่จัดพิมพ์ ‘แอปเปิ้ลและคมมีด’ จาก ‘ไม่เชื่องแล้วไปไหน’ หนังสือเล่มแรกของสำนักพิมพ์ เป็นรวมเรื่องสั้น แปลจากภาษาญี่ปุ่น ที่หยิบเอานิทานพื้นบ้านและเรื่องลึกลับมาตีความเล่าใหม่ผ่านเลนส์เฟมินิสต์ ทำให้เกิดความสนใจและติดตามผลงานของสำนักพิมพ์อยู่ห่างๆ ว่าเล่มถัดๆ ไปจะหน้าตาเป็นยังไง จนคราวนี้อีกาก็ได้พาไปสำรวจประเด็นเพศในพื้นที่ใหม่ๆ ที่ฉันไม่เคยเข้าไปมาก่อน
แม้จะดูเป็นวิธีการเล่าเรื่องและแนวที่คล้ายคลึงกันในรูปแบบการหยิบเอาเทพนิยาย ตำนาน และเรื่องสยองขวัญมาตีความเล่าใหม่ผ่านเลนส์สตรี ทว่าหนังสือปกแดงโดดเด่นเล่มนี้ให้ความรู้สึกที่บ้าคลั่งกว่า เดือดดาลกว่า รุนแรงกว่า จากเลือดเนื้อ จากปีศาจ จากความตาย ที่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจมองว่าเป็นการสะท้อนถึงความในใจที่ ‘อินตัน ปารามาดีตา’ นักเขียนชาวอินโดนีเซียผู้เติบโตมาในครอบครัวชายเป็นใหญ่อยากถ่ายทอด ตั้งแต่เรื่องราวของสาวแรกรุ่นผู้ยังเคลือบแคลงกับการทำแท้ง ก๊อบปี้ไรท์เตอร์ที่ไม่คิดว่าเลือดประจำเดือนจะเรียกหาปิศาจ หญิงสาวผู้ว่าจ้างให้ผู้ชายมีเซ็กซ์กับเธอ เป็นต้น
ด้วยความที่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นบนหมู่เกาะชวา เมืองจาการ์ตา ไปจนถึงริมฝั่งมหาสมุทรอินเดีย ตัวละครมาจากหลากหลายภูมิหลังและช่วงเวลา ทั้งยังมีชีวิตอยู่และตายดับ จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่ถูกกดทับจากผู้หญิงในมิติที่แตกต่างกัน ต่อให้หน้าตาสะสวย แต่หากทำตัวไม่ตรงตามขนบก็กลายเป็นหญิงชั่วร้ายกาจ ขณะเดียวกันพออยู่ในกรอบของบทบาทผู้หญิงที่ดี ก็กลับกลายเป็นไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง ถูกรัดรึงด้วยหน้าที่ของลูกสาวหรือภรรยาจนต้องกล้ำกลืนฝืนทน
ปัจจุบัน 'อินตัน ปารามาดีตา' เป็นอาจารย์ประจำสาขาสื่อและภาพยนตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยแม็กควอรีในเมืองซิดนีย์ ผู้มีอีกบทบาทเป็นนักเขียน เธอนิยามตัวเองว่าเป็นนักเขียนเฟมินิสต์ เพราะนอกจากเริ่มเขียนหนังสือตั้งแต่อายุ 9 ขวบแล้ว เธอยังทำงานร่วมกับแอ็กทิวิสต์เฟมินิสต์ในอินโดนีเซีย และจากอุปสรรคกับความยากลำบากที่ประสบพบเจอมาในพื้นที่การทำงานตรงนี้ก็ส่งผลต่อการเป็นนักวิชาการ นักเขียน และตัวตนของเธอ
อย่างหนังสือเล่มนี้ อินตันเล่าว่า เธอได้รับอิทธิพลมาจากแม่ของเธอที่เป็นคนหัวขบถ ไม่สยบยอมต่อความไม่ยุติธรรม ทำให้หลายๆ ครั้ง อินตันในวัยเด็กไม่เข้าใจว่า ทำไมแม่ของเธอช่างแปลกประหลาด และทำอะไรที่ใครๆ ก็บอกว่าชั่วร้าย เช่น ทำลายจานในอ่างของห้องครัวแล้วร้องไห้ ก่อนจะหายตัวไปหลายเดือนโดยไม่บอกกล่าว
จนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทเป็นทั้งแม่และเมีย อินตันก็เข้าใจถึงความยากลำบากที่แม่ของเธอต้องประสบในตอนนั้น ภายใต้ระบอบชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงคนหนึ่งถูกคาดหวังให้ต้องเป็นผู้หญิงที่ดี แม่ที่ดี ซึ่งการแสดงออกที่ดูไร้เหตุผลพวกนั้นคือวิธีการต่อต้านกรอบที่บีบรัดตัวตนในแบบของแม่เธอ
โดยส่วนตัว ฉันค่อนข้างชอบเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องในเล่ม และขณะเดียวกันก็มีอีกหลายเรื่องที่ไม่แน่ใจนักว่า ตัวเองเข้าใจถึงสารที่นักเขียนต้องการสื่อถูกต้องหรือไม่ ถึงอย่างนั้นนอกจาก ‘หญิงตาบอดไร้หัวแม่โป้ง’ ที่เขียนถึงตอนต้น ‘โฉมงามกับคนแคระคนที่เจ็ด’ ซึ่งอ้างอิงมาจากตำนานโฉมงามแห่งสะพานอันจล เรื่องผีอันโด่งดังของอินโดนีเซีย ว่าด้วยหญิงงามที่ถูกข่มขืนและถูกฆาตกรรมก่อนโยนลงแม่น้ำ ก็เป็นอีกเรื่องที่ฉันประทับใจ
มันเล่าเรื่องของหญิงสาวหน้าตาอัปลักษณ์ที่เปิดรับสมัครชายหนุ่มให้มามีเซ็กซ์กับเธอ โดยเป็นเซ็กซ์ในรูปแบบการ Role Play ข่มขืน เหมือนตำนานหญิงงามแห่งสะพานอันจล ในทีแรกชายหนุ่มก็ยังกล้ำกลืนฝืนทนกับการทำสิ่งนี้ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มสนุกกับการแสดงนี้มากขึ้น และถลำตัวลึกลงในความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดราวกับมีแรงฉุดดึงบางอย่างให้เสพติดผู้หญิงคนนี้ แน่นอนว่าฉันคงไม่เฉลยว่าสุดท้ายแล้วเรื่องจบลงอย่างไร แต่ความดิบเถื่อนรุนแรงวิปริตที่เกิดขึ้นในเรื่อง ฉันตีความว่ามันสะท้อนถึงอำนาจทางเพศที่ยื้อยุดกันระหว่างชายหญิง ที่เหมือนว่าจะกลับตาลปัตรจากภาพจำที่เรารับรู้ ราวกับเป็นตัวแทนในการส่งเสียงหวีดร้องถึงการกดทับความต้องการทางเพศที่ผู้หญิงไม่เคยมีพื้นที่ให้บอกเล่า
อีกเรื่องที่มีประเด็นน่าสนใจ และรีเลตกับฉันในฐานะลูกสาวคือ ‘บ่อน้ำ’ เรื่องเล่าถึงลูกสาวคนสุดท้องที่ต้องอยู่โยงคอยเฝ้าบ้านดูแลพ่ออายุมากผู้เอาแต่พึ่งพาเธอ ทั้งที่เมื่อก่อนคือพ่อผู้เผด็จการที่ใช้ความรักในนามของอำนาจเลี้ยงดูลูกๆ จนวันหนึ่งหญิงสาวก็ได้ค้นพบประตูแห่งความลับที่พาความลี้ลับมาสู่ชีวิตของเธอ
แม้จะไม่ได้จัดจ้าน มีความรุนแรงบ้าคลั่งเหมือนเรื่องอื่นๆ แต่การต้องอยู่แต่ในบ้านดูแลใครสักคน จนไม่ได้ออกไปตามหาความฝันหรือค้นหาตัวตน ก็พอจะสร้างความปวดร้าวแสนสาหัสผ่านสภาวะที่ถูกตอกตรึงให้อยู่กับที่ด้วยตะปูที่เรียกว่าความกตัญญูได้ จึงไม่แปลกที่เมื่อได้โอกาสหลบลี้จากสภาวะตรงนี้เพียงชั่วคราว หญิงสาวก็ขอเลือกก้าวเข้าประตูบานสีแดงบานนั้น เพื่อไปพบกับหญิงไร้หน้าในบ่อน้ำท่ามกลางป่า ที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครหรือมีอันตรายอื่นใดซุกซ่อนอยู่
‘เพื่อชดเชยทุกสิ่งที่ฉันทำไม่ได้เหมือนอาดิต รามา และวารีตา’ (หน้า 157) หญิงสาวใคร่ครวญถึงโอกาสที่ลูกคนอื่นได้ไป ได้ไปทำงานในบริษัทต่างชาติ ได้มีชีวิตของตัวเอง แต่เธอกลับไม่ได้ทำอะไรเลย นั่นเป็นเหตุผลให้เธอ-ลูกสาวคนสุดท้องข้ามไปอีกโลก ในโลกที่ไม่น่าเบื่อ ไม่ต้องรอเวลาให้เคลื่อนไหลผ่านไปให้หมดวัน ไม่ต้องทำตัวเป็นลูกที่ดีของใคร
ได้โปรดอย่าลืมความทุกข์โศกที่มาจากรากฐานความไม่เท่าเทียมทางเพศที่กดทับผู้หญิง อย่ามัวแต่โฟกัสความเกรี้ยวกราด จนหลงลืมแห่งหนที่มาของความเจ็บปวดที่พวกเราต้องเจอ
หลังจากอ่านจบ โลกอีกใบของตัวละครลูกสาวทำเอาฉันนึกไปถึงการเปรียบเปรยของอาการทางจิตเวช ที่เกิดจากความโศกเศร้าและความเครียดที่ต้องดูแลพ่อผู้สูงอายุที่เอาแต่กำหนดกฎเกณฑ์ชีวิตของเธอ ส่วนผีไร้หน้าในบ่อน้ำก็คงเป็นภาพสะท้อนของเธอที่ชีวิตพบพานแต่ความว่างเปล่า ไม่รู้แล้วว่าตัวเองเป็นใคร มีสิทธิเสรีภาพในการทำอะไรแค่ไหน และความมืดมนอนธการนี้จะสิ้นสุดเมื่อไร ต้องรอให้ความตายมาพรากพ่อไปก่อนงั้นหรือ
แน่นอน ความคับแค้นใจคือเบื้องหลังของสุ้มเสียงที่กรีดร้องตะโกนผ่านคำพูดคำจาและการกระทำของเหล่าตัวละครหญิงใน ‘แอปเปิ้ลและคมมีด’ ไม่ต่างจากหญิงบ้า (Mad Woman) ที่คนมักใช้เรียกเฟมินิสต์ เพราะมองว่างี่เง่าและเรียกร้องเยอะเกินไป
แต่ได้โปรดอย่าลืมความทุกข์โศกที่มาจากรากฐานความไม่เท่าเทียมทางเพศที่กดทับผู้หญิง อย่ามัวแต่โฟกัสความเกรี้ยวกราด จนหลงลืมแห่งหนที่มาของความเจ็บปวดที่พวกเราต้องเจอ
นี่อาจเป็นสิ่งที่อินตันอยากบอกก็เป็นได้
อ้างอิง : Asianbook, The Straits Times
